Tuesday, August 18, 2009

พันธมิตรกระทุ้งรัฐบาล เรื่องการปกป้องสถาบัน ตามตัวนักโทษ ปัญหาพรมแดน

source: http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000091943


สุริยะใส กตะศิลา


สวัสดีครับสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน วันนี้มีการประชุม 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีวาระสำคัญๆ อยู่ 2-3 เรื่องที่จะนำแถลงกับสื่อมวลชน เรื่องแรกคือเรื่องความห่วงใยต่อสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอยู่ในสภาวะวิกฤตการณ์ เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของการติดตามความคืบหน้ากรณีคดีคุณสนธิ และการแก้ปัญหาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่พันธมิตรฯ เห็นว่าจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นข้อยุติที่สุด ซึ่งอาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคต 3 เป็นเรื่องสถานการณ์การถวายฎีกา กับจุดยืนของพันธมิตรฯ

ผมจะแถลงในประเด็นแรกก่อน เรื่องวิกฤตการณ์ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งที่ประชุมห่วงใยกันมาก และอยากจะชี้เป้าปัญหาไปที่บทบาทของฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบโดยตรง ในระดับนโยบาย รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาจนถึงผู้นำเหล่าทัพ ตั้งแต่ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เหล่าทัพต่างๆ และหน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงทั้งหมด สถานการณ์วันนี้ต้องถือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและผู้รับผิดชอบทั้งหมด ทั้งในระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติการ ไร้ประสิทธิภาพ และมีความบกพร่องอย่างยิ่ง ซึ่งที่ประชุมจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนบทบาทของงานฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งที่ประชุม 5 แกนนำวันนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบทบาทที่ไม่ชัดเจนและทำให้สังคมเคลือบแคลงเป็นอย่างมากใน 3-4 เรื่องจากนี้ไป ที่เราคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนและพิจารณาบทบาทของ ผบ.ทบ.ท่านนี้

ประเด็นแรกที่เราเคลือบแคลงสงสัย ก็คือ ผบ.ทบ.ไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของเหล่าทัพ ของทหาร และเป็นหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าทหารต้องพิทักษ์สถาบันเบื้องสูง แต่วิกฤตการณ์ของประเทศตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา ได้ขยายความและกินแดนไปถึงความมั่นคงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แต่ว่า ผบ.ทบ.ท่านนี้กลับนิ่งเงียบและเพิกเฉยต่อสถานการณ์ เราก็ยังไม่เห็นท่าทีที่ชัดเจนว่าท่านจะมีท่าทีอย่างไรในฐานะ ผบ.ทบ. โดยเฉพาะการเข้าชื่อถวายฎีกาของกลุ่ม นปช.และกลุ่มเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้พรรคเพื่อไทยคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการเข้าชื่อถวายฎีกา สังคมก็ผิดหวังกับท่าทีของ ผบ.ทบ.ท่านนี้ ที่ท่านบอกว่าไม่มีความเห็น ซึ่งท่าทีแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณในทางลบต่อข้าราชการ ต่อหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อ ผบ.ทบ.ว่า ถ้าระดับผู้บังคับบัญชาไม่มีความเห็นก็เลยทำให้กลไก หน่วยงานที่เป็นแขนขา ไม่ทำงานไปด้วย ขบวนการล่ารายชื่อจึงขยายตัวไปอย่างน่าเกรงขาม และ 5 แกนนำประมวลสถานการณ์และสรุปว่า วิกฤตการณ์ความมั่นคงในขณะนี้เกิดขึ้นจากภัยคุกคามต่อสถาบันเบื้องสูงที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และขบวนการเสื้อแดง เป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นวิกฤตความมั่นคง เป็นการคุกคามสถาบันที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในยุค ผบ.ทบ.ที่ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ถือว่าเป็นยุคที่มีปัญหาการคุกคามสถาบันมากที่สุดอีกยุคหนึ่ง

ข้อที่ 2 ความไม่สามารถในการปกป้องอธิปไตยของชาติจากกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องมันอาจจบไปแล้ว แต่จริงๆ ไม่จบ และมีการแอบเจรจากันระหว่างตัวแทนของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาเป็นระยะๆ จนมีการลักไก่ ฉวยโอกาส สวมสิทธิ์จากรัฐบาลทักษิณที่แอบทำเอาไว้ ซึ่งทำให้คนไทยเสียประโยชน์ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่พันธมิตรฯ ยืนยันว่า ไทยได้สูญเสียอธิปไตย เกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในประเด็นนี้เดี๋ยว อ.ปานเทพ จะขยายความ และที่สำคัญ ทาง ผบ.ทบ.ก็ปล่อยให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่เล็กกว่า คุกคามสถาบัน กองทัพ และทหารไทยในหลายๆ ครั้ง เช่น ทหารกัมพูชา 1 คน สามารถรับมือกับทหารไทยได้ถึง 3 คน ซึ่งมันเป็นท่าทีที่สะท้อนความไม่เข้มแข็งในการนำ จนอาจจะส่งผลต่อศักยภาพในการทำหน้าที่ของเหล่าทัพทั้งหมด และทหารหาญทั้งหมด

ข้อที่ 3 ก็เป็นประเด็นสำคัญ วันนี้ชัดเจนว่า ผบ.ทบ.ได้วางเฉย และเพิกเฉยต่อการรุมฆ่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะวันนี้รูปคดีจากการสืบสวนสอบสวนของทีม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ชี้ชัดว่าทีมปฏิบัติการรุมฆ่าคุณสนธิครั้งนี้เป็นนายทหารเป็นส่วนใหญ่ และสังกัดหน่วยรบพิเศษที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยรบที่ขึ้นตรงต่ออำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารบกท่านนี้โดยตรง แต่วันนี้ท่านบอกว่าท่านไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน และท่านพยายามจะบอกว่าเป็นเรื่องของนายทหารบางคน เป็นเรื่องส่วนตัวไป ซึ่งท่าทีแบบนี้เท่ากับเป็นท่าทีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ตอนมีหมายจับผู้ต้องหา 2 ท่านแรก ผบ.ทบ. รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่า พร้อมจะให้ความร่วมมือกับทีมสอบสวน โดยจะพยายามนำนายทหารในสังกัดที่ถูกออกหมายจับมามอบตัว หรือเข้ารายงานตัวกับทีมสอบสวน แต่ว่าจนป่านนี้ไม่รู้ว่าผู้ต้องหาหลบไปอยู่ที่ไหน และไม่มีความรับผิดชอบจากผู้บังคับบัญชาในฐานะที่รับผิดชอบดูแลนายทหารเหล่านั้น ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ เพราะว่าประชาคมโลกย่อมตั้งคำถามว่ากองทัพไทย เมื่อเกี่ยวข้องกับคดีรุมฆ่าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการเมือง แล้วไม่มีความรับผิดชอบตามมา มันก็สามารถตั้งคำถามได้ว่า ระบบการเมืองไทยมีอำนาจเหนือระบบ หรือมีระบบอิทธิพลมาเฟียโดยคนในเครื่องแบบอยู่

นี่ก็เป็นประเด็นที่ 3 ที่เราเห็นว่าเป็นความหย่อนยานและไร้ประสิทธิภาพของ ผบ.ทบ.ท่านนี้

ข้อที่ 4 จนป่านนี้ 3-4 ปีของวิกฤตการณ์ในประเทศ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังไม่เคยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อนักโทษชายที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่สื่อมวลชนเอง หรือสังคมเองเคยตั้งคำถามนะครับ ครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้วนะครับ ช่วงที่เราชุมนุมยืดเยื้อดูเหมือนท่าจะมีความพยายามจริงจังอยู่ในช่วงหนึ่งนะครับ เช่นแถลงให้รัฐบาลนอมินี นายสมัคร สุนทรเวช รับผิดชอบจากกรณี วิกฤตการณ์ทางการเมืองทำนองนี้นะครับ แต่หลังจากนี้ก็หายไปนะครับ ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นที่เคลือบแคลงว่า ต้องมีการแอบต่อสาย หรือมีสายสัมพันธ์อยู่กับทางปีกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยซ้ำ อันนี้ถือว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งนะครับ ที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะการนำของตัว ผบ.ทบ.เองนะครับ ที่ท่านไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อคนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จนทำให้หน่วยงานในสังกัด หรือข้าราชการในสังกัดสับสนตามไปด้วย และทำให้การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคงของรัฐบาลชุดนี้นะครับ ของกองทัพด้วย ภายใต้การนำของท่านไม่ประสบความสำเร็จ เฉื่อยและปล่อยให้ฝ่ายคุกคามได้ใจ และทำให้กระบวนการคุกคามความมั่นคงของชาติ ขยายตัวไปในขอบเขตที่น่าเป็นห่วงมากนะครับ ซึ่งเดี๋ยวแกนนำจะเพิ่มเติมนะครับ จะให้ อ.ปานเทพ ขยายความในประเด็นที่เป็นจุดยืนของพันธมิตรฯ นะครับว่า การสูญเสียอธิปไตย โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องพลังงานมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ นะครับ เชิญครับ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ - สวัสดีครับ พี่น้องสื่อมวลชน และท่านผู้ชมที่รับฟัง และรับชมการถ่ายทอดสดอยู่นะครับ วันนี้ได้ปรากฏอย่างที่คุณสุริยะใสได้พูดนะครับว่า เราเป็นห่วงสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ และเห็นว่าฝ่ายความมั่นคงของชาติทั้งตำรวจ และทหารหย่อนยาน และไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ทั้งในเรื่องอธิปไตยของชาติ และความสงบเรียบร้อยของคนในประเทศ อันรวมถึงความปลอดภัยของประชาชนคนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุลนะครับ แต่ว่าพันธมิตรฯ เองได้มีการออกแถลงการณ์มาก่อนหน้านี้ในฉบับที่ 1 ได้มีการเตือนต่อการวางเฉยต่อกรณี การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2552 ซึ่งในคราวนั้นทางพันธมิตรฯ เองได้เรียกร้องในส่วนของกองทัพบกนะครับว่า ให้ทำตามหน้าที่ของตัวเองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 ที่ต้องพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของรัฐ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคราวนั้นเราได้บอกว่า การวางเฉยต่อการจ้องทำลายสถาบันองคมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมขัดต่อหน้าที่มโนธรรม สำนึก และรัฐธรรมนูญ

ต่อมาพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องตามแถลงการณ์ฉบับที่ 2/2552 ลงวันที่ 12 เมษายน 2552 อีกครั้ง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนบุคลากรในฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ตร.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ ผบ.ทร.การที่เราเรียกร้องในคราวนั้น เพราะเหตุการณ์ที่มีการจลาจล และทำให้มีการเสียเกียรติภูมิของคนในประเทศ ต่อกรณีการล่มสลาย และการล้มการประชุมอาเซียน เมื่อเดือยเมษายนนะครับ

บัดนี้ปัญหาความมั่นคงทั้งหมด ยังคงธำรงอยู่ต่อไป และยังคงเป็นปัญหามากขึ้น เมื่อปัญหาความมั่นคง ความปลอดภัยชีวิตของประชาชนทั่วไป ไม่ได้รับความคุ้มครอง ณ บัดนี้ผมจะนำเอกสารอีกบางส่วน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า บัดนี้ความมั่นคง และอธิปไตยของชาติ ได้มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เราได้พบว่า ในทางปฏิบัติพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร ปัจจุบันได้พบว่า ตกอยู่ในการดูแล และอิทธิพลของทหารกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว เราพบว่า บริเวณวัดแก้ว ซึ่งอยู่ในบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของไทย ตามแนวสันปันน้ำ ปัจจุบันมีทหารไทยขึ้นเพียงแค่ 10 นายต่อวัน และขึ้นไปโดยปราศจากการใส่ชุดทหาร ต้องใส่ชุดนอกกเครื่องแบบ ห้ามพกอาวุธ และไม่สามารถคุ้มครองอธิปไตยของไทยบริเวณนั้นได้ บัดนี้ การรุกล้ำได้ไปถึงการสร้างถนนเข้ามาในพื้นที่ไทย เป็นการปล่อยปละละเลยอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนที่ 2 คือ บริเวณปราสาทพระวิหาร ที่มีการเจรจากันตอนนี้ ได้พบว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่เอาใจใส่เรื่องการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานะครับ

ในส่วนของพื้นที่ทางทะเล เราพบว่า เอกสารบางชิ้นกระทรวงการต่างประเทศไม่มี เราพบว่า MOU ที่เกิดขึ้น วันที่ 18 มิถุนายน 2544 ที่ลงนามโดยรัฐมนตรี สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และนายสก อาน เป็นการยอมรับพื้นที่ของไทย พื้นที่ทางทะเลของไทยให้เป็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในเวลาต่อมาไม่กี่วัน เราพบว่า เอกสารชิ้นนี้ ไม่ปรากฏอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลงนามระหว่าง คุณทักษิณ กับ ฮุน เซน เป็นการยกระดับจากบันทึกข้อตกลง กลายเป็นแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เราสอบถามข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ได้เคยเห็นเอกสารชุดนี้ไหม ปรากฏว่า กระทรวงการต่างประเทศกลับไม่เคยเห็นเอกสารชุดนี้ เท่ากับว่า มีข้อสงสัยว่า มีความหมกเม็ดในเรื่องการทำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ทางทะเล โดยที่รัฐบาลไทยไม่รู้ และโดยที่รัฐสภาไทยไม่รู้

เอกสารชิ้นถัดมา น่าสนใจมาก คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีย่อมรับทราบ เพราะเราพบว่า มีเอกสารจากสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถึงท่านนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 และพบว่า รัฐบาลไทยอาจกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กรณีการลงบันทึกข้อตกลง วันที่ 18 มิถุนายน 2544 ว่า อาจจะกระทำผิดตามมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ และอาจกระทำผิดในเรื่องมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อีก 1 ฉบับ ที่อาจไม่ทำตามด้วย

เพราะฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว การที่ท่านนายกรัฐมนตรีปล่อยให้มีทีมงาน โดยเฉพาะคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเจรจาต่อเนื่อง เรื่องผลประโยชน์ทางพลังงาน โดยปราศจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาจถูกมองได้ว่า ได้ละเลยและเมินเฉยต่อการท้วงติงจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นั่นหมายถึง ท่านนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาว่า แถลงการณ์ร่วมและบันทึกข้อตกลงนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าขัด ก็ไม่มีสิทธิ์ที่รัฐบาลจะไปเจรจาต่อเนื่อง โดยอาศัยการเจรจาและบันทึกข้อตกลงและแถลงการณ์ร่วมก่อนหน้านี้ ก็เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องแสดงความกล้าหาญ และยืนหยัด เพื่อปกป้องอธิปไตย ทั้งทางบกและทางทะเลอย่างถึงที่สุด

ถึงวันนี้ จากแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 2/2552 ให้เปลี่ยนตัวข้าราชการและฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ผ่านมา 4 เดือนแล้ว เท่ากับครบ 1 ไตรมาสแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังคงเพิกเฉย และยังคงเห็นแก่ประโยชน์ของการร่วมรัฐบาล และความมั่นคงของรัฐบาล มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง - เรื่องที่ อ.ปานเทพ แถลงไปนั้น เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ สื่อมวลชนคงเห็นชัดแล้วนะครับว่า การดำเนินการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เราดำเนินการโดยที่เรามีข้อมูลเพียบพร้อม และเราออกมาท้วงติงถ้าเห็นว่าบ้านเมืองจะเสียหายทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น แล้วเราก็เกาะติดสถานการณ์เป็นลำดับมา จะเห็นว่าเรื่องนี้เราได้แถลงไปตั้งแต่ 12 ธ.ค. 2551 ว่ารัฐบาลอย่าวางเฉยต่อการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จาก 12 ธ.ค. ก็ 12 ม.ค., ก.พ., มี.ค., เม.ย. 12 เม.ย. ครบ 4 เดือนพอดี เราก็ออกมาท้วงติงอีกว่า สถานการณ์แย่ลงๆ นะ คือการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มีผลมากขึ้น บ้านเมืองจะลำบาก เราก็ออกมาท้วงติงรัฐบาล จนกระทั่งครบอีก 4 เดือนเมื่อวานนี้เอง สรุปแล้วครบ 8 เดือนแล้วที่เราออกมาท้วงติงว่า รัฐบาลอย่าวางเฉยต่อการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รัฐบาลยังไม่ทำอะไร หรือทำไปก็นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง เป็นที่น่าดีใจนะครับว่า ที่ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รวมตัวกันแล้วออกแถลงการณ์คัดค้านการถวายฎีกา ซึ่งการคัดค้านการถวายฎีกานั้น เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งต่อการจะช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยากให้องค์กรอื่นๆ ออกมาบ้าง เพราะว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ทุกองค์กร ไม่ใช่มีเฉพาะไม่กี่องค์กรเท่านั้นเอง ถ้าเราออกมาเรียกร้องกันมากๆ ผมคิดว่ารัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลอยู่ได้ก็เก่งเกินไปแล้ว ในเมื่อรัฐบาลต้องพึ่ง อาศัยคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มทุกหมู่ ดังนั้นวันนี้ เมื่อครบ 8 เดือนไปแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ก็เลยได้ประชุมกันเมื่อเช้านี้ และเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรแล้วที่จะแถลงผ่านสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง ดังที่ อ.ปานเทพ ได้บอกไปแล้ว ยืนยันอีกทีนะครับ อยากจะเรียกร้องให้หลายๆ กลุ่มออกมา เพราะว่าลำพังเพียงไม่กี่กลุ่มนั้นรัฐบาลอาจจะยังไม่ฟัง แต่ถ้าออกมามากๆ เข้ารัฐบาลต้องฟังอยู่ดีครับ

สมศักดิ์ โกศัยสุข - ผมจะเอารัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ให้พี่น้องสื่อมวลชน และประชาชน ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าบัญญัติไว้ว่าอย่างไร แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ มาตรา 77 บัญญัติว่า "รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย และบูรณาภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตยความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ และผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ" รัฐต้อง พรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจรัฐอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่รัฐต้องปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ลอยตัว อย่างกรณีเรื่องปราสาทพระวิหาร เห็นไหมว่า ศาลมีคำพิพากษาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันองค์กรของรัฐ รวมถึงรัฐบาลด้วย ว่าการเอาปราสาทพระวิหารไปขึ้นมรดกโลกฝ่ายเดียวนั้น ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 แต่ยังปล่อย เสียพื้นที่ไปอีก 4.6 ตารางกิโลเมตร อันนี้จะเห็นว่าทหารไม่ทำอะไร ปล่อยเฉย แล้วไม่มีการพิสูจน์อะไร

แล้วกรณีที่ลิ่วล้อของทักษิณกำลังดำเนินการเรื่องถวายฎีกา ซึ่งประชาชนออกมาเกือบหมดแล้ว พันธมิตรฯ แถลงไว้ตั้งแต่เดือน มี.ค. เดือน เม.ย. แต่วันนี้รัฐบาลก็ไม่ทำอะไร พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งไปแจ้ง พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไม่ต้องไปแจ้งร้องทุกข์ต่อตำรวจ นายกเป็นหัวหน้าใหญ่ของตำรวจซะด้วย เป็นประธาน ก.ต.ช. คุณสุเทพเป็นประธาน ก.ตร. ไม่รู้แบ่งอำนาจกันยังไง ชาวบ้านก็งง ซึ่งความจริงแล้วเป็นความผิดซึ่งหน้า คุณสุวัตร ทนายความของพันธมิตรฯ ได้พูดไปแล้วว่า การกระทำดังกล่าวผิดมาตรา 189 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เจตนาชัดเจนต้องการจะช่วยนักโทษชายหนีคำพิพากษาของศาลให้พ้นผิด ก็ต้องมีความผิดตามกฎหมายอาญาไปด้วย อันนี้ยังปล่อยปละละเลย

กรณีคำแถลงของพันธมิตรฯ เรื่องให้ปลด ผบ.ทบ. หรือ ผบ.ตร. รองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จะเห็นชัดเจนว่า กรณี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ออกมาพูดชัดว่า เรื่องที่มีปัญหาเนื่องจากมีตำรวจเป็นไส้ศึก มีตอ ซึ่งคำพูดของหัวหน้าพนักงานสอบสวนระดับนี้ รัฐบาลน่าจะต้องหาข้อเท็จจริงสอบสวนว่า ตอ เป็นใคร ตำรวจเป็นไส้ศึก ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย นอกจากนั้นยังไม่พอ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.นพดล ยังออกมาสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกฉบับ บอกว่า ใครมารังแกนามสกุล พี่น้องนี้ อาจจะต่อสู้ทั้งในกฎหมายและนอกกฎหมาย แปลว่าอะไร อันนี้คือสิ่งที่ คำแถลงของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 2 นั้น ปัจจุบันนี้จะเห็นว่า ข้อมูลเหล่านี้ไม่เกินอะไร แล้วคนที่ทำผิดตามหมายจับก็เป็นตำรวจ เป็นทหาร ซึ่งเป็นคนที่มีสังกัดชัดเจน วันนี้ยังจับตัวใครไม่ได้ แล้ว ผบ.ทบ.ยังสัมภาษณ์อีกว่า ไม่มีความเห็นอะไร ในขณะ วันที่ 17 เม.ย. ที่ลอบฆ่าน้องสินธินั้น เป็นวันที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งอำนาจทั้งหลายอยู่ใน ผบ.ทบ.อย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ ในภาวะปกติ ซึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาด อันนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ปัญหาในปัจจุบันนี้ รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบ เพราะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ซึ่งไม่ใช่เป็นการแทรกแซง ในมาตรา 81 บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังนี้ (1) ดูแลให้มีการปฏิบัติ และบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม ทั่วถึง และเป็นธรรมเสมอกับประชาชนทุกคน

(2) ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เป็นผู้สื่อข่าว เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นไหมครับว่า มีปัญหาสะดุด หยุด และลักษณะแบบนี้ เท่ากับว่า พนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ก่อนถึงศาลนั้น ไม่ได้เคร่งครัดและไม่ได้ดำเนินการ กลับปล่อยปละละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตนเองต้องรับผิดชอบ และกินเงินเดือนภาษีประชาชนด้วย ดังนั้น นี่คือสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องกล้าหาญในการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ

ขอยืนยันนะครับ เวลามีข่าวจะบอกว่า เสื้อเหลืองเสื้อแดงทะเลาะกัน หยุดทะเลาะกัน ยืนยันว่า สิ่งที่พันธมิตรฯนำเสนอนั้น จุดยืนของเราคือ ผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ไปทะเลาะกันเรื่องส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น เราทำหน้าที่ของเราในฐานะเป็นพลเมืองประเทศไทย ก็ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านทั่วประเทศ ที่ยังยืนยันจงรักภักดีต่อประเทศชาติช่วยกัน เพราะรัฐบาลก็วางเฉย ไม่ได้กระทำอะไร นี่ก็เป็นความเห็นของผมนะครับ

พิภพ ธงไชย - ผมขอเพิ่มเติม ขยายความ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรก เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ แกนนำพันธมิตรฯยืนยันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ การที่รัฐบาล หรือกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เข้มงวดกว่าที่ทำอยู่ เพราะถือเป็นยุคสมัย ยิ่งกว่ายุคสมัยใด ที่มีการละเมิด หรือทำให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะนำไปสู่ความสั่นคลอนของความมั่นคงของชาติ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้ยืนยันที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ จึงใช้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั่วโลก มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือยกเลิกไป แต่ความสืบเนื่องจากระบอบราชาธิปไตยมาสู่ระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎร ยืนยันเรื่องนี้ว่า จะคงสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยต่อไป

เพราะฉะนั้น เห็นความสำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีมาตั้งแต่ 2475 และเมื่อการเมืองทำให้เกิดการคลอนแคลน ในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคประชาธิปัตย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรี เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านต้องดูประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องในการที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อคงให้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น มีความมั่นคง ในขณะที่พรรคไทยรักไทย ได้ประกาศตั้งพรรคการเมืองในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ตรงกับวันปฏิวัติฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นอยากจะเตือนเรื่องนี้กับท่านนายกรัฐมนตรีว่า ความพยายามของฝ่ายใดๆ ที่จะสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมจะไปสั่นคลอนเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และความรู้สึกของประชาชนโดยรวมด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในขณะที่เป็นรัฐบาล ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ จะทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

นอกจากนั้นกองทัพเอง ตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า จะต้องรักษาความมั่นคงของชาติ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคงของชาติ และความรู้สึกในศูนย์รวมใจของประชาชนนั้น มีความสำคัญมาก

เพราะฉะนั้นทางพันธมิตรฯ จึงได้แถลงการณ์นะครับในวันนี้ เพื่อที่จะเตือนรัฐบาล เตือนผู้บัญชาการทหารบก ในการที่ปล่อยปละละเลย หรือมีท่าทีวางเฉยเกี่ยวกับการคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และถ้าไม่กระทำการใดๆ รัฐบาลจะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ผู้บัญชาการทหารบกจะหมดความชอบธรรม ในการที่จะเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพต่อไป นี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่อยากจะย้ำในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ และในเหตุการณ์ปัจจุบัน

2.ในเรื่องอธิปไตยของชาติ ผมคิดว่า การที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกวางเฉย ขณะที่ปล่อยให้ประเทศเล็กอย่างกัมพูชา โดยตัวนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แสดงอาการคุกคามท้าทายต่อกองทัพไทยว่า สามารถต่อกลอนได้ 1 ต่อ 3 นะครับ อันนี้ถือเป็นการหยามเกียรติ และเมื่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบกไม่มีท่าทีที่จะตอบโต้เรื่องพวกนี้เลย ทำให้นานาชาติเกิดความสงสัยว่า ขณะนี้กองทัพไทยหมดสิ้นไร้ประสิทธิภาพ และรัฐบาลก็ยอมที่จะร่วมผลประโยชน์กับรัฐบาลฮุน เซน หรือไม่อย่างไร มันมีความเกี่ยวโยงสืบเนื่องกันไปถึงประโยชน์ในเรื่องอธิปไตยของชาติ และแหล่งพลังงานในอ่าวไทย และเกี่ยวพันไปกับกลุ่มการเมืองของไทยรักไทยเก่าด้วย ดังนันรัฐบาลจะต้องทำความกระจ่างในเรื่องนี้ รวมทั้งผู้บัญชาการทหารบกจะต้องแสดงความเข้มเเข็งในการทหาร ในการรักษาอธิปไตยของชาติมากกว่านี้ มิฉะนั้นท่านก็จะหมดความชอบธรรมในการเป็นผู้บัญชาการทหารบกเพื่อจะรักษาอธิปไตยของชาติต่อไป

สำหรับประเด็นสุดท้ายในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ผมอยกาจะเรียนท่านผู้บัญชาการทหารบกว่า ท่านอย่ามองว่าการฆ่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเรื่องของส่วนตัว ซึ่งเราก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องต้องการมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้าสามารถทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เสียชีวิตลงได้ ความสับสนวุ่นวายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเกิดความยึดอำนาจแบบใหม่ตามมา เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลเกี่ยวข้องในทั้งตำรวจทั้งดีเอสไอ ทั้งทหาร ผู้บัญชาการทหารบกไม่สามารถจะละเลยได้ เพราะว่าการละเลยของผู้บัญชาการทหารบกในทางสากลแล้ว ถือว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ท่านจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่ แต่ว่าจะถือว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม 2.ท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่า มีตำรวจกลุ่มหลายกลุ่ม มีทหารหลายกลุ่ม ที่ทำตัวเป็นผู้รับจ้างในการเข่นฆ่าประชาชนในกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆมาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในทางธุรกิจในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นท่านผู้บัญชาการทหารบกได้ละเลยเรื่องนี้ก็เป็นการสนับสนุนไปในตัว ที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเรื่องบ่อน ส่วย อะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่เรื่องการที่รับเป็นเมือปืนที่จะเข่นฆ่าประชาชน อย่างที่เป็นที่ทราบกันดีในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ฉะนั้นเมื่อท่านละเลย ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของท่านหลบหนีออกไปจากหมายจับ ทั้งๆที่ผมเชื่อว่าท่านก็พอจะรู้อยู่แล้วว่า การที่จะออกหมายจับแต่ละครั้ง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีลอบฆ่าคุณสนธินั้น มีทหารของท่านเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพก็รู้ว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

การปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในทางนานาชาติเขาถือว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในประเทศอังกฤษ บุคคลที่ถูกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จะต้องถูกปลดทันที ท่านบิล คลินตัน นั้นก็ถูกกล่าวหาจากรัฐสภาเพื่อทำอิมพีชเมนท์ ประเด็นที่สำคัญคือการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นในเรื่องกระบวนการยุติธรรม แล้วไม่ใช่เรื่องทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปตามปกติ การขัดขวางจากผู้มีอิทธิพลในระบบราชการก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรม และความปลอดภัยของประชาชนก็จะไม่ปลอดภัยต่อไป ก็อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในการปล่อยปละละเลยทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเดินต่อไปได้ในเรื่องอธิปไตยของชาติถูกหยามเหยียด ในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกคุกคาม ก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบตั้งรองนายกรัฐมนตรี และท่านผู้บัญชาการทหารบก ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าว - กลุ่มเสื้อแดงถวายฎีกาพันธมิตรฯ ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไม่ให้เกิดกระบวนการนี้

พล.ต.จำลอง - เรื่องนี้อย่างที่ผมพูดไปแล้วนะครับว่า ไม่ใช่เพิ่งมาเตือนเอาตอนนี้ ครบ 8 เดือนแล้วนะครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเองที่มีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัวเองมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่ครบ มีกฎหมายที่ใช้ได้ทันที ฉะนั้นต้องทำไปตามหน้าที่ของตัวเอง โดยที่ว่าพันธมิตรฯ ไม่จำเป็นจะต้องมาชี้ว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะรัฐบาลรู้ดีอยู่แล้ว สาเหตุที่รัฐบาลไม่ทำตอนนี้ก็คือ รัฐบาลขาดความกล้าหาญ ความกล้าหาญนี่ไม่ใช่ว่า เอาทหาร ตำรวจไปต่อยไปตีไปยิงเขา ไม่ใช่นะครับ เพียงแต่ใช้กฎหมายเท่านั้นเองก็สามารถหยุดยั้งได้นานแล้ว แต่รัฐบาลไม่ทำครับ

สุริยะใส - ในส่วนของพันธมิตรฯ เราปรึกษาทีมทนายความของพันธมิตรฯ และแนะนำให้เครือข่ายพันธมิตรฯ ทั่วประเทศแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ นปช. ที่ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนกระทำความผิด ตามมาตรา 189 และ 198 ประมวลกฎหมายอาญา และพฤติกรรมที่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ตามธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 ซึ่งหลายจังหวัดทยอยฟ้องไปแล้ว อันนี้เป็นคำแนะนำจากทีมทนายพันธมิตรฯ ผมคิดว่าวันนี้ที่มีข่าว ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปแจ้งความโดยใช้เหตุผลเดียวกับพันธมิตรฯ จริงๆ ดูเหมือนกับเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกันน่าคิดว่า พรรคร่วมรัฐบาลถ้าทำอะไรได้แค่นี้ ตัวเองมีอำนาจรัฐแล้วทำอะไรได้แค่นี้มันก็น่าผิดหวัง อย่างที่ พล.ต.จำลอง บอกว่า รัฐบาลมีเครื่องไม้เครื่องมือ มีอำนาจหลายอย่างที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมาย แต่ปล่อยปละละเลยมาไกลเกิน และการใช้มหาดไทยตั้งโต๊ะเข้าชื่อถอนหรือคัดค้านการถวายฎีกา อันนี้ยิ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และจะทำให้เกิดความขัดแย้งด้วยการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนทั้ง 2 กลุ่มได้

ผู้สื่อข่าว - เหตุการณ์อาจจะยืดเยื้อเพราะอาจจะมีกลุ่มของคุณเนวิน คนเสื้อแดง

สุริยะใส - ถ้าเป็นพันธมิตรฯ ชัดเจนว่าไม่มีมติให้เคลื่อนไหวใดๆ แต่ส่งสัญญาณแค่สนับสนุนให้ดำเนินคดีทางกฎหมายเท่านั้นเอง ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวมวลชนจะไม่ใช่ในนามพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน แต่เป็นกลุ่มอื่นเราไม่ทราบ

พล.ต.จำลอง - ต้องทำความเข้าใจนะครับว่า เอะอะอะไรก็เป็นเรื่องของพันธมิตรฯ ทั้งสิ้น อย่างนี้ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนทุกกลุ่มเป็นเจ้าของประเทศทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นใครสามารถทำอะไรได้ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ พันธมิตรฯ ได้ทำไปแล้ว ไม่ได้ทำตอนนี้ทำล่วงหน้านี้ตั้งนานแล้วครับ มีคำถามอื่นอีกไหมครับ ถ้าไม่มีก็ขอบคุณมากนะครั

Saturday, August 1, 2009

การเมืองไทยมันหาความแน่นอนไม่ได้เลยหรือ

Thailand: The Certainty of Uncertainty

Johanna Son | December 24, 2008

Editor: John Feffer
source: http://www.fpif.org/fpiftxt/5766


Three prime ministers in three months. Two airports in the Thai capital blockaded for a week. Protesters twice booting out of office an elected government.

All of these scenes in Thailand’s political drama unfolded in less than a year. The only political certainty that this South-east Asian country of 66 million people faces in the new year is more uncertainty.

These twists and turns in domestic politics are unlikely at this point to affect Thailand’s foreign policy. Historically a U.S. ally, Bangkok has a (not always popular) free-trade agreement with Washington. Thailand is also a dialogue partner in the main regional diplomatic grouping, the Association of South-east Asian Nations. But neither its neighbors nor the United States want to see Thailand mired in long-term instability.

Still, the December 15 selection of Oxford-educated politician Abhisit Vejjajiya – to many a thinly disguised variant of a coup d’etat – hardly offers a breather from the simmering political tensions that peaked this year. The current political balance of power is far from permanent, critics say, because this government’s legitimacy is tenuous at best.

No sooner had the 44-year-old Abhisit won the parliament vote than Thais were talking about the likely brevity of the new Democrat Party-led government’s tenure.

“Let’s see if he even lasts three months,” said Noi, a language teacher. “He didn't really get a big mandate.” Abhisit got just 235 of 437 votes, after a night during which the Democrat-led group billeted MPs in a hotel – without access to mobile phones – to make sure none of the defector-MPs changed their minds on voting day. Abhisit’s rival, from the political camp that supports ousted former premier Thaksin Shinawatra, got 198 votes. Though it lost the parliamentary poll, the pro-Thaksin faction made a strong showing and demonstrated that it is far from a spent force.

Anti-Government Protests

The ouster of the elected government in Thailand – sealed by Abhisit’s getting the prime minister post – had been the goal of anti-government protests led by the yellow-clad People’s Alliance of Democracy (PAD) since December 2007. At that time, in the first elections held since the September 2006 army coup ousted Thaksin, voters sent right back to parliament the pro-Thaksin forces in the People’s Power Party (PPP). Led by conservative middle-class elites, business groups, and some politicians, PAD protested these election results and said it did not want more of Thaksin’s influence in the government. They called for a “new politics” that translated into fewer elected seats in parliament and possibly even an appointed, not elected, prime minister.

At root, PAD believed that Thaksin and his populist policies had duped the poor into supporting his party in the elections. In truth, “they are angry that the poor have become politicized,” said Giles Ungpakorn, a professor at Chulalongkorn University who has called PAD a “fascist-style middle class mob.” He added: “They hate the fact that state budgets were spent on healthcare, rural development, and education. Instead they want to cling to their old privileges. . . .Their excuse for opposing democracy is their belief that the poor are too stupid to deserve the right to vote.”

Thaksin was far from a clean politician. His human rights record was blemished by assaults on press freedom and a war on drugs that led to more than 3,000 deaths. Nevertheless, his support base among poor voters, for whom a low-cost health scheme and village loan packages were welcome relief, has been confirmed by several elections since 2001. Discredited for corruption and banned from politics until 2012, the exiled Thaksin has nevertheless achieved a rare level of popularity in Thailand. By shrewdly tapping into the needs of the neglected poor – whether for populist or less than altruistic purposes – he has upset the status quo.

Thailand, a deeply hierarchical society, is currently experiencing a “complex form of class warfare, in which the middle class, motivated by anti-corruption sentiments, has mobilized as a barrier against a populist government with heavy support from the rural masses and urban lower classes,” explained political analyst and professor Walden Bello of the Bangkok-based Focus on the Global South. “What complicates it is that the traditional elites that benefited from the traditional political, economic, and cultural arrangements have encouraged the actions of these mobilized middle classes. These elites' power has been threatened by the Thaksin brand of populist democracy in a way that it was never threatened by the revolving-door type of parliamentary democracy prior to Thaksin.”

As PAD stepped up its protests this year, its leaders said “new politics” was needed to keep out “dictators” like Thaksin and called the PPP-led government his puppet. In the process, PAD drew support from a range of anti-Thaksin critics, including academics and activists.

In May, PAD supporters occupied the Makhawan Bridge in old Bangkok, staying it would not retreat until the government left. In August, it occupied Government House – the prime minister’s seat of power, forcing the government to work from the old domestic airport. After a Constitutional Court ruling ousted that government, PAD found its successor – Thaksin’s brother-in-law Somchai Wongsawat – equally unacceptable. In late November, PAD leaders said they would not leave the airport until Somchai, returning from the APEC summit in Peru, talked to them. A few thousand PAD supporters laid siege to both the domestic and international airports for a week, effectively paralyzing the government. Meanwhile, red-shirted pro-government supporters gathered by the tens of thousands in stadiums to express opposition to a military coup against the pro-Thaksin government.

Finally, on December 2, the Constitutional Court stepped in to disband three parties in the ruling coalition, led by the PPP, on account of several electoral offenses. PAD claimed victory, but promised to return to the streets if the next government didn’t meet its approval.

Damage Done

By this time, the damage was immense. Its energies eaten up by domestic woes in the last few years, Thailand had to postpone the ASEAN summit, which put a dent to its standing as a regional heavyweight. Some 350,000 tourists were stranded as newspaper headlines proclaimed that the “Land of Smiles Now Land of Chaos,”. Losses due to the airport closure were estimated at more than $628.5 million. The tourism industry, which contributes 6% of GDP, was in tatters.

Neighboring countries such as Singapore, not exactly the most democratic of societies, threw political darts at Thailand. An editorial by the Jakarta Post likewise lamented: “Thailand was once regarded as a showpiece of democracy in South-east Asia. Many Indonesians went to study the Thai experience when we embarked on our own path toward democracy after the collapse of the Suharto regime in 1998. Today, Thailand is no longer a role model of democracy in this part of the world -- although it still makes a good case study of what not to do in a democracy.”

“The chief lesson -- or the biggest mistake that well-meaning Thais have committed -- is losing their faith in democracy just because the electoral system in 2001 put someone like Thaksin Shinawatra, a businessman whose democratic credentials are dubious, as prime minister,” it said.

Divisions Remain

Surveying the wreckage in the wake of the PAD protests and change of power, many Thais are keen to see a government that addresses economic woes that are already being felt in slower growth figures and declining export orders. But they nurse many worries, among them fears of a return of the cycle of revolving-door governments, as political groups jockeying for position in parliament lead to the collapse of coalitions.

It has not always been easy for elected governments to finish their terms. Thaksin, whose then-new political party won in the 2001 general polls, completed its first term. The protests that interrupted his second term, which he won with the aid of populist programs, led to new elections and then to the September 2006 coup.

Abhisit has pledged to be a prime minister for all Thais. ”I have risen through democratic procedures, and never take short cuts. I am not in a position to set up a party of my own. I am only an MP who has the support of my colleagues," local media quoted him as saying.

Abhisit has denied getting military support to become prime minister, although media reports have reported that the army chief met with different politicians to encourage pro-Thaksin politicians to switch sides and back a non-PPP government. Before that, in what journalists called an “on-screen” coup, all the chiefs of the armed forces appeared on television to suggest that Somchai resign.

Divisions between the red, pro-Thaksin camp and the PAD yellow group still run deep, and the degree of intolerance for opposing views remains quite high. Divisions run deep even within families, or within non-government organizations.

Already, media are reporting worrying signs of this anger from below. Angry residents in the North-east have taken measures such as marking the homes of MPs who used to be in the pro-Thaksin camp and switched sides to support Abhisit. Some have lobbed hand grenades, though locked, onto the lawns of other defector-politicians. On the day of Abhisit’s selection, irate red-shirted protesters hurled stones and smashed bricks through the windshields of the cars of MPs leaving parliament.

Still, one positive result of all this political strife is the acceptance that coups are an unacceptable shortcut to political change. Thailand has had 18 coups since it became a constitutional monarchy in 1935; non-elected prime ministers have ruled for more than three decades since 1932. So this decline in popular legitimacy for coups may well be significant.

Looking Abroad

Despite all the domestic changes, Thailand is not likely to shift any of its relations with other countries, including its ties with the United States. For instance, Thailand has been an ally of the U.S. government in its “war on terror.” In August 2003, Thai authorities arrested Indonesian terror suspect Hambali, said to be behind the 2002 Bali bombings, and turned him over to U.S. officials. Earlier that year, the Thai government passed anti-terror legislation pushed by Washington that allows detention without trial of terror suspects. Thailand, with which the U.S. military holds the region’s largest military exercises, was also upgraded to a major non-North Atlantic Treaty Organization (NATO) ally.

Despite this cooperation, Washington did not categorically speak out against the 2006 coup against Thaksin, not even when President George W Bush visited Bangkok in August 2008 to mark the 175th year of U.S.-Thai diplomatic ties. Given the priority of anti-terrorism issues in Washington, the Bush administration likely sided with the Thai military despite the unseating of an elected leader – or at least that is what many in the Thaksin camp believed.

Looking Ahead

Looking ahead, new elections could serve to channel political debate more effectively than the occupation of state facilities. PAD, however, would oppose any electoral option that would allow a rural majority to vote pro-Thaksin forces back into power.

“I would love to see them really clear out all the people in Parliament and re-elect everyone. But that would only be in my dreams,” quipped an office worker in Bangkok.

“Even the Democrats changed their position from favoring dissolution of parliament, for its own benefit (to gain the prime-ministership),” remarked Ying, who works with a non-government group. “I think it’s not working and the best resolution is dissolution and calling new elections as soon as possible. Let Thai people decide to select which one is best for them.”

Johanna Son, a journalist for two decades, has been based in Bangkok since 1999. She is director for Inter Press Service Asia-Pacific news agency and a contributor to Foreign Policy In Focus (www.fpif.org).

Sunday, July 26, 2009

แล้วใครคือผู้รักประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่มี

ดูจะจงใจกล่าวหากันเกินไปว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้เมินตะวันตก โดยไม่สนใจประเด็นว่าด้วยประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในพม่า จริง ๆ แล้วอเมริกาก็มิได้ห่วงใยประชาธิปไตยเท่าใดนักเพราะล่าสุดการเข้าไปหนุนกลุ่มรัฐประหารในฮอนดูรัสโค่นล้มประธานาธิบดีประชาธิปไตยมันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่ตำราไว้เคาะหัวประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้ตนเองแค่นั้น และการที่เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในฮอนดูรัสก็เพื่อป้องกันการสูญเสียผลประโยชน์ของบริษัทน้ำมันอเมริกันมิใช่หรือ พอเห็นนโยบายของประธานาธิบดีซาไลย่าเริ่มเพิกถอนสัมปทานน้ำมันจากบริษัทและหันไปสมคบกับกลุ่มประเทศที่ต่อต้านอเมริกาเช่น เวเนซูเอล่า รัฐบาลวอชิงตันก็เล่นสกปรกเสียเลย แล้วอย่างนี้คุณเรียกว่าคุณรักประชาธิปไตยหรือ

จีนกับอินเดียเขาบอกตรง ๆ ว่า เขาเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศและไม่แทรกแซงการเมืองภายใน และในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศก็ไม่เคยมีการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศอื่น เลวร้ายที่สุดก็คือการให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธแก่กลุ่มคอมมิวนิสต์ และในเงื่อนไขคือได้รับการร้องขอ แต่ก็ไม่ถึงลงทุนฝีกผู้นำและส่งสัญญาณให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่อย่างที่วอชิงตันทำ ส่วนผลประโยชน์การซื้อขายแก็สและน้ำมัน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ในฐานะคนนอก แต่สิ่งที่รัฐบาลตะวันตกทำคือบอยคอต แซงชั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันก็อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ ขณะเดียวกันภาพข้างหลังก็หาผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ ดูตัวอย่างอย่างฝรั่งเศสยังมีเอี่ยวอยู่ในพม่ามาตั้งนาน เวลาตะวันตกประท้วงประชาธิปไตยในพม่าก็ทำเงียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันประชาชนในประเทศก็เริ่มออกมาประท้วงมากขึ้น เชฟร่อนบริษัทนำ้มันอเมริกันก็ควรแสดงตัวออกให้ชัดเจนจะได้รู้ว่าใครคือผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง


อินเดีย จีน เกาหลี เมินตะวันตกสุมหัวสูบพลังงานพม่า
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000084430
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2552 14:44 น.


ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์-- บริษัทก๊าซและน้ำมันแห่งชาติอินเดียกำลังพิจารณาเพื่อเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของจีน ในโครงการสร้างท่อส่งก๊าซมหึมามูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์จากฝั่งทะเลเบงกอลของพม่าไปยังชายแดนมณฑลหยุนหนันตลอดเวลาเกือบ 30 ปีข้างหน้า

ถ้าหากการเจรจาสัมฤทธิ์ผล ความร่วมมือนี้จะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายอันชัดเจนของอินเดียต่อทั้งจีนและพม่า

จากที่เคยเป็นคู่แข่งในการแสดงหาประโยชน์ด้านพลังงานในพม่า อินเดียเริ่มแสดงท่าทีว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนมาเป็นความร่วมมือ อันเป็นยุทธศาสตร์เดียวกันกับที่จีนใช้อย่างได้ผลกับรัฐบาลทหารและทำให้อำนาจอิทธิพลของจีนสูงโดดเด่นขึ้นทุกวันๆ

สองประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ซึ่งฝ่ายแรกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ใหญ่ที่สุดในโลกกับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลก กำลังร่วมกันสร้างป้อมปราการใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาหูทวนลมเสียงเรียกร้องของชาติตะวันตกที่ขอให้ช่วยกดดันพม่า เพื่อให้รัฐบาลทหารปฏิรูปประชาธิปไตย

จีนไม่เคยปิดบังในการต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรของโลกตะวันตก ส่วนอินเดียก็ได้เริ่มหันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจกับความมั่นคงนำหน้าการเมือง ในการกำหนดนโยบายต่อพม่า โดยมีเกาหลีซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เศรษฐกิจก้าวหน้าอีกแห่งหนึ่งร่วมวงอยู่ด้วย

บัดนี้จากที่เคยแข่งอิทธิพลกับปักกิ่ง อินเดียเริ่มหันหน้าเข้าจับมือกับยักษ์ใหญ่คอมมิวนิสต์ในการแสวงหาผลประโยชน์ในพม่า

บริษัทโอเอ็นจีซี วิเทศ (ONGC Videsh) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในต่างแดนของบรรษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Oil and Natural Gas Corp) กำลังพิจารณาเข้าร่วมโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ ซึ่งมีบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (China National Petroleum Corp) หรือ CNPC เป็นหัวเรือใหญ่

ระบบท่อส่งก๊าซเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 40 นิ้ว ความยาวประมาณ 870 กิโลเมตร จะเริ่มจากชายฝั่งทะเลเบงกอลไปจนถึงชายแดนมณฑลหยุนหนัน มูลค่าก่อสร้างประมาณ 1,950 ล้านดอลลาร์

ตามรายงานของสื่อในอินเดีย CNPC ได้เสนอหุ้นถึง 49.9% ในบริษัทท่องส่งก๊าซ ให้แก่กลุ่มบริษัทอินเดีย-เกาหลีที่สำรวจขุดเจาะก๊าซในแปลง A1 กับ A3 ซึ่งมี ONGC Videsh รวมอยู่ด้วย

บริษัทแดวู (Daewoo International) จากเกาหลีใต้ถือหุ้นใหญ่ 60% ในบริษัทสำรวจก๊าซสองแปลงดังกล่าว ซึ่งพบว่ามีก๊าซรวมกันประมาณ 4.5 ล้านๆ ลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 1 ใน 4 ของปริมาณสำรองที่พบแล้งในโลก สื่อในอินเดียกล่าว

หุ้นที่เหลือเป็นของ ONGC Videsh จำนวน 20% และ GAIL (Gas of India Ltd) กับ KoGas จากเกาหลี ฝ่ายละ 10%

ผู้ลงทุนในแปลง A1 กับ A3 จะได้รับหุ้นในบริษัทท่อก๊าซตามสัดส่วนดังกล่าว แต่ยังจะต้องแบ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลเจ้าของแหล่งก๊าซ นั่นก็คือ รัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซแห่งพม่าหรือ MOGE (Myanmar Oil and Gas Enterprise)

ตามโครงสร้างดังกล่าว หุ้นของแดวูจะเหลืออยู่ราว 51% ของ ONGC 17% และ GAIL กับ KoGas เหลือฝ่ายละ 8.5% ต่แดวูได้ประกาศชัดเจน แล้วจะไม่เข้าร่วมลงทุนในกิจการท่อขนส่งก๊าซจีน-อินเดีย แต่กำลังจะทมุ่มให้กับการลงทุนที่เกี่ยวข้องอีกโครงการหนึ่ง

ขบวนการต่อรองเรื่องสัดส่วนหุ้นในท่อก๊าซระหว่างจีนกับอินเดียยังดำเนินต่อไป ขณะที่จีนกล่าวว่างานวางท่อจะเริ่มได้ในเดือน ก.ย.ปีนี้ เพื่อเปิดใช้งานในปี 2556 หรือ 2557 นั่นคือปีที่กลุ่มบริษัทเกาหลี-อินเดีย จะเริ่มผลิตก๊าซจากแปลง A1 กับ A3

พม่าตัดสินใจขายก๊าซที่ผลิตจากสองแปลงให้กับจีนทั้งหมด ในราคา 7.72 ดอลลาร์ต่อ BTU (British thermal unit) โดยไม่แยแสว่าบริษัทเกาหลีกับอินเดียเป็นผู้ลงทุนลงแรง อีกทั้งฝ่ายอินเดียยังเสนอราคาให้สูงกว่าอีกด้วย

หนังสือพิมพ์กับสำนักข่าวในอินเดียกล่าวว่าก๊าซจากแปลง A1 กับ A3 เป็นมีเธนบริสุทธิ์ถึง 99.9%

กลุ่มบริษัทเกาหลี-อินเดียอาจจะต้องลงทุนอีกราว 2,790 ล้านดอลลาร์ในการผลิตก๊าซจาก 3 หลุมคือ ฉ่วย (Shwe) กับ ฉ่วยปีว (Shwe Pyu) ในแปลง A1 กับหลุมเมียะ (Mya) ในแปลง A3 กับ อีก 936.26 ล้านดอลลาร์ระบบท่อใต้ทะเลเชื่อมบ่อก๊าซกับท่าเรือชายฝั่งเพื่อจำหน่ายให้แก่จีน สื่อในอินเดียกล่าว

ตามแผนการนั้นเกาหลี-อินเดียจะผลิตก๊าซวันละ 500 ล้าน ลบฟ.มาตรฐาน เป็นเวลา 28 ปี จำหน่ายให้แก่จีน และคาดว่าจะมีก๊าซให้ผลิตได้ตลอด 28 ปี

สื่อในอินเดียกล่าวว่า จีนจะจ่ายเป็นค่าก๊าซเพียง 6.71 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู กับอัก 1.02 ดอลลาร์เป็นค่าท่อส่งส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ภายใต้สัญญา 30 ปี

อินเดียกำลังเข้าไปมีผลประโยชน์อย่างล้ำลึกในพม่า เดือน มี.ค.ปีนี้อินเดีย-พม่า ยังได้เซ็นความตกลงเกี่ยวกับการสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าที่ใหญ่โตระหว่างสองประเทศ ซึ่งประกอบด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกเมืองสิตต่วย (Sittwe) ในรัฐยะไข่ และ สร้างท่อก๊าซจากท่าเรือดังกล่าวผ่านดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือพม่าไปยังรัฐมิซอรัม (Mizorum)

อินเดียหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสได้ส่งสินค้าไปยังท่าเรือแห่งนั้น รวมทั้งส่งก๊าซในวันข้างหน้า ไปยังมิซอรัมกับรัฐอัสสัมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันไกลโพ้นของชมพูทวีป เนื่องจากบังกลาเทศปฏิเสธที่จะให้อินเดียขนส่งน้ำมันและสินค้าผ่านดินแดนของตน

การเซ็นความตกลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของ พล.อ.หม่องเอ (Maung Aye) ผู้นำหมายเลข 2 ของพม่าในสัปดาห์ต้นเดือน มี.ค. สำหรับโครงกาท่าเรืออาจจะมีมูลค่าก่อสร้างราว 120 ล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยโครงการท่องส่งก๊าซ

อินเดียเริ่มหารือกับพม่ามาตั้งแต่ปี 2546 เกี่ยวกับการสร้างทางหลวงสายหนึ่ง ซึ่งอินเดียจะลงทุนสร้างขึ้นมาให้ เพื่อเชื่อมเมืองท่าสิตต่วยกับรัฐมิซอรัม (Mizorum) และอัสสัม เปิดทางออกทะเลให้กับรัฐทั้งสอง

ไม่เพียงแต่ ONGC กับ GAIL ซึ่งเป็นของรัฐบาลเท่านั้นที่เข้าไปมีกิจการในพม่า กลุ่มเอสสาร์ออยล์ (Essar Oil) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของเอกชนในอินเดียก็เข้าไปมีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย

อินเดียต้องพลังงานที่ยังอุดมในพม่าเพื่อนำไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่ต่างกับจีน รัฐบาลอินเดียจึงเปลี่ยนไปใช้นโยบายปิดปากเงียบและ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" ของประเทศอื่นอย่างเคร่งครัดไม่ต่างกับที่จีนเคยใช้มาก่อน.

Saturday, July 25, 2009

ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยและคนไทยจะฉลาดรึยัง วันนี้เราต้องการคนเด็ดขาดครับ

“ฮุนเซน”จุดชนวนดึงฝรั่งเศสฮุบขุมทรัพย์5ล้านล้าน แหล่งก๊าซ-น้ำมันเขตทับซ้อนทะเล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 14:32 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083854

ASTVผู้จัดการออนไลน์ – การอนุญาตให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส “โตตาล ออยล์”ได้รับสิทธิสัมปทานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ ในทะเลอ่าวไทยบริเวณเขตทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟประเมินว่า มีน้ำมันสำรอง 2,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าถึง 5 ล้านล้านบาท ของฮุนเซน เป็นที่น่าจับตาว่าจะทำให้การเจรจาตกลงปักปันเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ท่ามกลางผลประโยชน์มหาศาลเพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า

สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ได้ออกใบอนุญาตให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส โตตาล เข้าสำรวจก๊าซและน้ำมันในแหล่งอ่าวไทย ในโอกาสเยือนประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว

ความตกลงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศสครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาได้แรงสนับสนุนอย่างสำคัญจากประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ช่วยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของฝ่ายกัมพูชาจนสำเร็จ ทั้งยังวางหมากเพื่อให้มีสิทธิ์เข้าร่วมบริหารจัดการเขตพื้นที่เขตทับซ้อนโดยรอบอีกด้วย แม้ว่าเรื่องดังกล่าวอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ในทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศแล้ว ก็ยากที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

การตัดสินใจของ สมเด็จฯ ฮุนเซน ในการให้สิทธิสัมปทานสำรวจขุดค้นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติแก่กลุ่มบริษัทน้ำมันฝรั่งเศส ในบริเวณพื้นที่ซึ่งยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยอยู่ในทุกวันนี้ อาจทำให้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งบนบนและในทะเลมีความยุ่งยาก ซับซ้อนขึ้นไปอีกหลายเท่า ไม่เพียงแค่ประเด็นเรื่องอธิปไตยเหนือเส้นเขตแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์มหาศาลที่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงอีกด้วย

ผู้นำของกัมพูชา ได้รับรายงานตั้งแต่ปี 2548 จากกลุ่มบริษัท เชฟรอน (Chevron Corp) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสำรวจแหล่งปิโตรเลียมจากรัฐบาลกัมพูชาว่า มีการสำรวจพบน้ำมันและก๊าซฯ ใน 4 แหล่ง จากทั้งหมด 8 แหล่งที่ได้ขุดเจาะในอ่าวไทย และนับแต่นั้นประเด็นปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ได้ทวีความสำคัญและร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ

จากรายงานการสำรวจของกลุ่มเชฟรอน ทำให้หลายฝ่ายประเมินกันว่า เขตน่านน้ำทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย อาจมีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีปริมาณก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

การประเมินข้างต้นของเชฟรอน สอดคล้องกับธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นต่อที่ประชุมสมัชชาว่าด้วยการลงทุนขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ ในเอเชีย ที่สิงคโปร์ เมื่อไม่นานมานี้ ว่า น้ำมันและแก๊สฯในกัมพูชา และเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทย มีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีปริมาณก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านพลังงานของไทย ไม่เคยยืนยันตัวเลขผลประโยชน์มหาศาลในแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ ว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด แม้ว่าจะมีบริษัทเอกชนในเครือรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของชาติ เข้าไปร่วมสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณดังกล่าวอยู่ด้วย

ที่ผ่านมา ไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองประธาน คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค คณะกรรมการและคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เคยให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ตัวเลขที่พูดกันว่าพื้นที่เขตทับซ้อนประมาณ 25,000 ตร.กม. น่าจะมีปริมาณก๊าซฯ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นแค่การคาดเดา เพราะยังไม่มีเอกชนรายใดเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ของสองประเทศอย่างชัดเจน (โพสต์ทูเดย์ /14 พ.ค. 2551)

ถึงแม้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมระหว่างไทย – กัมพูชา จะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่สมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งมีความถนัดในการเดินเกมเชิงรุกในทุกเรื่องโดยเฉพาะกับไทย ก็ได้ดึงเอาบริษัทพลังงานข้ามชาติเข้ามาสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ มากถึง 75 บริษัท โดยกลุ่มใหญ่ๆ เช่น เชฟรอน จากสหรัฐฯ และ BHP Billiton จากออสเตรเลีย และ China National Offshore Oil Corp (CNOOC) ซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของเชฟรอน เพราะสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลกัมพูชามีมากกว่า

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักสังเกตการณ์และผู้สื่อข่าวอิสระประจำสถานีวิทยุเสียงอเมริกา (Voice of America) , วิทยุฝรั่งเศสสากล, อ.ส.ม.ท. นักเขียนประจำเนชั่นสุดสัปดาห์และ www.indochinapublishing.com ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในกิจการเกี่ยวกับประเทศอินโดจีน ตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างที่การเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยยังไม่มีอะไรคืบหน้า การไปตกลงกับฝรั่งเศสของสมเด็จฯ ฮุนเซน จะทำให้ปัญหาการเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา ยุ่งเหยิงมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้า ฮุนเซน ก็ดึงเอาบริษัทยักษ์พลังงานเข้าไปลงทุนแล้วหลายราย

เริ่มจากเชฟรอน ซึ่งฮุนเซน เร่งให้สรุปผลการสำรวจน้ำมันและก๊าซฯ ในเขตพื้นที่ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย โดยผู้นำกัมพูชา วางเป้าหมายขุดค้นน้ำมันและก๊าซฯ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้ภายในปี 2554

อีกทั้งยังสั่งการให้รัฐวิสาหกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ เร่งจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อร่วมทุนกับเชฟรอนเพื่อสำรวจขุดเจาะ และยังเร่งให้เซ็นสัญญากับกลุ่ม TOYO Engineering จากญี่ปุ่นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกในกัมพูชาอีกด้วย

ทางกลุ่มเชฟรอน ได้ร่วมทุนกับกลุ่ม Mitsui จากญี่ปุ่นและกลุ่ม GS Caltex จากเกาหลีใต้ เพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำมัน และก๊าซฯ ในเขตน่านน้ำของกัมพูชานับตั้งแต่ปี 2545 ให้คำมั่นต่อฮุนเซนว่า รายงานสรุปผลการสำรวจทั้งหมดจะนำเสนอต่อรัฐบาลกัมพูชาในปลายปีนี้

กลุ่มเชฟรอนและพันธมิตรข้างต้น ร่วมทุนกันในสัดส่วน 55% ต่อ 30% และ 15% ตามลำดับทำการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันในเขตสัมปทาน A ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งทะเล เขตจังหวัดสีหนุวิลล์ในภาคใต้ของกัมพูชาประมาณ 150 กิโลเมตร พบว่า 4 ใน 15 หลุมที่ดำเนิน การสำรวจนั้นเป็นแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่คุ้มค่าที่จะลงทุนอย่างยิ่ง

ผลจากการสำรวจฯดังกล่าว ปรากฏว่ามีบริษัทต่างชาติอีกกว่า 10 ราย หลั่งไหลเข้าไปขออนุญาตสัมปทานเพื่อสำรวจหาน้ำมันและก๊าซฯในเขตอ่าวไทยในส่วนที่รัฐบาลกัมพูชาถือว่าเป็นเขตน่านน้ำของฝ่ายตน โดยในที่นี้รวมถึงบริษัทในเครือ ปตท. และยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากจีนด้วย

****เจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ กัมพูชาเขี้ยวลากยากจบ

สำหรับการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล ทางการไทยกับกัมพูชาก็เคยตกลงในหลักการร่วมกันมา แล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 โดยได้ตกลงแบ่งเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน โดยส่วนที่อยู่ตรงกึ่งกลางนั้นก็ให้แบ่งผลประโยชน์กันในสัดส่วน 50 ต่อ 50

ส่วนเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลของไทยนั้นก็ได้ตกลงให้แบ่งผลประโยชน์ให้กับฝ่ายไทยมากกว่าฝ่ายกัมพูชา ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับเขตทับซ้อนฯ ที่อยู่ใกล้ฝั่งทะเลของกัมพูชา ก็ให้แบ่งผลประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย

แต่ถึงกระนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับสัดส่วนของการแบ่งผล ประโยชน์ กล่าวก็คือฝ่ายไทยเสนอให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 60 ต่อ 40 แต่ฝ่ายกัมพูชานั้นกลับต้องการให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 90 ต่อ 10 เพราะฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าเขตทับซ้อนฯที่อยู่ใกล้ฝั่งกัมพูชานั้นมีปริมาณน้ำมันและแก๊สฯ มากกว่าในเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น นับจากที่ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโล เมตรในเขตปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่กลางปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงขั้นที่ต้องยิงปะทะกันด้วยอาวุธมาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อปลายปีที่แล้วและในต้นปีนี้ด้วยแล้วก็ยังทำให้ไม่มีการเจรจาเกี่ยวกับน้ำมันและแก๊สฯในเขตทับซ้อนทางทะเลเกิดขึ้นเลย เพราะถูกปัญหาในเขตปราสาทพระวิหารบดบังไปอย่างสิ้นเชิง

/////////////////////////////////

ทำไมมันไม่ดูตาม้าตาเรือเลย หรือคิดว่าฝรั่งเศสมันไม่รู้ทัน

“ฮุนเซน” งามหน้าให้สัมปทานน้ำมันเขตทับซ้อนอ่าวไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 14:35 น.
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083341

ASTVผู้จัดการรายวัน - ผู้บริหารบริษัทน้ำมันฝรั่งเศสยอมรับเอง แปลงสำรวจ Bloc 3 ที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซนให้สัมปทานสำรวจและผลิตในสัปดาห์กลางเดือนที่ผ่านมานั้น อยู่ในเขตทับซ้อนทางทะเลที่รัฐบาลไทยได้กล่าวอ้างสิทธิเป็นเขตน่านน้ำของตนเองเช่นเดียวกันซึ่งทำให้ยากที่จะเข้าดำเนินการได้ในเร็ววัน

นายฌองปิแอร์ ลาบเบ (Jean-Piere Labbe) ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทโตตาลสำรวจและผลิต (Total EP) ประจำกัมพูชาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์รายวันภาษาฝรั่งเศส “กัมโบดจ์ซวาร์” (Cambodge Soir Hebdo) ในกรุงพนมเปญ เรื่องนี้ปรากฏบนเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวในวันอังคาร

สมเด็จฯ ฮุนเซนได้บอกกล่าวเรื่องเกี่ยวกับการอนุมัติให้สัมปทานแก่โตตาลออยล์ ในวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนฝรั่งเศส ซึ่งผู้นำกัมพูชาได้พบหารือข้อราชการกับบรรดาผู้นำ กัมโบดจ์ซวาร์รายก่อนหน้านี้ว่าฝ่ายเจ้าภาพล้วนแสดงความพึงพอใจในความร่วมมือและขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาต่อเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจต่อ Block 3 ที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซนอนุมัติให้สัมปทานการสำรวจขุดเจาะแก่บริษัทน้ำมันฝรั่งเศสไปเงียบๆ ผู้บริหารของโตตาลออยล์ได้เปิดเผยเกี่ยวกับแปลงสัมปทานใหม่ Block 26 อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งการสำรวจสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า เนื่องจากไม่ได้มีกรณีพิพาทใดๆ

ต่างจากแปลงสำรวจ Block 3 ก็คือ Block 26 เป็นแปลงบนบกในลุ่มแม่น้ำโขง ติดกับชายแดนเวียดนาม เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับแปลงสำรวจในอีกฟากหนึ่งของชายแดน ที่โตตาลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเวียดนาม นายลาบเบ้กล่าวว่า Block 26 มีศักยภาพไม่สูงเท่า Block 3 ในอ่าวไทย รวมทั้งโอกาสที่จะนำก๊าซและน้ำมันดิบขึ้นมาใช้ก็มีน้อยกว่า Block 3 แต่ข้อดีก็คือ สามารถเข้าดำเนินการได้ในทันทีไม่มีกรณีพิพาทเช่น Block 3

ยังไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานสำรวจและผลิต Block 3 ในเขตอ่าวไทย เชื่อกันว่าเป็นอาณาบริเวณที่มีก๊าซและน้ำมันดิบอุดมที่สุด

แต่ผู้บริหารของโตตาลกล่าวว่า จะยังไม่มีการเข้าดำเนินการใดใน Block 3 จนกว่าไทยและกัมพูชาจะสามารถหาข้อตกลงกันได้ และปัญหานี้ควรจะได้รับการแก้ไขภายใน 10 ปีข้างหน้า ไม่เช่นนั้นสัญญาสัมปทานก็จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ

ในขณะที่กำลังมีแรงกดดันเกี่ยวกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ต้องการน้ำมัน เพราะฉะนั้นฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (กับเขตน่านน้ำพิพาท) ควรจะเร่งดำเนินการ และจะต้องหาทางออกอย่างรวดเร็วในการแก้ไขความขัดแย้ง

เป็นไปได้อย่างมากที่ไทยและกัมพูชาจะแบ่งปันทรัพยากร (ในน่านน้ำ) ขณะที่สองฝ่ายมีความขัดแย้งดันเกี่ยวกับเขตแดนบนบก นายลาบเบ้กล่าว
โตตาลเป็นรายล่าสุดที่เข้าไปแสวงหาโอกาสในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานที่เกิดใหม่ในกัมพูชา ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติกว่า 75 แห่งทำธุรกิจสำรวจและขุดเจาะอยู่ที่นั่น รวมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีทั่วโลกเช่น เชฟรอน (Chevron Corp) จากสหรัฐฯ และ BHP Billiton จากออสเตรเลียด้วย

กลุ่มเชฟรอนได้ประกาศพบน้ำมันดิบในต้นปี 2548 ในแปลงสำรวจทางตอนใต้นอกชายฝั่งเมืองสีหนุวิลล์ แต่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ มีเพียงองค์การระหว่างประเทศคาดว่า แหล่งดังกล่าวจะมีน้ำดิบหลายร้อยล้านบาร์เรล กับก๊าซธรรมชาติอีกปริมาณมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชา กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะยังไม่มีการผลิตน้ำมันดิบในแหล่งอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ จนกว่าจะถึงช่วงปี 2556-2558 และยังไม่มีฝ่ายใดให้ข้อมูลได้ว่า กัมพูชาจะสามารถนำน้ำมันดิบที่พบขึ้นมาใช้ได้จริงเท่าไร

สมเด็จฯ ฮุนเซน เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน ได้พบหารือข้อราชการกับ นายแบร์นาร์ด กูชเนอร์ (Bernard Kouchner) รัฐมนตรีต่างประเทศ นายฟรังซัว ฟิญยง (Francois Fillon) กับประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) วันที่ 14 ก.ค.

ผู้นำกัมพูชากับผู้นำฝรั่งเศสต่างให้คำมั่นจะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต และความร่วมมือด้านการค้าต่อกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยจะมีการก่อตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับความร่วมมือด้านต่างๆ เรื่องนี้ระบุในคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศที่ออกในกรุงปารีส

ฝรั่งเศสยังให้สัญญาจะเพิ่มทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษากัมพูชาไปศึกษาต่อในระดับปริญญามหาบัณฑิตในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น และจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างเร็วที่สุด คำแถลงระบุ

ตามรายงานของกัมโบดจ์ซวาร์ สมเด็จฯ ฮุนเซน เดินทางออกจากประเทศตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. เพื่อเยือนฝรั่งเศสและอังกฤษอย่างเป็นทางการ และในโอกาสนี้ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามครบรอบ 220 ปี “การปฏิวัติฝรั่งเศส” ที่จัดขึ้นในวันที่ 14 ก.ค.ด้วย

รายงานของสมาคมชาวเขมรในกรุงปารีส กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน พยายามอย่างยิ่งที่จะไปเยือนฝรั่งเศสให้ได้ในช่วงนี้ นัยว่าเพื่อสร้างภาพพจน์ของ “ผู้ยิ่งใหญ่” แห่งกัมพูชาที่หลายปีมานี้แปดเปื้อนด้วยการกล่าวหาคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสูง


ระหว่างการเยือนกรุงลอนดอนสมเด็จฯ ฮุนเซนกับท่านผู้หญิงจะได้ไปร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาโรงเรียนนายร้อยของบุตรชายคนหนึ่งอีกด้วย

นับเป็นการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสมเด็จฯ ฮุนเซน ในฐานะผู้นำรัฐบาล นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจเมือ 23 ปีก่อน

“นายฮุนเซน” เคยเดินทางไปฝรั่งเศสหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศรัฐบาลที่เวียดนามจัดตั้งขึ้นในกรุงพนมเปญ เพื่อเจรจาสันติภาพกับสมเด็จฯ พระนโรดมสีหนุ อดีตพระประมุขรัฐบาลเขมรสามฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย ที่สหประชาชาติให้การรับรอง

มันแข่งกันแต่เรื่องวัตถุ ทำไมหลวงพระบาง ฮอยอัน จึงเป็นเมืองที่น่าเที่ยว

เมืองใหญ่ ๆ ในเอเซีย ตั้งแต่กรุงเทพ กัวลาวัมเปอร์ ปีนัง สิงค์โปร์ มันกลายเป็นป่าคอนกรีตไปหมด สุดท้ายที่จะพยายามกระโดดตามกันไปก็คืฮานอย พนมเปญ สถาปัตยกรรมมันอาจแตกต่างกันบ้างแต่ตึกที่เกิดขึ้นมาหลังยุคอาณานิคม (Colonial Buildings) มันก็ให้ความรู้สึกเหมือน ๆ กันทุกที่ คือ ทำให้คนรู้สึกแปลกแยกเพราะตึกใหญ่ ๆ ต้องมีความมั่นคงแน่นหนาการเข้าออกจึงเป็นเรื่องยาก ได้แค่มองอยู่ภายนอก ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของกับทั้งตัวอาคารและพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่สภาพอาคารมันเปลี่ยนไปมากจากหาความเชื่อมโยงไม่เจอ สุดท้ายมันอดไม่ได้ที่จะทำให้รู้สึกขาดความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รู้สึกว่าเราเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ไม่สามารถควบคุมและเข้าไปจัดการอะไรได้เลย บางครั้งมันเครียดนะเพราะอาคารและมนุษย์ที่อยู่ในอาคารมันแปลกแยก และมันทำให้เรารู้สึกแปลกแยกขึ้นมา ฉะนั้นแหละเราจึงไม่แปลกเลยที่ชอบเมืองเล็ก ๆ อย่างหลวงพระบาง ฮอยอันเพราะมันให้บรรยากาศที่อ่อนโยนมากกว่า


"มหานคร" สูงที่สุดในกรุงเทพฯ แต่ในฮานอยมีสูงกว่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2552 02:41 น.

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000084138


ASTVผู้จัดการออนไลน์-- อีก 2 ปีข้างหน้าในเมืองหลวงของไทยจะมีอาคารหลังใหม่สูงถึง 310 เมตร ซึ่งจะทำลายสติติความสูงของอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 แชมป์แห่งอาคารสูงปัจจุบัน แต่ในกรุงฮานอยก็กำลังเร่งก่อสร้างอาคารสูงหลังหนึ่งเพื่อเปิดใช้งานให้ทันปลายปีหน้าและจะมีความสูงมากกว่าอาคารที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ

อาคาร "มหานคร" ในย่านช่องนนทรี เมื่อสร้างแล้วเสร็จจะมีทั้งหมด 77 ชั้นสูง 310 เมตร ส่วนอาคารฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Hanoi Landmark Tower) จะมีน้อยชั้นกว่า แต่ความสูงโดยรวมสูงกว่า

อาคารฮานอยแลนด์มาร์คได้กลายเป็น "อาคารผีสิง" เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากคนงานก่อสร้างเสียชีวิต 3 คน ในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นติดต่อกันสองวัน ทางการกรุงฮานอยได้สั่งให้บริษัทเคียงนาม (Keangnam) จากเกาหลีซึ่งเป็นเจ้าของโครงการต้องตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยให้พร้อมก่อนทำการก่อสร้างต่อไป

ส่วนในกรุงเทพฯ บริษัท เพซ เดเวลลอปเมนท์ ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า โครงการอาคารมหานครมูลค่า 410 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งป็นการร่วมทุนกับบริษัท อินดัสเตรียล บิลดิ้ง คอร์ป (ไอบีซี) ของอิสราเอล จะเป็นอาคารอเนกประสงค์ ประกอบด้วยที่พักอาศัยหรู 200 ยูนิต โรงแรมระดับ 5 ดาว 150 ห้อง และศูนย์การค้า มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 2555

นายสุรพจน์ เตชะไกรศรี ซีอีโอของเพซ ระบุว่า เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบกว่า 10 ปี

ส่วนฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์จะประกอบด้วยโรงแรม 5 ดาว "ฮานอยคอนติเนนตัลแลนด์มาร์ก" จำนวน 383 ห้อง รวม 70 ชั้น (สร้างลงใต้ดินอีก 4 ชั้น) วัดจากชั้นที่ 1 บนพื้นถึงชั้นดาดฟ้าได้ความสูงรวม 336 เมตร จะกลายเป็นอาคารสูงอันดับที่ 17 ของโลก สูงกว่าอาคารมหานครของกรุงเทพฯ 26 เมตร ปัจจุบันสร้างถึงชั้นที่ 6

วันอังคาร (22 ก.ค.) กับวันพุธที่ผ่านมา คนงานก่อสร้างเสียชีวิต เนื่องจากพลัดตกจากชั้น 5 ลงไปยังชั้น 4 ระหว่างทำงาน

โครงการฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์มูลค่า 1,050 ล้านดอลลาร์ ตั้งอยู่ในเนื้อที่รวม 46,000 ตารางเมตร สำหรับอาคารสูงมีพื้นที่ใช้ทุกชั้นรวมกันได้ 579,000 ตารางเมตร เป็นอันดับที่ 5 ในโลกประเภทอาคารเดี่ยวที่มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุด ทั้งนี้เป็นสถิติของบริษัทเจ้าของโครงการ

ในอาณาบริเวณเดียวกันยังมีอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ เป็นอาคาร 48 ชั้น 2 หลัง ปัจจุบันกำลังก่อสร้างชั้นที่ 16 และยังมีอาคาร 7 ชั้นอีกหลังเชื่อมอาคารสูงทั้ง 3 หลังเข้าเป็นอาณาบริเวณเดียวกัน เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าหรู ศูนย์บริการธุรกิจครบวงจรกับศูนย์กลางธุรกิจบันเทิงของเมืองหลวง

การก่อสร้างอาคารสูงที่สุดของกรุงฮานอยและสูงที่สุดในเวียดนามขณะนี้ มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.2553 เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 1,000 ปีการก่อตั้งนครทางลอง (Thang Long) ซึ่งก็คือที่ตั้งของเมืองหลวงเวียดนามปัจจุบันนี้

ในปัจจุบันกรุงฮานอยยังมีการก่อสร้างอาคารสูง 65 กับ 60 ชั้นอีกสองหลัง ซึ่งจะเป็นอาคารสูงอันดับสองและสามในเมืองหลวง ทั้งสองโครงการมีกำหนดเปิดใช้ในปีหน้เช่นกัน

แต่สถิติก็จะเปลี่ยนไปอีกเมื่อการก่อสร้างโครงการพอสโก-วินาเท็กซ์ทาวเวอร์ (Posco-Vinatex Tower) ขนาดความสูง 75 ชั้น ในเขต อ.ด่งดา (Dong Da) แล้วเสร็จลงในอีก 3-4 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตามไกลออกไปจากเมืองหลวง ยังมีการก่อสร้างและกำลังจะเริ่มการก่อสร้างอาคารสูงอีกหลายหลัง สูงกว่าฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์ก็คือ โครงการหวุงเต่าแลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Vung Tao Landmark Tower) ความสูง 88 ชั้น ริมหาดทรายเมืองหวุงเต่า ใน จ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า (Ba Ria-Vung Tao) ทางตอนใต้

ในนครโฮจิมินห์ก็กำลังเร่งก่อสร้างอาคารไฟแนนเชียลทาวเวอร์ความสูง 72 ชั้นอีกหลัง.

Sunday, July 19, 2009

๑ ล้านชื่อจะสร้างความแตกแยกให้กับคนไทยอีกเท่าใด

ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้

แหล่งข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090714/59915/ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้.html

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมนาทางวิชาการเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” จัดโดย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยากร ได้แก่ นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์

นายสัก กล่าวว่า เรื่องการอภัยโทษนั้นคือการที่คนจะไม่รับผิดหรือพ้นจากความผิดทางอาญา โดยพิจารณาดังนี้ 1.ดูว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ การรัฐประหาร จะมีออกมาเป็นการคำสั่งคณะปฏิวัติ จะมีการสั่งนิรโทษ โดยออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพระราชกำหนดหรือในรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องอภัยโทษที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องทั่วๆ ไป ต้องมีการตรากฎหมาย เช่น การออกกฎหมายว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป เป็นอำนาจของนิติบัญญัติ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอภัยโทษที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมถือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

โดยการขอทั่วไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ต้องเป็นคดีอาญาที่ต้องมีโทษถึงที่สุดแล้ว โดยคำขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชอภัยโทษ ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ได้รับลดหย่อนกลับตัวเป็นคนดี เพื่อสามารถกลับมาสู่สังคมได้ โดยต้องมีการสำนึกในการกระทำความผิดก่อนว่า สมควรได้รับการยกเว้นโทษหรือไม่

ทั้งนี้ คำร้องขอต้องไม่กล่าวถึงความไม่ถูกต้อง และความไม่เป็นธรรมของคำพิพากษาของศาลเพราะคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น ต้องยอมรับคำพิพากษาของศาล โดยไม่โต้เถียงว่าไม่เป็นธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล

"การขอพระราชทานอภัยโทษทำได้สองช่องทาง คือ หนึ่งผ่านเรือนจำ และสองยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยในกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้เสนอเรื่องต่อพระมหากษัตริย์และทำความเห็นว่าประกอบด้วยว่าสมควรจะได้รับอภัยโทษหรือไม่ โดยต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงมาจากกรมราชทัณฑ์ประกอบมาด้วย โดยต้องเป็นนักโทษชั้นดี เพราะถ้าเป็นนักโทษชั้นเลว คงไม่ได้รับการอภัยโทษ โดยการถวายความเห็นต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อให้รัฐมนตรีและองคมนตรีพิจารณาอย่างรอบคอบได้"

ทั้งนี้ ในภาพรวมของการพระราชอภัยโทษที่รวบรวมโดยประชาชน 1 ล้านรายชื่อนั้น ถ้าดูตามคำขอพระราชทานอภัยโทษที่ให้ประชาชนลงชื่อนั้น ในคำขอสุดท้ายได้เขียนว่า“ เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ที่ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเสีย” เป็นการขอเฉพาะราย ซึ่งต้องดูว่าทำได้หรือไม่ ในเมื่ออดีตนายกฯไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับการลงโทษ แต่เป็นผู้หนีศาล

ดังนั้น เมื่อยังไม่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมตรงนี้ก็ทำให้ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ก็อาจจะไม่สามารถไปถึงการถวายความเห็น โดย รมว.ยุติธรรมและให้องคมนตรี ได้ว่าเป็นนักโทษผู้นี้มีพฤติการณ์อย่างไรสมควรที่จะได้รับการอภัยโทษหรือไม่ ดังนั้นหากดูขั้นตอนตรงนี้จะเห็นว่าไม่เป็นไปตามช่องทางตามกฎหมาย

ทั้งนี้ หากดูข้อเท็จจริงที่ผ่านมาอดีตนายกฯ ได้กล่าวว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม และระบุด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมเป็น 2 มาตรฐาน และเป็นกระบวนการ“ยุติความเป็นธรรม” ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะข้อต่อสู้เหล่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) และ มาตรา 100 ของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่น่าสังเกตว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ฟ้อง คตส.ในคดีทั้งแพ่งและอาญา

โดยการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้สิทธิฟ้องบุคคลเหล่านี้ในศาลเดียวกันก็หมายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่ากระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมได้ เขาจึงใช้สิทธิฟ้องคนอื่น ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปฟ้อง แต่เวลาที่ศาลลงโทษเขา เขากลับอ้างว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม เหตุผลแบบนี้น่าจะขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่ายังมีอีกหลายคดีของอดีตนายกฯ ทั้งไม่ว่าจะเป็นคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว คดีการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงค์ให้ประเทศพม่า คดีการแปรค่าสัมปทาน ฯลฯ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต้องเข้ามาสู้คดีเหล่านี้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ได้รับการอภัยโทษทั้งหมด

"ปริญญา"เชื่อ 1ล้านชื่อขออภัยโทษกดดัน รมว.ยุติธรรม

นายปริญญา กล่าวว่า การอภัยโทษโดยทั่วไปเป็นอำนาจของประมุขของทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นระบอบใด โดยของไทยเป็นหลัก “the king can do no wrong” ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่อยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทั้งปวง หากจะมีการดำเนินใดๆ ต้องมีรัฐมนตรียุติธรรมทูลเกล้าฯ เสนอต่อพระมหากษัตริย์

การขออภัยโทษต้องเป็นไปตาม มาตรา 259 โดยต้องเป็นคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและผู้ที่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษได้จะต้องเป็นผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุพการี คู่สมรส และบุตร ดังนั้น การขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการให้ประชาชนเข้าชื่อ 1 ล้านชื่อ ยังไม่เป็นไปไปตามกฎหมาย โดยคดีที่ถึงที่สุดแล้วมีเฉพาะคดีที่ดินรัชดาเท่านั้น ส่วนคดีอื่นๆ ต้องต่อสู้ต่อไป

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการล่ารายชื่อ 1 ล้านคน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นการกดดันสถาบันหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการกดดัน รมว.ยุติธรรม มากกว่า เพราะไม่ว่ารายชื่อ 1ล้านคนจะยื่นมาทางไหน แต่สุดท้ายเรื่องก็จะส่งมาที่ รมว.ยุติธรรมที่จะเป็นผู้ยื่นถวายเรื่องต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ โดย รมว.ยุติธรรมจะเป็นผู้ถวายความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวสมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษหรือไม่

ซึ่ง รมว.ยุติธรรม ต้องดูว่าคนที่ได้รับการเสนอชื่อมีความสำนึกต่อความผิดหรือไม่ หากเห็นว่าคุณสมบัติของนักโทษคนนั้นไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการอภัยโทษ รมว.ยุติธรรมก็น่าจะมีอำนาจที่จะไม่เสนอเรื่องพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวต่อพระมหากษัตริย์ได้ การเข้าชื่อของประชาชนที่เกิดขึ้นจะกี่ล้านคนก็ไม่มีประโยชน์ในทางกฎหมาย เพราะเป็นการเสนอที่ผิดขั้นตอนในการขอพระราชทานอภัยโทษและคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ รมว.ยุติธรรมเพียงผู้เดียว

รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุสำคัญตัวต้องอยู่ในคุก

นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การพระราชทานอภัยโทษส่วนใหญ่จะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา คนที่ได้รับอภัยโทษต้องมีอยู่ในเรือนจำ ได้เฉพาะคนที่อยู่ในเรือนจำหรือคนที่ทำบริการสาธารณะ โดยการยื่นฎีกาสามารถยื่นได้หลายทาง แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีนักโทษอยู่ในเรือนจำ

โดยกรมราชทัณฑ์ต้องดูข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษเพื่อตรวจสอบประวัติ และดูว่าในช่วงที่อยู่ในเรือนจำมีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อดูว่าควรจะมีเหตุผลพิเศษที่จะได้รับลดหย่อนโทษหรือไม่

"รณกรณ์"ย้ำต้องคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขออภัยโทษได้

นายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์ กล่าวว่า ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา 3 ทาง คือ 1.การอภัยโทษ เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร โดยต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วถึงจะอภัยโทษได้ 2.การนิรโทษกรรม หมายถึง การลืมสิ่งที่ทำความผิดไว้ ใช้เมื่อสังคมเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางสังคม การนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและมีผลย้อนหลังได้ 3.การล้างมลทิน คือ การลบประวัติทะเบียนอาชญากรรม หลังจากที่บุคคลผู้นั้นพ้นโทษไปแล้ว

ทั้งนี้ การอภัยโทษมีหลักการว่า เป็นความเมตตาปราณีจากองค์รัฐถาธิปัตย์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ได้รับโทษไม่ให้รับโทษทั้งหมดหรือโทษบางส่วน โดยการอภัยโทษมี 3 ประเภท 1.ปล่อยเลย 2.ลดโทษ ลดจำนวนโทษลง 3.โทษหนักเป็นเบา เช่น จากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น

ที่ประชุมองคมนตรีพิจารณาเสนอความเห็น-ในหลวงทรงวินิจฉัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามป.วิอาญา มาตรา 261 กำหนดว่ารัฐมนตรีว่าการยุติธรรมเป็นผู้เห็นสมควรถวายคำแนะนำพระราชทานอภัยโทษแก่พระมหากษัตริย์ แต่ทำไม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ระบุว่าเรื่องดังกล่าวต้องผ่านความเห็นต่อองคมนตรีด้วย

นายสัก กล่าวว่า หลังผ่านขั้นตอนของรัฐมนตรียุติธรรม จากนั้นจะส่งไปที่สำนักงานราชเลขาธิการ จะมีกองเจ้าหน้าที่นิติการ รวบรวมเรื่องเสนอที่ประชุมองคมนตรีพิจารณา ก่อนจะส่งความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าไม่เป็นการแทรกแซง เพราะเป็นประเพณีปฏิบัติ ส่วนอำนาจวินิจฉัยเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์

นายปริญญา กล่าวเสริมว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 12 วรรค 2 ว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นพระมหากษัตริย์กรณียกิจทั้งปวงที่ทรงต้อง การคำปรึกษา ต้องเข้าใจว่าเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นไปตามกติกา อย่าพยายามดึงการเมืองเข้ามา

กมธ.พิทักษ์สถาบัน จี้รัฐแจ้งความเอาผิดถวายฎีกาช่วย"ทักษิณ"

ที่รัฐสภา พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธฑิการฯ ร่วมกันแถลงคัดค้านกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

พล.อ.อ.ณพฤษภ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯมีมติไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาจำนวน 4 ข้อ ดังนี้ 1.รัฐบาลควรตระหนักและเร่งกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อตอบโต้ ไม่ให้ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย 2.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ดูถ้อยคำเนื้อหาของการถวายฎีกาว่าหมิ่นเหม่ต่ออำนาจศาลหรือไม่ 3.ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างมีสติ ช่วยแก้ไขสิ่งที่ผิดไปไม่ให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 4.คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาร่วมปรึกษา ในกรณีการถวายฎีกา และปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสถานบันเบื้องสูง เพื่อให้ดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้อง

พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตามหลักผู้ที่จะขออภัยโทษจะต้องเป็นญาติ หรือ ผู้ต้องโทษเท่านั้น แต่กรณีนี้ เขารู้สึกหนักใจ อยากให้รัฐบาลทำให้ถูกต้อง เพราะการล่ารายชื่อเป็นเหมือนการเสี้ยมกัน ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชัดเจน หากประชาชนคนไหน เห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ก็สามารถดำเนินแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีได้ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เลขานุการคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลควรจะชี้แจงขั้นตอน และกฎเกณฑ์การถวายฎีกาที่ต้องถูกต้องว่า เป็นอย่างไร รวมถึงเผยแพร่เอกสารต้นฉบับว่า มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย ละเมิดอำนาจศาล และละเมิดสถาบันอย่างไร

ส่วนกรณีการเชิญนายกรัฐมนตรีนั้น ทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้เร่งรัดเวลา ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะ