source: http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000091943
สุริยะใส กตะศิลา
สวัสดีครับสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน วันนี้มีการประชุม 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีวาระสำคัญๆ อยู่ 2-3 เรื่องที่จะนำแถลงกับสื่อมวลชน เรื่องแรกคือเรื่องความห่วงใยต่อสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอยู่ในสภาวะวิกฤตการณ์ เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของการติดตามความคืบหน้ากรณีคดีคุณสนธิ และการแก้ปัญหาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่พันธมิตรฯ เห็นว่าจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นข้อยุติที่สุด ซึ่งอาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคต 3 เป็นเรื่องสถานการณ์การถวายฎีกา กับจุดยืนของพันธมิตรฯ
ผมจะแถลงในประเด็นแรกก่อน เรื่องวิกฤตการณ์ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งที่ประชุมห่วงใยกันมาก และอยากจะชี้เป้าปัญหาไปที่บทบาทของฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบโดยตรง ในระดับนโยบาย รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาจนถึงผู้นำเหล่าทัพ ตั้งแต่ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เหล่าทัพต่างๆ และหน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงทั้งหมด สถานการณ์วันนี้ต้องถือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและผู้รับผิดชอบทั้งหมด ทั้งในระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติการ ไร้ประสิทธิภาพ และมีความบกพร่องอย่างยิ่ง ซึ่งที่ประชุมจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนบทบาทของงานฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งที่ประชุม 5 แกนนำวันนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบทบาทที่ไม่ชัดเจนและทำให้สังคมเคลือบแคลงเป็นอย่างมากใน 3-4 เรื่องจากนี้ไป ที่เราคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนและพิจารณาบทบาทของ ผบ.ทบ.ท่านนี้
ประเด็นแรกที่เราเคลือบแคลงสงสัย ก็คือ ผบ.ทบ.ไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของเหล่าทัพ ของทหาร และเป็นหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าทหารต้องพิทักษ์สถาบันเบื้องสูง แต่วิกฤตการณ์ของประเทศตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา ได้ขยายความและกินแดนไปถึงความมั่นคงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แต่ว่า ผบ.ทบ.ท่านนี้กลับนิ่งเงียบและเพิกเฉยต่อสถานการณ์ เราก็ยังไม่เห็นท่าทีที่ชัดเจนว่าท่านจะมีท่าทีอย่างไรในฐานะ ผบ.ทบ. โดยเฉพาะการเข้าชื่อถวายฎีกาของกลุ่ม นปช.และกลุ่มเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้พรรคเพื่อไทยคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการเข้าชื่อถวายฎีกา สังคมก็ผิดหวังกับท่าทีของ ผบ.ทบ.ท่านนี้ ที่ท่านบอกว่าไม่มีความเห็น ซึ่งท่าทีแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณในทางลบต่อข้าราชการ ต่อหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อ ผบ.ทบ.ว่า ถ้าระดับผู้บังคับบัญชาไม่มีความเห็นก็เลยทำให้กลไก หน่วยงานที่เป็นแขนขา ไม่ทำงานไปด้วย ขบวนการล่ารายชื่อจึงขยายตัวไปอย่างน่าเกรงขาม และ 5 แกนนำประมวลสถานการณ์และสรุปว่า วิกฤตการณ์ความมั่นคงในขณะนี้เกิดขึ้นจากภัยคุกคามต่อสถาบันเบื้องสูงที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และขบวนการเสื้อแดง เป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นวิกฤตความมั่นคง เป็นการคุกคามสถาบันที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในยุค ผบ.ทบ.ที่ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ถือว่าเป็นยุคที่มีปัญหาการคุกคามสถาบันมากที่สุดอีกยุคหนึ่ง
ข้อที่ 2 ความไม่สามารถในการปกป้องอธิปไตยของชาติจากกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องมันอาจจบไปแล้ว แต่จริงๆ ไม่จบ และมีการแอบเจรจากันระหว่างตัวแทนของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาเป็นระยะๆ จนมีการลักไก่ ฉวยโอกาส สวมสิทธิ์จากรัฐบาลทักษิณที่แอบทำเอาไว้ ซึ่งทำให้คนไทยเสียประโยชน์ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่พันธมิตรฯ ยืนยันว่า ไทยได้สูญเสียอธิปไตย เกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในประเด็นนี้เดี๋ยว อ.ปานเทพ จะขยายความ และที่สำคัญ ทาง ผบ.ทบ.ก็ปล่อยให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่เล็กกว่า คุกคามสถาบัน กองทัพ และทหารไทยในหลายๆ ครั้ง เช่น ทหารกัมพูชา 1 คน สามารถรับมือกับทหารไทยได้ถึง 3 คน ซึ่งมันเป็นท่าทีที่สะท้อนความไม่เข้มแข็งในการนำ จนอาจจะส่งผลต่อศักยภาพในการทำหน้าที่ของเหล่าทัพทั้งหมด และทหารหาญทั้งหมด
ข้อที่ 3 ก็เป็นประเด็นสำคัญ วันนี้ชัดเจนว่า ผบ.ทบ.ได้วางเฉย และเพิกเฉยต่อการรุมฆ่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะวันนี้รูปคดีจากการสืบสวนสอบสวนของทีม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ชี้ชัดว่าทีมปฏิบัติการรุมฆ่าคุณสนธิครั้งนี้เป็นนายทหารเป็นส่วนใหญ่ และสังกัดหน่วยรบพิเศษที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยรบที่ขึ้นตรงต่ออำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารบกท่านนี้โดยตรง แต่วันนี้ท่านบอกว่าท่านไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน และท่านพยายามจะบอกว่าเป็นเรื่องของนายทหารบางคน เป็นเรื่องส่วนตัวไป ซึ่งท่าทีแบบนี้เท่ากับเป็นท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ตอนมีหมายจับผู้ต้องหา 2 ท่านแรก ผบ.ทบ. รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่า พร้อมจะให้ความร่วมมือกับทีมสอบสวน โดยจะพยายามนำนายทหารในสังกัดที่ถูกออกหมายจับมามอบตัว หรือเข้ารายงานตัวกับทีมสอบสวน แต่ว่าจนป่านนี้ไม่รู้ว่าผู้ต้องหาหลบไปอยู่ที่ไหน และไม่มีความรับผิดชอบจากผู้บังคับบัญชาในฐานะที่รับผิดชอบดูแลนายทหารเหล่านั้น ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ เพราะว่าประชาคมโลกย่อมตั้งคำถามว่ากองทัพไทย เมื่อเกี่ยวข้องกับคดีรุมฆ่าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการเมือง แล้วไม่มีความรับผิดชอบตามมา มันก็สามารถตั้งคำถามได้ว่า ระบบการเมืองไทยมีอำนาจเหนือระบบ หรือมีระบบอิทธิพลมาเฟียโดยคนในเครื่องแบบอยู่
นี่ก็เป็นประเด็นที่ 3 ที่เราเห็นว่าเป็นความหย่อนยานและไร้ประสิทธิภาพของ ผบ.ทบ.ท่านนี้
ข้อที่ 4 จนป่านนี้ 3-4 ปีของวิกฤตการณ์ในประเทศ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังไม่เคยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อนักโทษชายที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนเอง หรือสังคมเองเคยตั้งคำถามนะครับ ครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้วนะครับ ช่วงที่เราชุมนุมยืดเยื้อดูเหมือนท่าจะมีความพยายามจริงจังอยู่ในช่วงหนึ่งนะครับ เช่นแถลงให้รัฐบาลนอมินี นายสมัคร สุนทรเวช รับผิดชอบจากกรณี วิกฤตการณ์ทางการเมืองทำนองนี้นะครับ แต่หลังจากนี้ก็หายไปนะครับ ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นที่เคลือบแคลงว่า ต้องมีการแอบต่อสาย หรือมีสายสัมพันธ์อยู่กับทางปีกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยซ้ำ อันนี้ถือว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งนะครับ ที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะการนำของตัว ผบ.ทบ.เองนะครับ ที่ท่านไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อคนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จนทำให้หน่วยงานในสังกัด หรือข้าราชการในสังกัดสับสนตามไปด้วย และทำให้การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคงของรัฐบาลชุดนี้นะครับ ของกองทัพด้วย ภายใต้การนำของท่านไม่ประสบความสำเร็จ เฉื่อยและปล่อยให้ฝ่ายคุกคามได้ใจ และทำให้กระบวนการคุกคามความมั่นคงของชาติ ขยายตัวไปในขอบเขตที่น่าเป็นห่วงมากนะครับ ซึ่งเดี๋ยวแกนนำจะเพิ่มเติมนะครับ จะให้ อ.ปานเทพ ขยายความในประเด็นที่เป็นจุดยืนของพันธมิตรฯ นะครับว่า การสูญเสียอธิปไตย โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องพลังงานมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ นะครับ เชิญครับ
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ - สวัสดีครับ พี่น้องสื่อมวลชน และท่านผู้ชมที่รับฟัง และรับชมการถ่ายทอดสดอยู่นะครับ วันนี้ได้ปรากฏอย่างที่คุณสุริยะใสได้พูดนะครับว่า เราเป็นห่วงสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ และเห็นว่าฝ่ายความมั่นคงของชาติทั้งตำรวจ และทหารหย่อนยาน และไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ทั้งในเรื่องอธิปไตยของชาติ และความสงบเรียบร้อยของคนในประเทศ อันรวมถึงความปลอดภัยของประชาชนคนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุลนะครับ แต่ว่าพันธมิตรฯ เองได้มีการออกแถลงการณ์มาก่อนหน้านี้ในฉบับที่ 1 ได้มีการเตือนต่อการวางเฉยต่อกรณี การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2552 ซึ่งในคราวนั้นทางพันธมิตรฯ เองได้เรียกร้องในส่วนของกองทัพบกนะครับว่า ให้ทำตามหน้าที่ของตัวเองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 ที่ต้องพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของรัฐ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคราวนั้นเราได้บอกว่า การวางเฉยต่อการจ้องทำลายสถาบันองคมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมขัดต่อหน้าที่มโนธรรม สำนึก และรัฐธรรมนูญ
ต่อมาพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องตามแถลงการณ์ฉบับที่ 2/2552 ลงวันที่ 12 เมษายน 2552 อีกครั้ง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนบุคลากรในฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ตร.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ ผบ.ทร.การที่เราเรียกร้องในคราวนั้น เพราะเหตุการณ์ที่มีการจลาจล และทำให้มีการเสียเกียรติภูมิของคนในประเทศ ต่อกรณีการล่มสลาย และการล้มการประชุมอาเซียน เมื่อเดือยเมษายนนะครับ
บัดนี้ปัญหาความมั่นคงทั้งหมด ยังคงธำรงอยู่ต่อไป และยังคงเป็นปัญหามากขึ้น เมื่อปัญหาความมั่นคง ความปลอดภัยชีวิตของประชาชนทั่วไป ไม่ได้รับความคุ้มครอง ณ บัดนี้ผมจะนำเอกสารอีกบางส่วน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า บัดนี้ความมั่นคง และอธิปไตยของชาติ ได้มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เราได้พบว่า ในทางปฏิบัติพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร ปัจจุบันได้พบว่า ตกอยู่ในการดูแล และอิทธิพลของทหารกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว เราพบว่า บริเวณวัดแก้ว ซึ่งอยู่ในบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของไทย ตามแนวสันปันน้ำ ปัจจุบันมีทหารไทยขึ้นเพียงแค่ 10 นายต่อวัน และขึ้นไปโดยปราศจากการใส่ชุดทหาร ต้องใส่ชุดนอกกเครื่องแบบ ห้ามพกอาวุธ และไม่สามารถคุ้มครองอธิปไตยของไทยบริเวณนั้นได้ บัดนี้ การรุกล้ำได้ไปถึงการสร้างถนนเข้ามาในพื้นที่ไทย เป็นการปล่อยปละละเลยอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนที่ 2 คือ บริเวณปราสาทพระวิหาร ที่มีการเจรจากันตอนนี้ ได้พบว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่เอาใจใส่เรื่องการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานะครับ
ในส่วนของพื้นที่ทางทะเล เราพบว่า เอกสารบางชิ้นกระทรวงการต่างประเทศไม่มี เราพบว่า MOU ที่เกิดขึ้น วันที่ 18 มิถุนายน 2544 ที่ลงนามโดยรัฐมนตรี สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และนายสก อาน เป็นการยอมรับพื้นที่ของไทย พื้นที่ทางทะเลของไทยให้เป็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในเวลาต่อมาไม่กี่วัน เราพบว่า เอกสารชิ้นนี้ ไม่ปรากฏอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลงนามระหว่าง คุณทักษิณ กับ ฮุน เซน เป็นการยกระดับจากบันทึกข้อตกลง กลายเป็นแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เราสอบถามข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ได้เคยเห็นเอกสารชุดนี้ไหม ปรากฏว่า กระทรวงการต่างประเทศกลับไม่เคยเห็นเอกสารชุดนี้ เท่ากับว่า มีข้อสงสัยว่า มีความหมกเม็ดในเรื่องการทำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ทางทะเล โดยที่รัฐบาลไทยไม่รู้ และโดยที่รัฐสภาไทยไม่รู้
เอกสารชิ้นถัดมา น่าสนใจมาก คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีย่อมรับทราบ เพราะเราพบว่า มีเอกสารจากสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถึงท่านนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 และพบว่า รัฐบาลไทยอาจกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กรณีการลงบันทึกข้อตกลง วันที่ 18 มิถุนายน 2544 ว่า อาจจะกระทำผิดตามมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ และอาจกระทำผิดในเรื่องมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อีก 1 ฉบับ ที่อาจไม่ทำตามด้วย
เพราะฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว การที่ท่านนายกรัฐมนตรีปล่อยให้มีทีมงาน โดยเฉพาะคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเจรจาต่อเนื่อง เรื่องผลประโยชน์ทางพลังงาน โดยปราศจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาจถูกมองได้ว่า ได้ละเลยและเมินเฉยต่อการท้วงติงจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นั่นหมายถึง ท่านนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาว่า แถลงการณ์ร่วมและบันทึกข้อตกลงนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าขัด ก็ไม่มีสิทธิ์ที่รัฐบาลจะไปเจรจาต่อเนื่อง โดยอาศัยการเจรจาและบันทึกข้อตกลงและแถลงการณ์ร่วมก่อนหน้านี้ ก็เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องแสดงความกล้าหาญ และยืนหยัด เพื่อปกป้องอธิปไตย ทั้งทางบกและทางทะเลอย่างถึงที่สุด
ถึงวันนี้ จากแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 2/2552 ให้เปลี่ยนตัวข้าราชการและฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ผ่านมา 4 เดือนแล้ว เท่ากับครบ 1 ไตรมาสแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังคงเพิกเฉย และยังคงเห็นแก่ประโยชน์ของการร่วมรัฐบาล และความมั่นคงของรัฐบาล มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง - เรื่องที่ อ.ปานเทพ แถลงไปนั้น เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ สื่อมวลชนคงเห็นชัดแล้วนะครับว่า การดำเนินการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เราดำเนินการโดยที่เรามีข้อมูลเพียบพร้อม และเราออกมาท้วงติงถ้าเห็นว่าบ้านเมืองจะเสียหายทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น แล้วเราก็เกาะติดสถานการณ์เป็นลำดับมา จะเห็นว่าเรื่องนี้เราได้แถลงไปตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2551 ว่ารัฐบาลอย่าวางเฉยต่อการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จาก 12 ธ.ค. ก็ 12 ม.ค., ก.พ., มี.ค., เม.ย. 12 เม.ย. ครบ 4 เดือนพอดี เราก็ออกมาท้วงติงอีกว่า สถานการณ์แย่ลงๆ นะ คือการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มีผลมากขึ้น บ้านเมืองจะลำบาก เราก็ออกมาท้วงติงรัฐบาล จนกระทั่งครบอีก 4 เดือนเมื่อวานนี้เอง สรุปแล้วครบ 8 เดือนแล้วที่เราออกมาท้วงติงว่า รัฐบาลอย่าวางเฉยต่อการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รัฐบาลยังไม่ทำอะไร หรือทำไปก็นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง เป็นที่น่าดีใจนะครับว่า ที่ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รวมตัวกันแล้วออกแถลงการณ์คัดค้านการถวายฎีกา ซึ่งการคัดค้านการถวายฎีกานั้น เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งต่อการจะช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยากให้องค์กรอื่นๆ ออกมาบ้าง เพราะว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ทุกองค์กร ไม่ใช่มีเฉพาะไม่กี่องค์กรเท่านั้นเอง ถ้าเราออกมาเรียกร้องกันมากๆ ผมคิดว่ารัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลอยู่ได้ก็เก่งเกินไปแล้ว ในเมื่อรัฐบาลต้องพึ่ง อาศัยคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มทุกหมู่ ดังนั้นวันนี้ เมื่อครบ 8 เดือนไปแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ก็เลยได้ประชุมกันเมื่อเช้านี้ และเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรแล้วที่จะแถลงผ่านสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง ดังที่ อ.ปานเทพ ได้บอกไปแล้ว ยืนยันอีกทีนะครับ อยากจะเรียกร้องให้หลายๆ กลุ่มออกมา เพราะว่าลำพังเพียงไม่กี่กลุ่มนั้นรัฐบาลอาจจะยังไม่ฟัง แต่ถ้าออกมามากๆ เข้ารัฐบาลต้องฟังอยู่ดีครับ
สมศักดิ์ โกศัยสุข - ผมจะเอารัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ให้พี่น้องสื่อมวลชน และประชาชน ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าบัญญัติไว้ว่าอย่างไร แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ มาตรา 77 บัญญัติว่า "รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย และบูรณาภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตยความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ และผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ" รัฐต้อง พรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจรัฐอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่รัฐต้องปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ลอยตัว อย่างกรณีเรื่องปราสาทพระวิหาร เห็นไหมว่า ศาลมีคำพิพากษาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันองค์กรของรัฐ รวมถึงรัฐบาลด้วย ว่าการเอาปราสาทพระวิหารไปขึ้นมรดกโลกฝ่ายเดียวนั้น ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 แต่ยังปล่อย เสียพื้นที่ไปอีก 4.6 ตารางกิโลเมตร อันนี้จะเห็นว่าทหารไม่ทำอะไร ปล่อยเฉย แล้วไม่มีการพิสูจน์อะไร
แล้วกรณีที่ลิ่วล้อของทักษิณกำลังดำเนินการเรื่องถวายฎีกา ซึ่งประชาชนออกมาเกือบหมดแล้ว พันธมิตรฯ แถลงไว้ตั้งแต่เดือน มี.ค. เดือน เม.ย. แต่วันนี้รัฐบาลก็ไม่ทำอะไร พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งไปแจ้ง พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไม่ต้องไปแจ้งร้องทุกข์ต่อตำรวจ นายกเป็นหัวหน้าใหญ่ของตำรวจซะด้วย เป็นประธาน ก.ต.ช. คุณสุเทพเป็นประธาน ก.ตร. ไม่รู้แบ่งอำนาจกันยังไง ชาวบ้านก็งง ซึ่งความจริงแล้วเป็นความผิดซึ่งหน้า คุณสุวัตร ทนายความของพันธมิตรฯ ได้พูดไปแล้วว่า การกระทำดังกล่าวผิดมาตรา 189 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เจตนาชัดเจนต้องการจะช่วยนักโทษชายหนีคำพิพากษาของศาลให้พ้นผิด ก็ต้องมีความผิดตามกฎหมายอาญาไปด้วย อันนี้ยังปล่อยปละละเลย
กรณีคำแถลงของพันธมิตรฯ เรื่องให้ปลด ผบ.ทบ. หรือ ผบ.ตร. รองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จะเห็นชัดเจนว่า กรณี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ออกมาพูดชัดว่า เรื่องที่มีปัญหาเนื่องจากมีตำรวจเป็นไส้ศึก มีตอ ซึ่งคำพูดของหัวหน้าพนักงานสอบสวนระดับนี้ รัฐบาลน่าจะต้องหาข้อเท็จจริงสอบสวนว่า ตอ เป็นใคร ตำรวจเป็นไส้ศึก ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย นอกจากนั้นยังไม่พอ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.นพดล ยังออกมาสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกฉบับ บอกว่า ใครมารังแกนามสกุล พี่น้องนี้ อาจจะต่อสู้ทั้งในกฎหมายและนอกกฎหมาย แปลว่าอะไร อันนี้คือสิ่งที่ คำแถลงของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 2 นั้น ปัจจุบันนี้จะเห็นว่า ข้อมูลเหล่านี้ไม่เกินอะไร แล้วคนที่ทำผิดตามหมายจับก็เป็นตำรวจ เป็นทหาร ซึ่งเป็นคนที่มีสังกัดชัดเจน วันนี้ยังจับตัวใครไม่ได้ แล้ว ผบ.ทบ.ยังสัมภาษณ์อีกว่า ไม่มีความเห็นอะไร ในขณะ วันที่ 17 เม.ย. ที่ลอบฆ่าน้องสินธินั้น เป็นวันที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งอำนาจทั้งหลายอยู่ใน ผบ.ทบ.อย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ ในภาวะปกติ ซึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาด อันนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ปัญหาในปัจจุบันนี้ รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบ เพราะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้นนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ซึ่งไม่ใช่เป็นการแทรกแซง ในมาตรา 81 บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังนี้ (1) ดูแลให้มีการปฏิบัติ และบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม ทั่วถึง และเป็นธรรมเสมอกับประชาชนทุกคน
(2) ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เป็นผู้สื่อข่าว เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นไหมครับว่า มีปัญหาสะดุด หยุด และลักษณะแบบนี้ เท่ากับว่า พนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ก่อนถึงศาลนั้น ไม่ได้เคร่งครัดและไม่ได้ดำเนินการ กลับปล่อยปละละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตนเองต้องรับผิดชอบ และกินเงินเดือนภาษีประชาชนด้วย ดังนั้น นี่คือสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องกล้าหาญในการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ
ขอยืนยันนะครับ เวลามีข่าวจะบอกว่า เสื้อเหลืองเสื้อแดงทะเลาะกัน หยุดทะเลาะกัน ยืนยันว่า สิ่งที่พันธมิตรฯนำเสนอนั้น จุดยืนของเราคือ ผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ไปทะเลาะกันเรื่องส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น เราทำหน้าที่ของเราในฐานะเป็นพลเมืองประเทศไทย ก็ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านทั่วประเทศ ที่ยังยืนยันจงรักภักดีต่อประเทศชาติช่วยกัน เพราะรัฐบาลก็วางเฉย ไม่ได้กระทำอะไร นี่ก็เป็นความเห็นของผมนะครับ
พิภพ ธงไชย - ผมขอเพิ่มเติม ขยายความ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรก เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ แกนนำพันธมิตรฯยืนยันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ การที่รัฐบาล หรือกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เข้มงวดกว่าที่ทำอยู่ เพราะถือเป็นยุคสมัย ยิ่งกว่ายุคสมัยใด ที่มีการละเมิด หรือทำให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะนำไปสู่ความสั่นคลอนของความมั่นคงของชาติ
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้ยืนยันที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ จึงใช้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั่วโลก มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือยกเลิกไป แต่ความสืบเนื่องจากระบอบราชาธิปไตยมาสู่ระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎร ยืนยันเรื่องนี้ว่า จะคงสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยต่อไป
เพราะฉะนั้น เห็นความสำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีมาตั้งแต่ 2475 และเมื่อการเมืองทำให้เกิดการคลอนแคลน ในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคประชาธิปัตย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรี เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านต้องดูประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องในการที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อคงให้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น มีความมั่นคง ในขณะที่พรรคไทยรักไทย ได้ประกาศตั้งพรรคการเมืองในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ตรงกับวันปฏิวัติฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นอยากจะเตือนเรื่องนี้กับท่านนายกรัฐมนตรีว่า ความพยายามของฝ่ายใดๆ ที่จะสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมจะไปสั่นคลอนเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และความรู้สึกของประชาชนโดยรวมด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในขณะที่เป็นรัฐบาล ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ จะทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
นอกจากนั้นกองทัพเอง ตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า จะต้องรักษาความมั่นคงของชาติ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงของชาติ และความรู้สึกในศูนย์รวมใจของประชาชนนั้น มีความสำคัญมาก
เพราะฉะนั้นทางพันธมิตรฯ จึงได้แถลงการณ์นะครับในวันนี้ เพื่อที่จะเตือนรัฐบาล เตือนผู้บัญชาการทหารบก ในการที่ปล่อยปละละเลย หรือมีท่าทีวางเฉยเกี่ยวกับการคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และถ้าไม่กระทำการใดๆ รัฐบาลจะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ผู้บัญชาการทหารบกจะหมดความชอบธรรม ในการที่จะเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพต่อไป นี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่อยากจะย้ำในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ และในเหตุการณ์ปัจจุบัน
2.ในเรื่องอธิปไตยของชาติ ผมคิดว่า การที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกวางเฉย ขณะที่ปล่อยให้ประเทศเล็กอย่างกัมพูชา โดยตัวนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แสดงอาการคุกคามท้าทายต่อกองทัพไทยว่า สามารถต่อกลอนได้ 1 ต่อ 3 นะครับ อันนี้ถือเป็นการหยามเกียรติ และเมื่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบกไม่มีท่าทีที่จะตอบโต้เรื่องพวกนี้เลย ทำให้นานาชาติเกิดความสงสัยว่า ขณะนี้กองทัพไทยหมดสิ้นไร้ประสิทธิภาพ และรัฐบาลก็ยอมที่จะร่วมผลประโยชน์กับรัฐบาลฮุน เซน หรือไม่อย่างไร มันมีความเกี่ยวโยงสืบเนื่องกันไปถึงประโยชน์ในเรื่องอธิปไตยของชาติ และแหล่งพลังงานในอ่าวไทย และเกี่ยวพันไปกับกลุ่มการเมืองของไทยรักไทยเก่าด้วย ดังนันรัฐบาลจะต้องทำความกระจ่างในเรื่องนี้ รวมทั้งผู้บัญชาการทหารบกจะต้องแสดงความเข้มเเข็งในการทหาร ในการรักษาอธิปไตยของชาติมากกว่านี้ มิฉะนั้นท่านก็จะหมดความชอบธรรมในการเป็นผู้บัญชาการทหารบกเพื่อจะรักษาอธิปไตยของชาติต่อไป
สำหรับประเด็นสุดท้ายในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ผมอยกาจะเรียนท่านผู้บัญชาการทหารบกว่า ท่านอย่ามองว่าการฆ่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเรื่องของส่วนตัว ซึ่งเราก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องต้องการมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้าสามารถทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เสียชีวิตลงได้ ความสับสนวุ่นวายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเกิดความยึดอำนาจแบบใหม่ตามมา เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลเกี่ยวข้องในทั้งตำรวจทั้งดีเอสไอ ทั้งทหาร ผู้บัญชาการทหารบกไม่สามารถจะละเลยได้ เพราะว่าการละเลยของผู้บัญชาการทหารบกในทางสากลแล้ว ถือว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ท่านจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่ แต่ว่าจะถือว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม 2.ท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่า มีตำรวจกลุ่มหลายกลุ่ม มีทหารหลายกลุ่ม ที่ทำตัวเป็นผู้รับจ้างในการเข่นฆ่าประชาชนในกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆมาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในทางธุรกิจในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นท่านผู้บัญชาการทหารบกได้ละเลยเรื่องนี้ก็เป็นการสนับสนุนไปในตัว ที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเรื่องบ่อน ส่วย อะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่เรื่องการที่รับเป็นเมือปืนที่จะเข่นฆ่าประชาชน อย่างที่เป็นที่ทราบกันดีในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ฉะนั้นเมื่อท่านละเลย ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของท่านหลบหนีออกไปจากหมายจับ ทั้งๆที่ผมเชื่อว่าท่านก็พอจะรู้อยู่แล้วว่า การที่จะออกหมายจับแต่ละครั้ง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีลอบฆ่าคุณสนธินั้น มีทหารของท่านเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพก็รู้ว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
การปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในทางนานาชาติเขาถือว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในประเทศอังกฤษ บุคคลที่ถูกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จะต้องถูกปลดทันที ท่านบิล คลินตัน นั้นก็ถูกกล่าวหาจากรัฐสภาเพื่อทำอิมพีชเมนท์ ประเด็นที่สำคัญคือการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นในเรื่องกระบวนการยุติธรรม แล้วไม่ใช่เรื่องทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปตามปกติ การขัดขวางจากผู้มีอิทธิพลในระบบราชการก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรม และความปลอดภัยของประชาชนก็จะไม่ปลอดภัยต่อไป ก็อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในการปล่อยปละละเลยทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเดินต่อไปได้ในเรื่องอธิปไตยของชาติถูกหยามเหยียด ในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกคุกคาม ก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบตั้งรองนายกรัฐมนตรี และท่านผู้บัญชาการทหารบก ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าว - กลุ่มเสื้อแดงถวายฎีกาพันธมิตรฯ ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไม่ให้เกิดกระบวนการนี้
พล.ต.จำลอง - เรื่องนี้อย่างที่ผมพูดไปแล้วนะครับว่า ไม่ใช่เพิ่งมาเตือนเอาตอนนี้ ครบ 8 เดือนแล้วนะครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเองที่มีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัวเองมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่ครบ มีกฎหมายที่ใช้ได้ทันที ฉะนั้นต้องทำไปตามหน้าที่ของตัวเอง โดยที่ว่าพันธมิตรฯ ไม่จำเป็นจะต้องมาชี้ว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะรัฐบาลรู้ดีอยู่แล้ว สาเหตุที่รัฐบาลไม่ทำตอนนี้ก็คือ รัฐบาลขาดความกล้าหาญ ความกล้าหาญนี่ไม่ใช่ว่า เอาทหาร ตำรวจไปต่อยไปตีไปยิงเขา ไม่ใช่นะครับ เพียงแต่ใช้กฎหมายเท่านั้นเองก็สามารถหยุดยั้งได้นานแล้ว แต่รัฐบาลไม่ทำครับ
สุริยะใส - ในส่วนของพันธมิตรฯ เราปรึกษาทีมทนายความของพันธมิตรฯ และแนะนำให้เครือข่ายพันธมิตรฯ ทั่วประเทศแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ นปช. ที่ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนกระทำความผิด ตามมาตรา 189 และ 198 ประมวลกฎหมายอาญา และพฤติกรรมที่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ตามธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 ซึ่งหลายจังหวัดทยอยฟ้องไปแล้ว อันนี้เป็นคำแนะนำจากทีมทนายพันธมิตรฯ ผมคิดว่าวันนี้ที่มีข่าว ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปแจ้งความโดยใช้เหตุผลเดียวกับพันธมิตรฯ จริงๆ ดูเหมือนกับเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกันน่าคิดว่า พรรคร่วมรัฐบาลถ้าทำอะไรได้แค่นี้ ตัวเองมีอำนาจรัฐแล้วทำอะไรได้แค่นี้มันก็น่าผิดหวัง อย่างที่ พล.ต.จำลอง บอกว่า รัฐบาลมีเครื่องไม้เครื่องมือ มีอำนาจหลายอย่างที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมาย แต่ปล่อยปละละเลยมาไกลเกิน และการใช้มหาดไทยตั้งโต๊ะเข้าชื่อถอนหรือคัดค้านการถวายฎีกา อันนี้ยิ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และจะทำให้เกิดความขัดแย้งด้วยการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนทั้ง 2 กลุ่มได้
ผู้สื่อข่าว - เหตุการณ์อาจจะยืดเยื้อเพราะอาจจะมีกลุ่มของคุณเนวิน คนเสื้อแดง
สุริยะใส - ถ้าเป็นพันธมิตรฯ ชัดเจนว่าไม่มีมติให้เคลื่อนไหวใดๆ แต่ส่งสัญญาณแค่สนับสนุนให้ดำเนินคดีทางกฎหมายเท่านั้นเอง ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวมวลชนจะไม่ใช่ในนามพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน แต่เป็นกลุ่มอื่นเราไม่ทราบ
พล.ต.จำลอง - ต้องทำความเข้าใจนะครับว่า เอะอะอะไรก็เป็นเรื่องของพันธมิตรฯ ทั้งสิ้น อย่างนี้ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนทุกกลุ่มเป็นเจ้าของประเทศทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นใครสามารถทำอะไรได้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ พันธมิตรฯ ได้ทำไปแล้ว ไม่ได้ทำตอนนี้ทำล่วงหน้านี้ตั้งนานแล้วครับ มีคำถามอื่นอีกไหมครับ ถ้าไม่มีก็ขอบคุณมากนะครั
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment