ดูจะจงใจกล่าวหากันเกินไปว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้เมินตะวันตก โดยไม่สนใจประเด็นว่าด้วยประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในพม่า จริง ๆ แล้วอเมริกาก็มิได้ห่วงใยประชาธิปไตยเท่าใดนักเพราะล่าสุดการเข้าไปหนุนกลุ่มรัฐประหารในฮอนดูรัสโค่นล้มประธานาธิบดีประชาธิปไตยมันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่ตำราไว้เคาะหัวประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้ตนเองแค่นั้น และการที่เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในฮอนดูรัสก็เพื่อป้องกันการสูญเสียผลประโยชน์ของบริษัทน้ำมันอเมริกันมิใช่หรือ พอเห็นนโยบายของประธานาธิบดีซาไลย่าเริ่มเพิกถอนสัมปทานน้ำมันจากบริษัทและหันไปสมคบกับกลุ่มประเทศที่ต่อต้านอเมริกาเช่น เวเนซูเอล่า รัฐบาลวอชิงตันก็เล่นสกปรกเสียเลย แล้วอย่างนี้คุณเรียกว่าคุณรักประชาธิปไตยหรือ
จีนกับอินเดียเขาบอกตรง ๆ ว่า เขาเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศและไม่แทรกแซงการเมืองภายใน และในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศก็ไม่เคยมีการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศอื่น เลวร้ายที่สุดก็คือการให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธแก่กลุ่มคอมมิวนิสต์ และในเงื่อนไขคือได้รับการร้องขอ แต่ก็ไม่ถึงลงทุนฝีกผู้นำและส่งสัญญาณให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่อย่างที่วอชิงตันทำ ส่วนผลประโยชน์การซื้อขายแก็สและน้ำมัน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ในฐานะคนนอก แต่สิ่งที่รัฐบาลตะวันตกทำคือบอยคอต แซงชั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันก็อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ ขณะเดียวกันภาพข้างหลังก็หาผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ ดูตัวอย่างอย่างฝรั่งเศสยังมีเอี่ยวอยู่ในพม่ามาตั้งนาน เวลาตะวันตกประท้วงประชาธิปไตยในพม่าก็ทำเงียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันประชาชนในประเทศก็เริ่มออกมาประท้วงมากขึ้น เชฟร่อนบริษัทนำ้มันอเมริกันก็ควรแสดงตัวออกให้ชัดเจนจะได้รู้ว่าใครคือผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง
อินเดีย จีน เกาหลี เมินตะวันตกสุมหัวสูบพลังงานพม่า
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000084430
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2552 14:44 น.
ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์-- บริษัทก๊าซและน้ำมันแห่งชาติอินเดียกำลังพิจารณาเพื่อเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของจีน ในโครงการสร้างท่อส่งก๊าซมหึมามูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์จากฝั่งทะเลเบงกอลของพม่าไปยังชายแดนมณฑลหยุนหนันตลอดเวลาเกือบ 30 ปีข้างหน้า
ถ้าหากการเจรจาสัมฤทธิ์ผล ความร่วมมือนี้จะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายอันชัดเจนของอินเดียต่อทั้งจีนและพม่า
จากที่เคยเป็นคู่แข่งในการแสดงหาประโยชน์ด้านพลังงานในพม่า อินเดียเริ่มแสดงท่าทีว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนมาเป็นความร่วมมือ อันเป็นยุทธศาสตร์เดียวกันกับที่จีนใช้อย่างได้ผลกับรัฐบาลทหารและทำให้อำนาจอิทธิพลของจีนสูงโดดเด่นขึ้นทุกวันๆ
สองประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ซึ่งฝ่ายแรกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ใหญ่ที่สุดในโลกกับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลก กำลังร่วมกันสร้างป้อมปราการใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาหูทวนลมเสียงเรียกร้องของชาติตะวันตกที่ขอให้ช่วยกดดันพม่า เพื่อให้รัฐบาลทหารปฏิรูปประชาธิปไตย
จีนไม่เคยปิดบังในการต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรของโลกตะวันตก ส่วนอินเดียก็ได้เริ่มหันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจกับความมั่นคงนำหน้าการเมือง ในการกำหนดนโยบายต่อพม่า โดยมีเกาหลีซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เศรษฐกิจก้าวหน้าอีกแห่งหนึ่งร่วมวงอยู่ด้วย
บัดนี้จากที่เคยแข่งอิทธิพลกับปักกิ่ง อินเดียเริ่มหันหน้าเข้าจับมือกับยักษ์ใหญ่คอมมิวนิสต์ในการแสวงหาผลประโยชน์ในพม่า
บริษัทโอเอ็นจีซี วิเทศ (ONGC Videsh) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในต่างแดนของบรรษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Oil and Natural Gas Corp) กำลังพิจารณาเข้าร่วมโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ ซึ่งมีบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (China National Petroleum Corp) หรือ CNPC เป็นหัวเรือใหญ่
ระบบท่อส่งก๊าซเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 40 นิ้ว ความยาวประมาณ 870 กิโลเมตร จะเริ่มจากชายฝั่งทะเลเบงกอลไปจนถึงชายแดนมณฑลหยุนหนัน มูลค่าก่อสร้างประมาณ 1,950 ล้านดอลลาร์
ตามรายงานของสื่อในอินเดีย CNPC ได้เสนอหุ้นถึง 49.9% ในบริษัทท่องส่งก๊าซ ให้แก่กลุ่มบริษัทอินเดีย-เกาหลีที่สำรวจขุดเจาะก๊าซในแปลง A1 กับ A3 ซึ่งมี ONGC Videsh รวมอยู่ด้วย
บริษัทแดวู (Daewoo International) จากเกาหลีใต้ถือหุ้นใหญ่ 60% ในบริษัทสำรวจก๊าซสองแปลงดังกล่าว ซึ่งพบว่ามีก๊าซรวมกันประมาณ 4.5 ล้านๆ ลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 1 ใน 4 ของปริมาณสำรองที่พบแล้งในโลก สื่อในอินเดียกล่าว
หุ้นที่เหลือเป็นของ ONGC Videsh จำนวน 20% และ GAIL (Gas of India Ltd) กับ KoGas จากเกาหลี ฝ่ายละ 10%
ผู้ลงทุนในแปลง A1 กับ A3 จะได้รับหุ้นในบริษัทท่อก๊าซตามสัดส่วนดังกล่าว แต่ยังจะต้องแบ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลเจ้าของแหล่งก๊าซ นั่นก็คือ รัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซแห่งพม่าหรือ MOGE (Myanmar Oil and Gas Enterprise)
ตามโครงสร้างดังกล่าว หุ้นของแดวูจะเหลืออยู่ราว 51% ของ ONGC 17% และ GAIL กับ KoGas เหลือฝ่ายละ 8.5% ต่แดวูได้ประกาศชัดเจน แล้วจะไม่เข้าร่วมลงทุนในกิจการท่อขนส่งก๊าซจีน-อินเดีย แต่กำลังจะทมุ่มให้กับการลงทุนที่เกี่ยวข้องอีกโครงการหนึ่ง
ขบวนการต่อรองเรื่องสัดส่วนหุ้นในท่อก๊าซระหว่างจีนกับอินเดียยังดำเนินต่อไป ขณะที่จีนกล่าวว่างานวางท่อจะเริ่มได้ในเดือน ก.ย.ปีนี้ เพื่อเปิดใช้งานในปี 2556 หรือ 2557 นั่นคือปีที่กลุ่มบริษัทเกาหลี-อินเดีย จะเริ่มผลิตก๊าซจากแปลง A1 กับ A3
พม่าตัดสินใจขายก๊าซที่ผลิตจากสองแปลงให้กับจีนทั้งหมด ในราคา 7.72 ดอลลาร์ต่อ BTU (British thermal unit) โดยไม่แยแสว่าบริษัทเกาหลีกับอินเดียเป็นผู้ลงทุนลงแรง อีกทั้งฝ่ายอินเดียยังเสนอราคาให้สูงกว่าอีกด้วย
หนังสือพิมพ์กับสำนักข่าวในอินเดียกล่าวว่าก๊าซจากแปลง A1 กับ A3 เป็นมีเธนบริสุทธิ์ถึง 99.9%
กลุ่มบริษัทเกาหลี-อินเดียอาจจะต้องลงทุนอีกราว 2,790 ล้านดอลลาร์ในการผลิตก๊าซจาก 3 หลุมคือ ฉ่วย (Shwe) กับ ฉ่วยปีว (Shwe Pyu) ในแปลง A1 กับหลุมเมียะ (Mya) ในแปลง A3 กับ อีก 936.26 ล้านดอลลาร์ระบบท่อใต้ทะเลเชื่อมบ่อก๊าซกับท่าเรือชายฝั่งเพื่อจำหน่ายให้แก่จีน สื่อในอินเดียกล่าว
ตามแผนการนั้นเกาหลี-อินเดียจะผลิตก๊าซวันละ 500 ล้าน ลบฟ.มาตรฐาน เป็นเวลา 28 ปี จำหน่ายให้แก่จีน และคาดว่าจะมีก๊าซให้ผลิตได้ตลอด 28 ปี
สื่อในอินเดียกล่าวว่า จีนจะจ่ายเป็นค่าก๊าซเพียง 6.71 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู กับอัก 1.02 ดอลลาร์เป็นค่าท่อส่งส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ภายใต้สัญญา 30 ปี
อินเดียกำลังเข้าไปมีผลประโยชน์อย่างล้ำลึกในพม่า เดือน มี.ค.ปีนี้อินเดีย-พม่า ยังได้เซ็นความตกลงเกี่ยวกับการสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าที่ใหญ่โตระหว่างสองประเทศ ซึ่งประกอบด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกเมืองสิตต่วย (Sittwe) ในรัฐยะไข่ และ สร้างท่อก๊าซจากท่าเรือดังกล่าวผ่านดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือพม่าไปยังรัฐมิซอรัม (Mizorum)
อินเดียหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสได้ส่งสินค้าไปยังท่าเรือแห่งนั้น รวมทั้งส่งก๊าซในวันข้างหน้า ไปยังมิซอรัมกับรัฐอัสสัมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันไกลโพ้นของชมพูทวีป เนื่องจากบังกลาเทศปฏิเสธที่จะให้อินเดียขนส่งน้ำมันและสินค้าผ่านดินแดนของตน
การเซ็นความตกลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของ พล.อ.หม่องเอ (Maung Aye) ผู้นำหมายเลข 2 ของพม่าในสัปดาห์ต้นเดือน มี.ค. สำหรับโครงกาท่าเรืออาจจะมีมูลค่าก่อสร้างราว 120 ล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยโครงการท่องส่งก๊าซ
อินเดียเริ่มหารือกับพม่ามาตั้งแต่ปี 2546 เกี่ยวกับการสร้างทางหลวงสายหนึ่ง ซึ่งอินเดียจะลงทุนสร้างขึ้นมาให้ เพื่อเชื่อมเมืองท่าสิตต่วยกับรัฐมิซอรัม (Mizorum) และอัสสัม เปิดทางออกทะเลให้กับรัฐทั้งสอง
ไม่เพียงแต่ ONGC กับ GAIL ซึ่งเป็นของรัฐบาลเท่านั้นที่เข้าไปมีกิจการในพม่า กลุ่มเอสสาร์ออยล์ (Essar Oil) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของเอกชนในอินเดียก็เข้าไปมีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย
อินเดียต้องพลังงานที่ยังอุดมในพม่าเพื่อนำไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่ต่างกับจีน รัฐบาลอินเดียจึงเปลี่ยนไปใช้นโยบายปิดปากเงียบและ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" ของประเทศอื่นอย่างเคร่งครัดไม่ต่างกับที่จีนเคยใช้มาก่อน.
Sunday, July 26, 2009
Saturday, July 25, 2009
ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยและคนไทยจะฉลาดรึยัง วันนี้เราต้องการคนเด็ดขาดครับ
“ฮุนเซน”จุดชนวนดึงฝรั่งเศสฮุบขุมทรัพย์5ล้านล้าน แหล่งก๊าซ-น้ำมันเขตทับซ้อนทะเล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 14:32 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083854
ASTVผู้จัดการออนไลน์ – การอนุญาตให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส “โตตาล ออยล์”ได้รับสิทธิสัมปทานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ ในทะเลอ่าวไทยบริเวณเขตทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟประเมินว่า มีน้ำมันสำรอง 2,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าถึง 5 ล้านล้านบาท ของฮุนเซน เป็นที่น่าจับตาว่าจะทำให้การเจรจาตกลงปักปันเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ท่ามกลางผลประโยชน์มหาศาลเพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า
สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ได้ออกใบอนุญาตให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส โตตาล เข้าสำรวจก๊าซและน้ำมันในแหล่งอ่าวไทย ในโอกาสเยือนประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว
ความตกลงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศสครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาได้แรงสนับสนุนอย่างสำคัญจากประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ช่วยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของฝ่ายกัมพูชาจนสำเร็จ ทั้งยังวางหมากเพื่อให้มีสิทธิ์เข้าร่วมบริหารจัดการเขตพื้นที่เขตทับซ้อนโดยรอบอีกด้วย แม้ว่าเรื่องดังกล่าวอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ในทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศแล้ว ก็ยากที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
การตัดสินใจของ สมเด็จฯ ฮุนเซน ในการให้สิทธิสัมปทานสำรวจขุดค้นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติแก่กลุ่มบริษัทน้ำมันฝรั่งเศส ในบริเวณพื้นที่ซึ่งยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยอยู่ในทุกวันนี้ อาจทำให้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งบนบนและในทะเลมีความยุ่งยาก ซับซ้อนขึ้นไปอีกหลายเท่า ไม่เพียงแค่ประเด็นเรื่องอธิปไตยเหนือเส้นเขตแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์มหาศาลที่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงอีกด้วย
ผู้นำของกัมพูชา ได้รับรายงานตั้งแต่ปี 2548 จากกลุ่มบริษัท เชฟรอน (Chevron Corp) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสำรวจแหล่งปิโตรเลียมจากรัฐบาลกัมพูชาว่า มีการสำรวจพบน้ำมันและก๊าซฯ ใน 4 แหล่ง จากทั้งหมด 8 แหล่งที่ได้ขุดเจาะในอ่าวไทย และนับแต่นั้นประเด็นปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ได้ทวีความสำคัญและร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ
จากรายงานการสำรวจของกลุ่มเชฟรอน ทำให้หลายฝ่ายประเมินกันว่า เขตน่านน้ำทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย อาจมีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีปริมาณก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
การประเมินข้างต้นของเชฟรอน สอดคล้องกับธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นต่อที่ประชุมสมัชชาว่าด้วยการลงทุนขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ ในเอเชีย ที่สิงคโปร์ เมื่อไม่นานมานี้ ว่า น้ำมันและแก๊สฯในกัมพูชา และเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทย มีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีปริมาณก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านพลังงานของไทย ไม่เคยยืนยันตัวเลขผลประโยชน์มหาศาลในแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ ว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด แม้ว่าจะมีบริษัทเอกชนในเครือรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของชาติ เข้าไปร่วมสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณดังกล่าวอยู่ด้วย
ที่ผ่านมา ไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองประธาน คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค คณะกรรมการและคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เคยให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ตัวเลขที่พูดกันว่าพื้นที่เขตทับซ้อนประมาณ 25,000 ตร.กม. น่าจะมีปริมาณก๊าซฯ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นแค่การคาดเดา เพราะยังไม่มีเอกชนรายใดเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ของสองประเทศอย่างชัดเจน (โพสต์ทูเดย์ /14 พ.ค. 2551)
ถึงแม้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมระหว่างไทย – กัมพูชา จะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่สมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งมีความถนัดในการเดินเกมเชิงรุกในทุกเรื่องโดยเฉพาะกับไทย ก็ได้ดึงเอาบริษัทพลังงานข้ามชาติเข้ามาสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ มากถึง 75 บริษัท โดยกลุ่มใหญ่ๆ เช่น เชฟรอน จากสหรัฐฯ และ BHP Billiton จากออสเตรเลีย และ China National Offshore Oil Corp (CNOOC) ซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของเชฟรอน เพราะสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลกัมพูชามีมากกว่า
ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักสังเกตการณ์และผู้สื่อข่าวอิสระประจำสถานีวิทยุเสียงอเมริกา (Voice of America) , วิทยุฝรั่งเศสสากล, อ.ส.ม.ท. นักเขียนประจำเนชั่นสุดสัปดาห์และ www.indochinapublishing.com ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในกิจการเกี่ยวกับประเทศอินโดจีน ตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างที่การเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยยังไม่มีอะไรคืบหน้า การไปตกลงกับฝรั่งเศสของสมเด็จฯ ฮุนเซน จะทำให้ปัญหาการเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา ยุ่งเหยิงมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้า ฮุนเซน ก็ดึงเอาบริษัทยักษ์พลังงานเข้าไปลงทุนแล้วหลายราย
เริ่มจากเชฟรอน ซึ่งฮุนเซน เร่งให้สรุปผลการสำรวจน้ำมันและก๊าซฯ ในเขตพื้นที่ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย โดยผู้นำกัมพูชา วางเป้าหมายขุดค้นน้ำมันและก๊าซฯ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้ภายในปี 2554
อีกทั้งยังสั่งการให้รัฐวิสาหกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ เร่งจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อร่วมทุนกับเชฟรอนเพื่อสำรวจขุดเจาะ และยังเร่งให้เซ็นสัญญากับกลุ่ม TOYO Engineering จากญี่ปุ่นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกในกัมพูชาอีกด้วย
ทางกลุ่มเชฟรอน ได้ร่วมทุนกับกลุ่ม Mitsui จากญี่ปุ่นและกลุ่ม GS Caltex จากเกาหลีใต้ เพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำมัน และก๊าซฯ ในเขตน่านน้ำของกัมพูชานับตั้งแต่ปี 2545 ให้คำมั่นต่อฮุนเซนว่า รายงานสรุปผลการสำรวจทั้งหมดจะนำเสนอต่อรัฐบาลกัมพูชาในปลายปีนี้
กลุ่มเชฟรอนและพันธมิตรข้างต้น ร่วมทุนกันในสัดส่วน 55% ต่อ 30% และ 15% ตามลำดับทำการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันในเขตสัมปทาน A ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งทะเล เขตจังหวัดสีหนุวิลล์ในภาคใต้ของกัมพูชาประมาณ 150 กิโลเมตร พบว่า 4 ใน 15 หลุมที่ดำเนิน การสำรวจนั้นเป็นแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่คุ้มค่าที่จะลงทุนอย่างยิ่ง
ผลจากการสำรวจฯดังกล่าว ปรากฏว่ามีบริษัทต่างชาติอีกกว่า 10 ราย หลั่งไหลเข้าไปขออนุญาตสัมปทานเพื่อสำรวจหาน้ำมันและก๊าซฯในเขตอ่าวไทยในส่วนที่รัฐบาลกัมพูชาถือว่าเป็นเขตน่านน้ำของฝ่ายตน โดยในที่นี้รวมถึงบริษัทในเครือ ปตท. และยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากจีนด้วย
****เจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ กัมพูชาเขี้ยวลากยากจบ
สำหรับการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล ทางการไทยกับกัมพูชาก็เคยตกลงในหลักการร่วมกันมา แล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 โดยได้ตกลงแบ่งเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน โดยส่วนที่อยู่ตรงกึ่งกลางนั้นก็ให้แบ่งผลประโยชน์กันในสัดส่วน 50 ต่อ 50
ส่วนเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลของไทยนั้นก็ได้ตกลงให้แบ่งผลประโยชน์ให้กับฝ่ายไทยมากกว่าฝ่ายกัมพูชา ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับเขตทับซ้อนฯ ที่อยู่ใกล้ฝั่งทะเลของกัมพูชา ก็ให้แบ่งผลประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย
แต่ถึงกระนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับสัดส่วนของการแบ่งผล ประโยชน์ กล่าวก็คือฝ่ายไทยเสนอให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 60 ต่อ 40 แต่ฝ่ายกัมพูชานั้นกลับต้องการให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 90 ต่อ 10 เพราะฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าเขตทับซ้อนฯที่อยู่ใกล้ฝั่งกัมพูชานั้นมีปริมาณน้ำมันและแก๊สฯ มากกว่าในเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น นับจากที่ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโล เมตรในเขตปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่กลางปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงขั้นที่ต้องยิงปะทะกันด้วยอาวุธมาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อปลายปีที่แล้วและในต้นปีนี้ด้วยแล้วก็ยังทำให้ไม่มีการเจรจาเกี่ยวกับน้ำมันและแก๊สฯในเขตทับซ้อนทางทะเลเกิดขึ้นเลย เพราะถูกปัญหาในเขตปราสาทพระวิหารบดบังไปอย่างสิ้นเชิง
/////////////////////////////////
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 14:32 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083854
ASTVผู้จัดการออนไลน์ – การอนุญาตให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส “โตตาล ออยล์”ได้รับสิทธิสัมปทานสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ ในทะเลอ่าวไทยบริเวณเขตทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟประเมินว่า มีน้ำมันสำรอง 2,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าถึง 5 ล้านล้านบาท ของฮุนเซน เป็นที่น่าจับตาว่าจะทำให้การเจรจาตกลงปักปันเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ท่ามกลางผลประโยชน์มหาศาลเพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า
สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ได้ออกใบอนุญาตให้กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส โตตาล เข้าสำรวจก๊าซและน้ำมันในแหล่งอ่าวไทย ในโอกาสเยือนประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว
ความตกลงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศสครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาได้แรงสนับสนุนอย่างสำคัญจากประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ช่วยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของฝ่ายกัมพูชาจนสำเร็จ ทั้งยังวางหมากเพื่อให้มีสิทธิ์เข้าร่วมบริหารจัดการเขตพื้นที่เขตทับซ้อนโดยรอบอีกด้วย แม้ว่าเรื่องดังกล่าวอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ในทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศแล้ว ก็ยากที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
การตัดสินใจของ สมเด็จฯ ฮุนเซน ในการให้สิทธิสัมปทานสำรวจขุดค้นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติแก่กลุ่มบริษัทน้ำมันฝรั่งเศส ในบริเวณพื้นที่ซึ่งยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยอยู่ในทุกวันนี้ อาจทำให้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งบนบนและในทะเลมีความยุ่งยาก ซับซ้อนขึ้นไปอีกหลายเท่า ไม่เพียงแค่ประเด็นเรื่องอธิปไตยเหนือเส้นเขตแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์มหาศาลที่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงอีกด้วย
ผู้นำของกัมพูชา ได้รับรายงานตั้งแต่ปี 2548 จากกลุ่มบริษัท เชฟรอน (Chevron Corp) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสำรวจแหล่งปิโตรเลียมจากรัฐบาลกัมพูชาว่า มีการสำรวจพบน้ำมันและก๊าซฯ ใน 4 แหล่ง จากทั้งหมด 8 แหล่งที่ได้ขุดเจาะในอ่าวไทย และนับแต่นั้นประเด็นปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ได้ทวีความสำคัญและร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ
จากรายงานการสำรวจของกลุ่มเชฟรอน ทำให้หลายฝ่ายประเมินกันว่า เขตน่านน้ำทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย อาจมีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีปริมาณก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
การประเมินข้างต้นของเชฟรอน สอดคล้องกับธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นต่อที่ประชุมสมัชชาว่าด้วยการลงทุนขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ ในเอเชีย ที่สิงคโปร์ เมื่อไม่นานมานี้ ว่า น้ำมันและแก๊สฯในกัมพูชา และเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทย มีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีปริมาณก๊าซฯ สำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านพลังงานของไทย ไม่เคยยืนยันตัวเลขผลประโยชน์มหาศาลในแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ ว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด แม้ว่าจะมีบริษัทเอกชนในเครือรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของชาติ เข้าไปร่วมสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณดังกล่าวอยู่ด้วย
ที่ผ่านมา ไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองประธาน คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค คณะกรรมการและคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เคยให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ตัวเลขที่พูดกันว่าพื้นที่เขตทับซ้อนประมาณ 25,000 ตร.กม. น่าจะมีปริมาณก๊าซฯ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นแค่การคาดเดา เพราะยังไม่มีเอกชนรายใดเข้าไปสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ของสองประเทศอย่างชัดเจน (โพสต์ทูเดย์ /14 พ.ค. 2551)
ถึงแม้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมระหว่างไทย – กัมพูชา จะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่สมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งมีความถนัดในการเดินเกมเชิงรุกในทุกเรื่องโดยเฉพาะกับไทย ก็ได้ดึงเอาบริษัทพลังงานข้ามชาติเข้ามาสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซฯ มากถึง 75 บริษัท โดยกลุ่มใหญ่ๆ เช่น เชฟรอน จากสหรัฐฯ และ BHP Billiton จากออสเตรเลีย และ China National Offshore Oil Corp (CNOOC) ซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของเชฟรอน เพราะสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลกัมพูชามีมากกว่า
ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักสังเกตการณ์และผู้สื่อข่าวอิสระประจำสถานีวิทยุเสียงอเมริกา (Voice of America) , วิทยุฝรั่งเศสสากล, อ.ส.ม.ท. นักเขียนประจำเนชั่นสุดสัปดาห์และ www.indochinapublishing.com ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในกิจการเกี่ยวกับประเทศอินโดจีน ตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างที่การเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยยังไม่มีอะไรคืบหน้า การไปตกลงกับฝรั่งเศสของสมเด็จฯ ฮุนเซน จะทำให้ปัญหาการเจรจาเรื่องเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา ยุ่งเหยิงมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้า ฮุนเซน ก็ดึงเอาบริษัทยักษ์พลังงานเข้าไปลงทุนแล้วหลายราย
เริ่มจากเชฟรอน ซึ่งฮุนเซน เร่งให้สรุปผลการสำรวจน้ำมันและก๊าซฯ ในเขตพื้นที่ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย โดยผู้นำกัมพูชา วางเป้าหมายขุดค้นน้ำมันและก๊าซฯ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้ภายในปี 2554
อีกทั้งยังสั่งการให้รัฐวิสาหกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ เร่งจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อร่วมทุนกับเชฟรอนเพื่อสำรวจขุดเจาะ และยังเร่งให้เซ็นสัญญากับกลุ่ม TOYO Engineering จากญี่ปุ่นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกในกัมพูชาอีกด้วย
ทางกลุ่มเชฟรอน ได้ร่วมทุนกับกลุ่ม Mitsui จากญี่ปุ่นและกลุ่ม GS Caltex จากเกาหลีใต้ เพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำมัน และก๊าซฯ ในเขตน่านน้ำของกัมพูชานับตั้งแต่ปี 2545 ให้คำมั่นต่อฮุนเซนว่า รายงานสรุปผลการสำรวจทั้งหมดจะนำเสนอต่อรัฐบาลกัมพูชาในปลายปีนี้
กลุ่มเชฟรอนและพันธมิตรข้างต้น ร่วมทุนกันในสัดส่วน 55% ต่อ 30% และ 15% ตามลำดับทำการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันในเขตสัมปทาน A ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งทะเล เขตจังหวัดสีหนุวิลล์ในภาคใต้ของกัมพูชาประมาณ 150 กิโลเมตร พบว่า 4 ใน 15 หลุมที่ดำเนิน การสำรวจนั้นเป็นแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่คุ้มค่าที่จะลงทุนอย่างยิ่ง
ผลจากการสำรวจฯดังกล่าว ปรากฏว่ามีบริษัทต่างชาติอีกกว่า 10 ราย หลั่งไหลเข้าไปขออนุญาตสัมปทานเพื่อสำรวจหาน้ำมันและก๊าซฯในเขตอ่าวไทยในส่วนที่รัฐบาลกัมพูชาถือว่าเป็นเขตน่านน้ำของฝ่ายตน โดยในที่นี้รวมถึงบริษัทในเครือ ปตท. และยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากจีนด้วย
****เจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ กัมพูชาเขี้ยวลากยากจบ
สำหรับการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล ทางการไทยกับกัมพูชาก็เคยตกลงในหลักการร่วมกันมา แล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 โดยได้ตกลงแบ่งเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน โดยส่วนที่อยู่ตรงกึ่งกลางนั้นก็ให้แบ่งผลประโยชน์กันในสัดส่วน 50 ต่อ 50
ส่วนเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลของไทยนั้นก็ได้ตกลงให้แบ่งผลประโยชน์ให้กับฝ่ายไทยมากกว่าฝ่ายกัมพูชา ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับเขตทับซ้อนฯ ที่อยู่ใกล้ฝั่งทะเลของกัมพูชา ก็ให้แบ่งผลประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย
แต่ถึงกระนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับสัดส่วนของการแบ่งผล ประโยชน์ กล่าวก็คือฝ่ายไทยเสนอให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 60 ต่อ 40 แต่ฝ่ายกัมพูชานั้นกลับต้องการให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 90 ต่อ 10 เพราะฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าเขตทับซ้อนฯที่อยู่ใกล้ฝั่งกัมพูชานั้นมีปริมาณน้ำมันและแก๊สฯ มากกว่าในเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น นับจากที่ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโล เมตรในเขตปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่กลางปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงขั้นที่ต้องยิงปะทะกันด้วยอาวุธมาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อปลายปีที่แล้วและในต้นปีนี้ด้วยแล้วก็ยังทำให้ไม่มีการเจรจาเกี่ยวกับน้ำมันและแก๊สฯในเขตทับซ้อนทางทะเลเกิดขึ้นเลย เพราะถูกปัญหาในเขตปราสาทพระวิหารบดบังไปอย่างสิ้นเชิง
/////////////////////////////////
ทำไมมันไม่ดูตาม้าตาเรือเลย หรือคิดว่าฝรั่งเศสมันไม่รู้ทัน
“ฮุนเซน” งามหน้าให้สัมปทานน้ำมันเขตทับซ้อนอ่าวไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 14:35 น.
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083341
ASTVผู้จัดการรายวัน - ผู้บริหารบริษัทน้ำมันฝรั่งเศสยอมรับเอง แปลงสำรวจ Bloc 3 ที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซนให้สัมปทานสำรวจและผลิตในสัปดาห์กลางเดือนที่ผ่านมานั้น อยู่ในเขตทับซ้อนทางทะเลที่รัฐบาลไทยได้กล่าวอ้างสิทธิเป็นเขตน่านน้ำของตนเองเช่นเดียวกันซึ่งทำให้ยากที่จะเข้าดำเนินการได้ในเร็ววัน
นายฌองปิแอร์ ลาบเบ (Jean-Piere Labbe) ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทโตตาลสำรวจและผลิต (Total EP) ประจำกัมพูชาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์รายวันภาษาฝรั่งเศส “กัมโบดจ์ซวาร์” (Cambodge Soir Hebdo) ในกรุงพนมเปญ เรื่องนี้ปรากฏบนเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวในวันอังคาร
สมเด็จฯ ฮุนเซนได้บอกกล่าวเรื่องเกี่ยวกับการอนุมัติให้สัมปทานแก่โตตาลออยล์ ในวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนฝรั่งเศส ซึ่งผู้นำกัมพูชาได้พบหารือข้อราชการกับบรรดาผู้นำ กัมโบดจ์ซวาร์รายก่อนหน้านี้ว่าฝ่ายเจ้าภาพล้วนแสดงความพึงพอใจในความร่วมมือและขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาต่อเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจต่อ Block 3 ที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซนอนุมัติให้สัมปทานการสำรวจขุดเจาะแก่บริษัทน้ำมันฝรั่งเศสไปเงียบๆ ผู้บริหารของโตตาลออยล์ได้เปิดเผยเกี่ยวกับแปลงสัมปทานใหม่ Block 26 อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งการสำรวจสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า เนื่องจากไม่ได้มีกรณีพิพาทใดๆ
ต่างจากแปลงสำรวจ Block 3 ก็คือ Block 26 เป็นแปลงบนบกในลุ่มแม่น้ำโขง ติดกับชายแดนเวียดนาม เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับแปลงสำรวจในอีกฟากหนึ่งของชายแดน ที่โตตาลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเวียดนาม นายลาบเบ้กล่าวว่า Block 26 มีศักยภาพไม่สูงเท่า Block 3 ในอ่าวไทย รวมทั้งโอกาสที่จะนำก๊าซและน้ำมันดิบขึ้นมาใช้ก็มีน้อยกว่า Block 3 แต่ข้อดีก็คือ สามารถเข้าดำเนินการได้ในทันทีไม่มีกรณีพิพาทเช่น Block 3
ยังไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานสำรวจและผลิต Block 3 ในเขตอ่าวไทย เชื่อกันว่าเป็นอาณาบริเวณที่มีก๊าซและน้ำมันดิบอุดมที่สุด
แต่ผู้บริหารของโตตาลกล่าวว่า จะยังไม่มีการเข้าดำเนินการใดใน Block 3 จนกว่าไทยและกัมพูชาจะสามารถหาข้อตกลงกันได้ และปัญหานี้ควรจะได้รับการแก้ไขภายใน 10 ปีข้างหน้า ไม่เช่นนั้นสัญญาสัมปทานก็จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ
ในขณะที่กำลังมีแรงกดดันเกี่ยวกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ต้องการน้ำมัน เพราะฉะนั้นฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (กับเขตน่านน้ำพิพาท) ควรจะเร่งดำเนินการ และจะต้องหาทางออกอย่างรวดเร็วในการแก้ไขความขัดแย้ง
เป็นไปได้อย่างมากที่ไทยและกัมพูชาจะแบ่งปันทรัพยากร (ในน่านน้ำ) ขณะที่สองฝ่ายมีความขัดแย้งดันเกี่ยวกับเขตแดนบนบก นายลาบเบ้กล่าว
โตตาลเป็นรายล่าสุดที่เข้าไปแสวงหาโอกาสในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานที่เกิดใหม่ในกัมพูชา ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติกว่า 75 แห่งทำธุรกิจสำรวจและขุดเจาะอยู่ที่นั่น รวมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีทั่วโลกเช่น เชฟรอน (Chevron Corp) จากสหรัฐฯ และ BHP Billiton จากออสเตรเลียด้วย
กลุ่มเชฟรอนได้ประกาศพบน้ำมันดิบในต้นปี 2548 ในแปลงสำรวจทางตอนใต้นอกชายฝั่งเมืองสีหนุวิลล์ แต่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ มีเพียงองค์การระหว่างประเทศคาดว่า แหล่งดังกล่าวจะมีน้ำดิบหลายร้อยล้านบาร์เรล กับก๊าซธรรมชาติอีกปริมาณมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชา กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะยังไม่มีการผลิตน้ำมันดิบในแหล่งอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ จนกว่าจะถึงช่วงปี 2556-2558 และยังไม่มีฝ่ายใดให้ข้อมูลได้ว่า กัมพูชาจะสามารถนำน้ำมันดิบที่พบขึ้นมาใช้ได้จริงเท่าไร
สมเด็จฯ ฮุนเซน เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน ได้พบหารือข้อราชการกับ นายแบร์นาร์ด กูชเนอร์ (Bernard Kouchner) รัฐมนตรีต่างประเทศ นายฟรังซัว ฟิญยง (Francois Fillon) กับประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) วันที่ 14 ก.ค.
ผู้นำกัมพูชากับผู้นำฝรั่งเศสต่างให้คำมั่นจะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต และความร่วมมือด้านการค้าต่อกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยจะมีการก่อตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับความร่วมมือด้านต่างๆ เรื่องนี้ระบุในคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศที่ออกในกรุงปารีส
ฝรั่งเศสยังให้สัญญาจะเพิ่มทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษากัมพูชาไปศึกษาต่อในระดับปริญญามหาบัณฑิตในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น และจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างเร็วที่สุด คำแถลงระบุ
ตามรายงานของกัมโบดจ์ซวาร์ สมเด็จฯ ฮุนเซน เดินทางออกจากประเทศตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. เพื่อเยือนฝรั่งเศสและอังกฤษอย่างเป็นทางการ และในโอกาสนี้ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามครบรอบ 220 ปี “การปฏิวัติฝรั่งเศส” ที่จัดขึ้นในวันที่ 14 ก.ค.ด้วย
รายงานของสมาคมชาวเขมรในกรุงปารีส กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน พยายามอย่างยิ่งที่จะไปเยือนฝรั่งเศสให้ได้ในช่วงนี้ นัยว่าเพื่อสร้างภาพพจน์ของ “ผู้ยิ่งใหญ่” แห่งกัมพูชาที่หลายปีมานี้แปดเปื้อนด้วยการกล่าวหาคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสูง
ระหว่างการเยือนกรุงลอนดอนสมเด็จฯ ฮุนเซนกับท่านผู้หญิงจะได้ไปร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาโรงเรียนนายร้อยของบุตรชายคนหนึ่งอีกด้วย
นับเป็นการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสมเด็จฯ ฮุนเซน ในฐานะผู้นำรัฐบาล นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจเมือ 23 ปีก่อน
“นายฮุนเซน” เคยเดินทางไปฝรั่งเศสหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศรัฐบาลที่เวียดนามจัดตั้งขึ้นในกรุงพนมเปญ เพื่อเจรจาสันติภาพกับสมเด็จฯ พระนโรดมสีหนุ อดีตพระประมุขรัฐบาลเขมรสามฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย ที่สหประชาชาติให้การรับรอง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 14:35 น.
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083341
ASTVผู้จัดการรายวัน - ผู้บริหารบริษัทน้ำมันฝรั่งเศสยอมรับเอง แปลงสำรวจ Bloc 3 ที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซนให้สัมปทานสำรวจและผลิตในสัปดาห์กลางเดือนที่ผ่านมานั้น อยู่ในเขตทับซ้อนทางทะเลที่รัฐบาลไทยได้กล่าวอ้างสิทธิเป็นเขตน่านน้ำของตนเองเช่นเดียวกันซึ่งทำให้ยากที่จะเข้าดำเนินการได้ในเร็ววัน
นายฌองปิแอร์ ลาบเบ (Jean-Piere Labbe) ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทโตตาลสำรวจและผลิต (Total EP) ประจำกัมพูชาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์รายวันภาษาฝรั่งเศส “กัมโบดจ์ซวาร์” (Cambodge Soir Hebdo) ในกรุงพนมเปญ เรื่องนี้ปรากฏบนเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวในวันอังคาร
สมเด็จฯ ฮุนเซนได้บอกกล่าวเรื่องเกี่ยวกับการอนุมัติให้สัมปทานแก่โตตาลออยล์ ในวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนฝรั่งเศส ซึ่งผู้นำกัมพูชาได้พบหารือข้อราชการกับบรรดาผู้นำ กัมโบดจ์ซวาร์รายก่อนหน้านี้ว่าฝ่ายเจ้าภาพล้วนแสดงความพึงพอใจในความร่วมมือและขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาต่อเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจต่อ Block 3 ที่รัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซนอนุมัติให้สัมปทานการสำรวจขุดเจาะแก่บริษัทน้ำมันฝรั่งเศสไปเงียบๆ ผู้บริหารของโตตาลออยล์ได้เปิดเผยเกี่ยวกับแปลงสัมปทานใหม่ Block 26 อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งการสำรวจสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า เนื่องจากไม่ได้มีกรณีพิพาทใดๆ
ต่างจากแปลงสำรวจ Block 3 ก็คือ Block 26 เป็นแปลงบนบกในลุ่มแม่น้ำโขง ติดกับชายแดนเวียดนาม เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับแปลงสำรวจในอีกฟากหนึ่งของชายแดน ที่โตตาลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเวียดนาม นายลาบเบ้กล่าวว่า Block 26 มีศักยภาพไม่สูงเท่า Block 3 ในอ่าวไทย รวมทั้งโอกาสที่จะนำก๊าซและน้ำมันดิบขึ้นมาใช้ก็มีน้อยกว่า Block 3 แต่ข้อดีก็คือ สามารถเข้าดำเนินการได้ในทันทีไม่มีกรณีพิพาทเช่น Block 3
ยังไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานสำรวจและผลิต Block 3 ในเขตอ่าวไทย เชื่อกันว่าเป็นอาณาบริเวณที่มีก๊าซและน้ำมันดิบอุดมที่สุด
แต่ผู้บริหารของโตตาลกล่าวว่า จะยังไม่มีการเข้าดำเนินการใดใน Block 3 จนกว่าไทยและกัมพูชาจะสามารถหาข้อตกลงกันได้ และปัญหานี้ควรจะได้รับการแก้ไขภายใน 10 ปีข้างหน้า ไม่เช่นนั้นสัญญาสัมปทานก็จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ
ในขณะที่กำลังมีแรงกดดันเกี่ยวกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ต้องการน้ำมัน เพราะฉะนั้นฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (กับเขตน่านน้ำพิพาท) ควรจะเร่งดำเนินการ และจะต้องหาทางออกอย่างรวดเร็วในการแก้ไขความขัดแย้ง
เป็นไปได้อย่างมากที่ไทยและกัมพูชาจะแบ่งปันทรัพยากร (ในน่านน้ำ) ขณะที่สองฝ่ายมีความขัดแย้งดันเกี่ยวกับเขตแดนบนบก นายลาบเบ้กล่าว
โตตาลเป็นรายล่าสุดที่เข้าไปแสวงหาโอกาสในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานที่เกิดใหม่ในกัมพูชา ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติกว่า 75 แห่งทำธุรกิจสำรวจและขุดเจาะอยู่ที่นั่น รวมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีทั่วโลกเช่น เชฟรอน (Chevron Corp) จากสหรัฐฯ และ BHP Billiton จากออสเตรเลียด้วย
กลุ่มเชฟรอนได้ประกาศพบน้ำมันดิบในต้นปี 2548 ในแปลงสำรวจทางตอนใต้นอกชายฝั่งเมืองสีหนุวิลล์ แต่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ มีเพียงองค์การระหว่างประเทศคาดว่า แหล่งดังกล่าวจะมีน้ำดิบหลายร้อยล้านบาร์เรล กับก๊าซธรรมชาติอีกปริมาณมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชา กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะยังไม่มีการผลิตน้ำมันดิบในแหล่งอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ จนกว่าจะถึงช่วงปี 2556-2558 และยังไม่มีฝ่ายใดให้ข้อมูลได้ว่า กัมพูชาจะสามารถนำน้ำมันดิบที่พบขึ้นมาใช้ได้จริงเท่าไร
สมเด็จฯ ฮุนเซน เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน ได้พบหารือข้อราชการกับ นายแบร์นาร์ด กูชเนอร์ (Bernard Kouchner) รัฐมนตรีต่างประเทศ นายฟรังซัว ฟิญยง (Francois Fillon) กับประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) วันที่ 14 ก.ค.
ผู้นำกัมพูชากับผู้นำฝรั่งเศสต่างให้คำมั่นจะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต และความร่วมมือด้านการค้าต่อกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยจะมีการก่อตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับความร่วมมือด้านต่างๆ เรื่องนี้ระบุในคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศที่ออกในกรุงปารีส
ฝรั่งเศสยังให้สัญญาจะเพิ่มทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษากัมพูชาไปศึกษาต่อในระดับปริญญามหาบัณฑิตในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น และจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างเร็วที่สุด คำแถลงระบุ
ตามรายงานของกัมโบดจ์ซวาร์ สมเด็จฯ ฮุนเซน เดินทางออกจากประเทศตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. เพื่อเยือนฝรั่งเศสและอังกฤษอย่างเป็นทางการ และในโอกาสนี้ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามครบรอบ 220 ปี “การปฏิวัติฝรั่งเศส” ที่จัดขึ้นในวันที่ 14 ก.ค.ด้วย
รายงานของสมาคมชาวเขมรในกรุงปารีส กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน พยายามอย่างยิ่งที่จะไปเยือนฝรั่งเศสให้ได้ในช่วงนี้ นัยว่าเพื่อสร้างภาพพจน์ของ “ผู้ยิ่งใหญ่” แห่งกัมพูชาที่หลายปีมานี้แปดเปื้อนด้วยการกล่าวหาคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสูง
ระหว่างการเยือนกรุงลอนดอนสมเด็จฯ ฮุนเซนกับท่านผู้หญิงจะได้ไปร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาโรงเรียนนายร้อยของบุตรชายคนหนึ่งอีกด้วย
นับเป็นการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสมเด็จฯ ฮุนเซน ในฐานะผู้นำรัฐบาล นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจเมือ 23 ปีก่อน
“นายฮุนเซน” เคยเดินทางไปฝรั่งเศสหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศรัฐบาลที่เวียดนามจัดตั้งขึ้นในกรุงพนมเปญ เพื่อเจรจาสันติภาพกับสมเด็จฯ พระนโรดมสีหนุ อดีตพระประมุขรัฐบาลเขมรสามฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย ที่สหประชาชาติให้การรับรอง
มันแข่งกันแต่เรื่องวัตถุ ทำไมหลวงพระบาง ฮอยอัน จึงเป็นเมืองที่น่าเที่ยว
เมืองใหญ่ ๆ ในเอเซีย ตั้งแต่กรุงเทพ กัวลาวัมเปอร์ ปีนัง สิงค์โปร์ มันกลายเป็นป่าคอนกรีตไปหมด สุดท้ายที่จะพยายามกระโดดตามกันไปก็คืฮานอย พนมเปญ สถาปัตยกรรมมันอาจแตกต่างกันบ้างแต่ตึกที่เกิดขึ้นมาหลังยุคอาณานิคม (Colonial Buildings) มันก็ให้ความรู้สึกเหมือน ๆ กันทุกที่ คือ ทำให้คนรู้สึกแปลกแยกเพราะตึกใหญ่ ๆ ต้องมีความมั่นคงแน่นหนาการเข้าออกจึงเป็นเรื่องยาก ได้แค่มองอยู่ภายนอก ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของกับทั้งตัวอาคารและพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่สภาพอาคารมันเปลี่ยนไปมากจากหาความเชื่อมโยงไม่เจอ สุดท้ายมันอดไม่ได้ที่จะทำให้รู้สึกขาดความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รู้สึกว่าเราเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ไม่สามารถควบคุมและเข้าไปจัดการอะไรได้เลย บางครั้งมันเครียดนะเพราะอาคารและมนุษย์ที่อยู่ในอาคารมันแปลกแยก และมันทำให้เรารู้สึกแปลกแยกขึ้นมา ฉะนั้นแหละเราจึงไม่แปลกเลยที่ชอบเมืองเล็ก ๆ อย่างหลวงพระบาง ฮอยอันเพราะมันให้บรรยากาศที่อ่อนโยนมากกว่า
"มหานคร" สูงที่สุดในกรุงเทพฯ แต่ในฮานอยมีสูงกว่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2552 02:41 น.
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000084138
ASTVผู้จัดการออนไลน์-- อีก 2 ปีข้างหน้าในเมืองหลวงของไทยจะมีอาคารหลังใหม่สูงถึง 310 เมตร ซึ่งจะทำลายสติติความสูงของอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 แชมป์แห่งอาคารสูงปัจจุบัน แต่ในกรุงฮานอยก็กำลังเร่งก่อสร้างอาคารสูงหลังหนึ่งเพื่อเปิดใช้งานให้ทันปลายปีหน้าและจะมีความสูงมากกว่าอาคารที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ
อาคาร "มหานคร" ในย่านช่องนนทรี เมื่อสร้างแล้วเสร็จจะมีทั้งหมด 77 ชั้นสูง 310 เมตร ส่วนอาคารฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Hanoi Landmark Tower) จะมีน้อยชั้นกว่า แต่ความสูงโดยรวมสูงกว่า
อาคารฮานอยแลนด์มาร์คได้กลายเป็น "อาคารผีสิง" เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากคนงานก่อสร้างเสียชีวิต 3 คน ในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นติดต่อกันสองวัน ทางการกรุงฮานอยได้สั่งให้บริษัทเคียงนาม (Keangnam) จากเกาหลีซึ่งเป็นเจ้าของโครงการต้องตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยให้พร้อมก่อนทำการก่อสร้างต่อไป
ส่วนในกรุงเทพฯ บริษัท เพซ เดเวลลอปเมนท์ ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า โครงการอาคารมหานครมูลค่า 410 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งป็นการร่วมทุนกับบริษัท อินดัสเตรียล บิลดิ้ง คอร์ป (ไอบีซี) ของอิสราเอล จะเป็นอาคารอเนกประสงค์ ประกอบด้วยที่พักอาศัยหรู 200 ยูนิต โรงแรมระดับ 5 ดาว 150 ห้อง และศูนย์การค้า มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 2555
นายสุรพจน์ เตชะไกรศรี ซีอีโอของเพซ ระบุว่า เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบกว่า 10 ปี
ส่วนฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์จะประกอบด้วยโรงแรม 5 ดาว "ฮานอยคอนติเนนตัลแลนด์มาร์ก" จำนวน 383 ห้อง รวม 70 ชั้น (สร้างลงใต้ดินอีก 4 ชั้น) วัดจากชั้นที่ 1 บนพื้นถึงชั้นดาดฟ้าได้ความสูงรวม 336 เมตร จะกลายเป็นอาคารสูงอันดับที่ 17 ของโลก สูงกว่าอาคารมหานครของกรุงเทพฯ 26 เมตร ปัจจุบันสร้างถึงชั้นที่ 6
วันอังคาร (22 ก.ค.) กับวันพุธที่ผ่านมา คนงานก่อสร้างเสียชีวิต เนื่องจากพลัดตกจากชั้น 5 ลงไปยังชั้น 4 ระหว่างทำงาน
โครงการฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์มูลค่า 1,050 ล้านดอลลาร์ ตั้งอยู่ในเนื้อที่รวม 46,000 ตารางเมตร สำหรับอาคารสูงมีพื้นที่ใช้ทุกชั้นรวมกันได้ 579,000 ตารางเมตร เป็นอันดับที่ 5 ในโลกประเภทอาคารเดี่ยวที่มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุด ทั้งนี้เป็นสถิติของบริษัทเจ้าของโครงการ
ในอาณาบริเวณเดียวกันยังมีอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ เป็นอาคาร 48 ชั้น 2 หลัง ปัจจุบันกำลังก่อสร้างชั้นที่ 16 และยังมีอาคาร 7 ชั้นอีกหลังเชื่อมอาคารสูงทั้ง 3 หลังเข้าเป็นอาณาบริเวณเดียวกัน เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าหรู ศูนย์บริการธุรกิจครบวงจรกับศูนย์กลางธุรกิจบันเทิงของเมืองหลวง
การก่อสร้างอาคารสูงที่สุดของกรุงฮานอยและสูงที่สุดในเวียดนามขณะนี้ มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.2553 เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 1,000 ปีการก่อตั้งนครทางลอง (Thang Long) ซึ่งก็คือที่ตั้งของเมืองหลวงเวียดนามปัจจุบันนี้
ในปัจจุบันกรุงฮานอยยังมีการก่อสร้างอาคารสูง 65 กับ 60 ชั้นอีกสองหลัง ซึ่งจะเป็นอาคารสูงอันดับสองและสามในเมืองหลวง ทั้งสองโครงการมีกำหนดเปิดใช้ในปีหน้เช่นกัน
แต่สถิติก็จะเปลี่ยนไปอีกเมื่อการก่อสร้างโครงการพอสโก-วินาเท็กซ์ทาวเวอร์ (Posco-Vinatex Tower) ขนาดความสูง 75 ชั้น ในเขต อ.ด่งดา (Dong Da) แล้วเสร็จลงในอีก 3-4 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตามไกลออกไปจากเมืองหลวง ยังมีการก่อสร้างและกำลังจะเริ่มการก่อสร้างอาคารสูงอีกหลายหลัง สูงกว่าฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์ก็คือ โครงการหวุงเต่าแลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Vung Tao Landmark Tower) ความสูง 88 ชั้น ริมหาดทรายเมืองหวุงเต่า ใน จ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า (Ba Ria-Vung Tao) ทางตอนใต้
ในนครโฮจิมินห์ก็กำลังเร่งก่อสร้างอาคารไฟแนนเชียลทาวเวอร์ความสูง 72 ชั้นอีกหลัง.
"มหานคร" สูงที่สุดในกรุงเทพฯ แต่ในฮานอยมีสูงกว่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2552 02:41 น.
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000084138
ASTVผู้จัดการออนไลน์-- อีก 2 ปีข้างหน้าในเมืองหลวงของไทยจะมีอาคารหลังใหม่สูงถึง 310 เมตร ซึ่งจะทำลายสติติความสูงของอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 แชมป์แห่งอาคารสูงปัจจุบัน แต่ในกรุงฮานอยก็กำลังเร่งก่อสร้างอาคารสูงหลังหนึ่งเพื่อเปิดใช้งานให้ทันปลายปีหน้าและจะมีความสูงมากกว่าอาคารที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ
อาคาร "มหานคร" ในย่านช่องนนทรี เมื่อสร้างแล้วเสร็จจะมีทั้งหมด 77 ชั้นสูง 310 เมตร ส่วนอาคารฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Hanoi Landmark Tower) จะมีน้อยชั้นกว่า แต่ความสูงโดยรวมสูงกว่า
อาคารฮานอยแลนด์มาร์คได้กลายเป็น "อาคารผีสิง" เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากคนงานก่อสร้างเสียชีวิต 3 คน ในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นติดต่อกันสองวัน ทางการกรุงฮานอยได้สั่งให้บริษัทเคียงนาม (Keangnam) จากเกาหลีซึ่งเป็นเจ้าของโครงการต้องตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยให้พร้อมก่อนทำการก่อสร้างต่อไป
ส่วนในกรุงเทพฯ บริษัท เพซ เดเวลลอปเมนท์ ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า โครงการอาคารมหานครมูลค่า 410 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งป็นการร่วมทุนกับบริษัท อินดัสเตรียล บิลดิ้ง คอร์ป (ไอบีซี) ของอิสราเอล จะเป็นอาคารอเนกประสงค์ ประกอบด้วยที่พักอาศัยหรู 200 ยูนิต โรงแรมระดับ 5 ดาว 150 ห้อง และศูนย์การค้า มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 2555
นายสุรพจน์ เตชะไกรศรี ซีอีโอของเพซ ระบุว่า เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ในรอบกว่า 10 ปี
ส่วนฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์จะประกอบด้วยโรงแรม 5 ดาว "ฮานอยคอนติเนนตัลแลนด์มาร์ก" จำนวน 383 ห้อง รวม 70 ชั้น (สร้างลงใต้ดินอีก 4 ชั้น) วัดจากชั้นที่ 1 บนพื้นถึงชั้นดาดฟ้าได้ความสูงรวม 336 เมตร จะกลายเป็นอาคารสูงอันดับที่ 17 ของโลก สูงกว่าอาคารมหานครของกรุงเทพฯ 26 เมตร ปัจจุบันสร้างถึงชั้นที่ 6
วันอังคาร (22 ก.ค.) กับวันพุธที่ผ่านมา คนงานก่อสร้างเสียชีวิต เนื่องจากพลัดตกจากชั้น 5 ลงไปยังชั้น 4 ระหว่างทำงาน
โครงการฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์มูลค่า 1,050 ล้านดอลลาร์ ตั้งอยู่ในเนื้อที่รวม 46,000 ตารางเมตร สำหรับอาคารสูงมีพื้นที่ใช้ทุกชั้นรวมกันได้ 579,000 ตารางเมตร เป็นอันดับที่ 5 ในโลกประเภทอาคารเดี่ยวที่มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุด ทั้งนี้เป็นสถิติของบริษัทเจ้าของโครงการ
ในอาณาบริเวณเดียวกันยังมีอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ เป็นอาคาร 48 ชั้น 2 หลัง ปัจจุบันกำลังก่อสร้างชั้นที่ 16 และยังมีอาคาร 7 ชั้นอีกหลังเชื่อมอาคารสูงทั้ง 3 หลังเข้าเป็นอาณาบริเวณเดียวกัน เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าหรู ศูนย์บริการธุรกิจครบวงจรกับศูนย์กลางธุรกิจบันเทิงของเมืองหลวง
การก่อสร้างอาคารสูงที่สุดของกรุงฮานอยและสูงที่สุดในเวียดนามขณะนี้ มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.2553 เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 1,000 ปีการก่อตั้งนครทางลอง (Thang Long) ซึ่งก็คือที่ตั้งของเมืองหลวงเวียดนามปัจจุบันนี้
ในปัจจุบันกรุงฮานอยยังมีการก่อสร้างอาคารสูง 65 กับ 60 ชั้นอีกสองหลัง ซึ่งจะเป็นอาคารสูงอันดับสองและสามในเมืองหลวง ทั้งสองโครงการมีกำหนดเปิดใช้ในปีหน้เช่นกัน
แต่สถิติก็จะเปลี่ยนไปอีกเมื่อการก่อสร้างโครงการพอสโก-วินาเท็กซ์ทาวเวอร์ (Posco-Vinatex Tower) ขนาดความสูง 75 ชั้น ในเขต อ.ด่งดา (Dong Da) แล้วเสร็จลงในอีก 3-4 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตามไกลออกไปจากเมืองหลวง ยังมีการก่อสร้างและกำลังจะเริ่มการก่อสร้างอาคารสูงอีกหลายหลัง สูงกว่าฮานอยแลนด์มาร์กทาวเวอร์ก็คือ โครงการหวุงเต่าแลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Vung Tao Landmark Tower) ความสูง 88 ชั้น ริมหาดทรายเมืองหวุงเต่า ใน จ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า (Ba Ria-Vung Tao) ทางตอนใต้
ในนครโฮจิมินห์ก็กำลังเร่งก่อสร้างอาคารไฟแนนเชียลทาวเวอร์ความสูง 72 ชั้นอีกหลัง.
Sunday, July 19, 2009
๑ ล้านชื่อจะสร้างความแตกแยกให้กับคนไทยอีกเท่าใด
ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้
แหล่งข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090714/59915/ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้.html
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมนาทางวิชาการเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” จัดโดย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยากร ได้แก่ นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์
นายสัก กล่าวว่า เรื่องการอภัยโทษนั้นคือการที่คนจะไม่รับผิดหรือพ้นจากความผิดทางอาญา โดยพิจารณาดังนี้ 1.ดูว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ การรัฐประหาร จะมีออกมาเป็นการคำสั่งคณะปฏิวัติ จะมีการสั่งนิรโทษ โดยออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพระราชกำหนดหรือในรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องอภัยโทษที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องทั่วๆ ไป ต้องมีการตรากฎหมาย เช่น การออกกฎหมายว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป เป็นอำนาจของนิติบัญญัติ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอภัยโทษที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมถือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
โดยการขอทั่วไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ต้องเป็นคดีอาญาที่ต้องมีโทษถึงที่สุดแล้ว โดยคำขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชอภัยโทษ ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ได้รับลดหย่อนกลับตัวเป็นคนดี เพื่อสามารถกลับมาสู่สังคมได้ โดยต้องมีการสำนึกในการกระทำความผิดก่อนว่า สมควรได้รับการยกเว้นโทษหรือไม่
ทั้งนี้ คำร้องขอต้องไม่กล่าวถึงความไม่ถูกต้อง และความไม่เป็นธรรมของคำพิพากษาของศาลเพราะคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น ต้องยอมรับคำพิพากษาของศาล โดยไม่โต้เถียงว่าไม่เป็นธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล
"การขอพระราชทานอภัยโทษทำได้สองช่องทาง คือ หนึ่งผ่านเรือนจำ และสองยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยในกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้เสนอเรื่องต่อพระมหากษัตริย์และทำความเห็นว่าประกอบด้วยว่าสมควรจะได้รับอภัยโทษหรือไม่ โดยต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงมาจากกรมราชทัณฑ์ประกอบมาด้วย โดยต้องเป็นนักโทษชั้นดี เพราะถ้าเป็นนักโทษชั้นเลว คงไม่ได้รับการอภัยโทษ โดยการถวายความเห็นต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อให้รัฐมนตรีและองคมนตรีพิจารณาอย่างรอบคอบได้"
ทั้งนี้ ในภาพรวมของการพระราชอภัยโทษที่รวบรวมโดยประชาชน 1 ล้านรายชื่อนั้น ถ้าดูตามคำขอพระราชทานอภัยโทษที่ให้ประชาชนลงชื่อนั้น ในคำขอสุดท้ายได้เขียนว่า“ เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ที่ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเสีย” เป็นการขอเฉพาะราย ซึ่งต้องดูว่าทำได้หรือไม่ ในเมื่ออดีตนายกฯไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับการลงโทษ แต่เป็นผู้หนีศาล
ดังนั้น เมื่อยังไม่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมตรงนี้ก็ทำให้ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ก็อาจจะไม่สามารถไปถึงการถวายความเห็น โดย รมว.ยุติธรรมและให้องคมนตรี ได้ว่าเป็นนักโทษผู้นี้มีพฤติการณ์อย่างไรสมควรที่จะได้รับการอภัยโทษหรือไม่ ดังนั้นหากดูขั้นตอนตรงนี้จะเห็นว่าไม่เป็นไปตามช่องทางตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หากดูข้อเท็จจริงที่ผ่านมาอดีตนายกฯ ได้กล่าวว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม และระบุด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมเป็น 2 มาตรฐาน และเป็นกระบวนการ“ยุติความเป็นธรรม” ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะข้อต่อสู้เหล่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) และ มาตรา 100 ของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่น่าสังเกตว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ฟ้อง คตส.ในคดีทั้งแพ่งและอาญา
โดยการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้สิทธิฟ้องบุคคลเหล่านี้ในศาลเดียวกันก็หมายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่ากระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมได้ เขาจึงใช้สิทธิฟ้องคนอื่น ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปฟ้อง แต่เวลาที่ศาลลงโทษเขา เขากลับอ้างว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม เหตุผลแบบนี้น่าจะขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่ายังมีอีกหลายคดีของอดีตนายกฯ ทั้งไม่ว่าจะเป็นคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว คดีการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงค์ให้ประเทศพม่า คดีการแปรค่าสัมปทาน ฯลฯ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต้องเข้ามาสู้คดีเหล่านี้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ได้รับการอภัยโทษทั้งหมด
"ปริญญา"เชื่อ 1ล้านชื่อขออภัยโทษกดดัน รมว.ยุติธรรม
นายปริญญา กล่าวว่า การอภัยโทษโดยทั่วไปเป็นอำนาจของประมุขของทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นระบอบใด โดยของไทยเป็นหลัก “the king can do no wrong” ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่อยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทั้งปวง หากจะมีการดำเนินใดๆ ต้องมีรัฐมนตรียุติธรรมทูลเกล้าฯ เสนอต่อพระมหากษัตริย์
การขออภัยโทษต้องเป็นไปตาม มาตรา 259 โดยต้องเป็นคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและผู้ที่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษได้จะต้องเป็นผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุพการี คู่สมรส และบุตร ดังนั้น การขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการให้ประชาชนเข้าชื่อ 1 ล้านชื่อ ยังไม่เป็นไปไปตามกฎหมาย โดยคดีที่ถึงที่สุดแล้วมีเฉพาะคดีที่ดินรัชดาเท่านั้น ส่วนคดีอื่นๆ ต้องต่อสู้ต่อไป
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการล่ารายชื่อ 1 ล้านคน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นการกดดันสถาบันหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการกดดัน รมว.ยุติธรรม มากกว่า เพราะไม่ว่ารายชื่อ 1ล้านคนจะยื่นมาทางไหน แต่สุดท้ายเรื่องก็จะส่งมาที่ รมว.ยุติธรรมที่จะเป็นผู้ยื่นถวายเรื่องต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ โดย รมว.ยุติธรรมจะเป็นผู้ถวายความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวสมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
ซึ่ง รมว.ยุติธรรม ต้องดูว่าคนที่ได้รับการเสนอชื่อมีความสำนึกต่อความผิดหรือไม่ หากเห็นว่าคุณสมบัติของนักโทษคนนั้นไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการอภัยโทษ รมว.ยุติธรรมก็น่าจะมีอำนาจที่จะไม่เสนอเรื่องพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวต่อพระมหากษัตริย์ได้ การเข้าชื่อของประชาชนที่เกิดขึ้นจะกี่ล้านคนก็ไม่มีประโยชน์ในทางกฎหมาย เพราะเป็นการเสนอที่ผิดขั้นตอนในการขอพระราชทานอภัยโทษและคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ รมว.ยุติธรรมเพียงผู้เดียว
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุสำคัญตัวต้องอยู่ในคุก
นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การพระราชทานอภัยโทษส่วนใหญ่จะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา คนที่ได้รับอภัยโทษต้องมีอยู่ในเรือนจำ ได้เฉพาะคนที่อยู่ในเรือนจำหรือคนที่ทำบริการสาธารณะ โดยการยื่นฎีกาสามารถยื่นได้หลายทาง แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีนักโทษอยู่ในเรือนจำ
โดยกรมราชทัณฑ์ต้องดูข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษเพื่อตรวจสอบประวัติ และดูว่าในช่วงที่อยู่ในเรือนจำมีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อดูว่าควรจะมีเหตุผลพิเศษที่จะได้รับลดหย่อนโทษหรือไม่
"รณกรณ์"ย้ำต้องคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขออภัยโทษได้
นายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์ กล่าวว่า ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา 3 ทาง คือ 1.การอภัยโทษ เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร โดยต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วถึงจะอภัยโทษได้ 2.การนิรโทษกรรม หมายถึง การลืมสิ่งที่ทำความผิดไว้ ใช้เมื่อสังคมเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางสังคม การนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและมีผลย้อนหลังได้ 3.การล้างมลทิน คือ การลบประวัติทะเบียนอาชญากรรม หลังจากที่บุคคลผู้นั้นพ้นโทษไปแล้ว
ทั้งนี้ การอภัยโทษมีหลักการว่า เป็นความเมตตาปราณีจากองค์รัฐถาธิปัตย์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ได้รับโทษไม่ให้รับโทษทั้งหมดหรือโทษบางส่วน โดยการอภัยโทษมี 3 ประเภท 1.ปล่อยเลย 2.ลดโทษ ลดจำนวนโทษลง 3.โทษหนักเป็นเบา เช่น จากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น
ที่ประชุมองคมนตรีพิจารณาเสนอความเห็น-ในหลวงทรงวินิจฉัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามป.วิอาญา มาตรา 261 กำหนดว่ารัฐมนตรีว่าการยุติธรรมเป็นผู้เห็นสมควรถวายคำแนะนำพระราชทานอภัยโทษแก่พระมหากษัตริย์ แต่ทำไม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ระบุว่าเรื่องดังกล่าวต้องผ่านความเห็นต่อองคมนตรีด้วย
นายสัก กล่าวว่า หลังผ่านขั้นตอนของรัฐมนตรียุติธรรม จากนั้นจะส่งไปที่สำนักงานราชเลขาธิการ จะมีกองเจ้าหน้าที่นิติการ รวบรวมเรื่องเสนอที่ประชุมองคมนตรีพิจารณา ก่อนจะส่งความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าไม่เป็นการแทรกแซง เพราะเป็นประเพณีปฏิบัติ ส่วนอำนาจวินิจฉัยเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์
นายปริญญา กล่าวเสริมว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 12 วรรค 2 ว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นพระมหากษัตริย์กรณียกิจทั้งปวงที่ทรงต้อง การคำปรึกษา ต้องเข้าใจว่าเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นไปตามกติกา อย่าพยายามดึงการเมืองเข้ามา
กมธ.พิทักษ์สถาบัน จี้รัฐแจ้งความเอาผิดถวายฎีกาช่วย"ทักษิณ"
ที่รัฐสภา พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธฑิการฯ ร่วมกันแถลงคัดค้านกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
พล.อ.อ.ณพฤษภ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯมีมติไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาจำนวน 4 ข้อ ดังนี้ 1.รัฐบาลควรตระหนักและเร่งกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อตอบโต้ ไม่ให้ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย 2.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ดูถ้อยคำเนื้อหาของการถวายฎีกาว่าหมิ่นเหม่ต่ออำนาจศาลหรือไม่ 3.ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างมีสติ ช่วยแก้ไขสิ่งที่ผิดไปไม่ให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 4.คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาร่วมปรึกษา ในกรณีการถวายฎีกา และปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสถานบันเบื้องสูง เพื่อให้ดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้อง
พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตามหลักผู้ที่จะขออภัยโทษจะต้องเป็นญาติ หรือ ผู้ต้องโทษเท่านั้น แต่กรณีนี้ เขารู้สึกหนักใจ อยากให้รัฐบาลทำให้ถูกต้อง เพราะการล่ารายชื่อเป็นเหมือนการเสี้ยมกัน ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชัดเจน หากประชาชนคนไหน เห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ก็สามารถดำเนินแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีได้ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เลขานุการคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลควรจะชี้แจงขั้นตอน และกฎเกณฑ์การถวายฎีกาที่ต้องถูกต้องว่า เป็นอย่างไร รวมถึงเผยแพร่เอกสารต้นฉบับว่า มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย ละเมิดอำนาจศาล และละเมิดสถาบันอย่างไร
ส่วนกรณีการเชิญนายกรัฐมนตรีนั้น ทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้เร่งรัดเวลา ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะ
แหล่งข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090714/59915/ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้.html
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมนาทางวิชาการเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” จัดโดย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยากร ได้แก่ นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์
นายสัก กล่าวว่า เรื่องการอภัยโทษนั้นคือการที่คนจะไม่รับผิดหรือพ้นจากความผิดทางอาญา โดยพิจารณาดังนี้ 1.ดูว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ การรัฐประหาร จะมีออกมาเป็นการคำสั่งคณะปฏิวัติ จะมีการสั่งนิรโทษ โดยออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพระราชกำหนดหรือในรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องอภัยโทษที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องทั่วๆ ไป ต้องมีการตรากฎหมาย เช่น การออกกฎหมายว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป เป็นอำนาจของนิติบัญญัติ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอภัยโทษที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมถือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
โดยการขอทั่วไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ต้องเป็นคดีอาญาที่ต้องมีโทษถึงที่สุดแล้ว โดยคำขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชอภัยโทษ ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ได้รับลดหย่อนกลับตัวเป็นคนดี เพื่อสามารถกลับมาสู่สังคมได้ โดยต้องมีการสำนึกในการกระทำความผิดก่อนว่า สมควรได้รับการยกเว้นโทษหรือไม่
ทั้งนี้ คำร้องขอต้องไม่กล่าวถึงความไม่ถูกต้อง และความไม่เป็นธรรมของคำพิพากษาของศาลเพราะคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น ต้องยอมรับคำพิพากษาของศาล โดยไม่โต้เถียงว่าไม่เป็นธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล
"การขอพระราชทานอภัยโทษทำได้สองช่องทาง คือ หนึ่งผ่านเรือนจำ และสองยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยในกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้เสนอเรื่องต่อพระมหากษัตริย์และทำความเห็นว่าประกอบด้วยว่าสมควรจะได้รับอภัยโทษหรือไม่ โดยต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงมาจากกรมราชทัณฑ์ประกอบมาด้วย โดยต้องเป็นนักโทษชั้นดี เพราะถ้าเป็นนักโทษชั้นเลว คงไม่ได้รับการอภัยโทษ โดยการถวายความเห็นต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อให้รัฐมนตรีและองคมนตรีพิจารณาอย่างรอบคอบได้"
ทั้งนี้ ในภาพรวมของการพระราชอภัยโทษที่รวบรวมโดยประชาชน 1 ล้านรายชื่อนั้น ถ้าดูตามคำขอพระราชทานอภัยโทษที่ให้ประชาชนลงชื่อนั้น ในคำขอสุดท้ายได้เขียนว่า“ เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ที่ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเสีย” เป็นการขอเฉพาะราย ซึ่งต้องดูว่าทำได้หรือไม่ ในเมื่ออดีตนายกฯไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับการลงโทษ แต่เป็นผู้หนีศาล
ดังนั้น เมื่อยังไม่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมตรงนี้ก็ทำให้ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ก็อาจจะไม่สามารถไปถึงการถวายความเห็น โดย รมว.ยุติธรรมและให้องคมนตรี ได้ว่าเป็นนักโทษผู้นี้มีพฤติการณ์อย่างไรสมควรที่จะได้รับการอภัยโทษหรือไม่ ดังนั้นหากดูขั้นตอนตรงนี้จะเห็นว่าไม่เป็นไปตามช่องทางตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หากดูข้อเท็จจริงที่ผ่านมาอดีตนายกฯ ได้กล่าวว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม และระบุด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมเป็น 2 มาตรฐาน และเป็นกระบวนการ“ยุติความเป็นธรรม” ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะข้อต่อสู้เหล่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) และ มาตรา 100 ของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่น่าสังเกตว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ฟ้อง คตส.ในคดีทั้งแพ่งและอาญา
โดยการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้สิทธิฟ้องบุคคลเหล่านี้ในศาลเดียวกันก็หมายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่ากระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมได้ เขาจึงใช้สิทธิฟ้องคนอื่น ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปฟ้อง แต่เวลาที่ศาลลงโทษเขา เขากลับอ้างว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม เหตุผลแบบนี้น่าจะขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่ายังมีอีกหลายคดีของอดีตนายกฯ ทั้งไม่ว่าจะเป็นคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว คดีการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงค์ให้ประเทศพม่า คดีการแปรค่าสัมปทาน ฯลฯ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต้องเข้ามาสู้คดีเหล่านี้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ได้รับการอภัยโทษทั้งหมด
"ปริญญา"เชื่อ 1ล้านชื่อขออภัยโทษกดดัน รมว.ยุติธรรม
นายปริญญา กล่าวว่า การอภัยโทษโดยทั่วไปเป็นอำนาจของประมุขของทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นระบอบใด โดยของไทยเป็นหลัก “the king can do no wrong” ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่อยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทั้งปวง หากจะมีการดำเนินใดๆ ต้องมีรัฐมนตรียุติธรรมทูลเกล้าฯ เสนอต่อพระมหากษัตริย์
การขออภัยโทษต้องเป็นไปตาม มาตรา 259 โดยต้องเป็นคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและผู้ที่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษได้จะต้องเป็นผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุพการี คู่สมรส และบุตร ดังนั้น การขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการให้ประชาชนเข้าชื่อ 1 ล้านชื่อ ยังไม่เป็นไปไปตามกฎหมาย โดยคดีที่ถึงที่สุดแล้วมีเฉพาะคดีที่ดินรัชดาเท่านั้น ส่วนคดีอื่นๆ ต้องต่อสู้ต่อไป
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการล่ารายชื่อ 1 ล้านคน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นการกดดันสถาบันหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการกดดัน รมว.ยุติธรรม มากกว่า เพราะไม่ว่ารายชื่อ 1ล้านคนจะยื่นมาทางไหน แต่สุดท้ายเรื่องก็จะส่งมาที่ รมว.ยุติธรรมที่จะเป็นผู้ยื่นถวายเรื่องต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ โดย รมว.ยุติธรรมจะเป็นผู้ถวายความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวสมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
ซึ่ง รมว.ยุติธรรม ต้องดูว่าคนที่ได้รับการเสนอชื่อมีความสำนึกต่อความผิดหรือไม่ หากเห็นว่าคุณสมบัติของนักโทษคนนั้นไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการอภัยโทษ รมว.ยุติธรรมก็น่าจะมีอำนาจที่จะไม่เสนอเรื่องพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวต่อพระมหากษัตริย์ได้ การเข้าชื่อของประชาชนที่เกิดขึ้นจะกี่ล้านคนก็ไม่มีประโยชน์ในทางกฎหมาย เพราะเป็นการเสนอที่ผิดขั้นตอนในการขอพระราชทานอภัยโทษและคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ รมว.ยุติธรรมเพียงผู้เดียว
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุสำคัญตัวต้องอยู่ในคุก
นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การพระราชทานอภัยโทษส่วนใหญ่จะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา คนที่ได้รับอภัยโทษต้องมีอยู่ในเรือนจำ ได้เฉพาะคนที่อยู่ในเรือนจำหรือคนที่ทำบริการสาธารณะ โดยการยื่นฎีกาสามารถยื่นได้หลายทาง แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีนักโทษอยู่ในเรือนจำ
โดยกรมราชทัณฑ์ต้องดูข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษเพื่อตรวจสอบประวัติ และดูว่าในช่วงที่อยู่ในเรือนจำมีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อดูว่าควรจะมีเหตุผลพิเศษที่จะได้รับลดหย่อนโทษหรือไม่
"รณกรณ์"ย้ำต้องคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขออภัยโทษได้
นายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์ กล่าวว่า ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา 3 ทาง คือ 1.การอภัยโทษ เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร โดยต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วถึงจะอภัยโทษได้ 2.การนิรโทษกรรม หมายถึง การลืมสิ่งที่ทำความผิดไว้ ใช้เมื่อสังคมเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางสังคม การนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและมีผลย้อนหลังได้ 3.การล้างมลทิน คือ การลบประวัติทะเบียนอาชญากรรม หลังจากที่บุคคลผู้นั้นพ้นโทษไปแล้ว
ทั้งนี้ การอภัยโทษมีหลักการว่า เป็นความเมตตาปราณีจากองค์รัฐถาธิปัตย์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ได้รับโทษไม่ให้รับโทษทั้งหมดหรือโทษบางส่วน โดยการอภัยโทษมี 3 ประเภท 1.ปล่อยเลย 2.ลดโทษ ลดจำนวนโทษลง 3.โทษหนักเป็นเบา เช่น จากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น
ที่ประชุมองคมนตรีพิจารณาเสนอความเห็น-ในหลวงทรงวินิจฉัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามป.วิอาญา มาตรา 261 กำหนดว่ารัฐมนตรีว่าการยุติธรรมเป็นผู้เห็นสมควรถวายคำแนะนำพระราชทานอภัยโทษแก่พระมหากษัตริย์ แต่ทำไม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ระบุว่าเรื่องดังกล่าวต้องผ่านความเห็นต่อองคมนตรีด้วย
นายสัก กล่าวว่า หลังผ่านขั้นตอนของรัฐมนตรียุติธรรม จากนั้นจะส่งไปที่สำนักงานราชเลขาธิการ จะมีกองเจ้าหน้าที่นิติการ รวบรวมเรื่องเสนอที่ประชุมองคมนตรีพิจารณา ก่อนจะส่งความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าไม่เป็นการแทรกแซง เพราะเป็นประเพณีปฏิบัติ ส่วนอำนาจวินิจฉัยเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์
นายปริญญา กล่าวเสริมว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 12 วรรค 2 ว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นพระมหากษัตริย์กรณียกิจทั้งปวงที่ทรงต้อง การคำปรึกษา ต้องเข้าใจว่าเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นไปตามกติกา อย่าพยายามดึงการเมืองเข้ามา
กมธ.พิทักษ์สถาบัน จี้รัฐแจ้งความเอาผิดถวายฎีกาช่วย"ทักษิณ"
ที่รัฐสภา พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธฑิการฯ ร่วมกันแถลงคัดค้านกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
พล.อ.อ.ณพฤษภ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯมีมติไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาจำนวน 4 ข้อ ดังนี้ 1.รัฐบาลควรตระหนักและเร่งกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อตอบโต้ ไม่ให้ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย 2.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ดูถ้อยคำเนื้อหาของการถวายฎีกาว่าหมิ่นเหม่ต่ออำนาจศาลหรือไม่ 3.ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างมีสติ ช่วยแก้ไขสิ่งที่ผิดไปไม่ให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 4.คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาร่วมปรึกษา ในกรณีการถวายฎีกา และปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสถานบันเบื้องสูง เพื่อให้ดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้อง
พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตามหลักผู้ที่จะขออภัยโทษจะต้องเป็นญาติ หรือ ผู้ต้องโทษเท่านั้น แต่กรณีนี้ เขารู้สึกหนักใจ อยากให้รัฐบาลทำให้ถูกต้อง เพราะการล่ารายชื่อเป็นเหมือนการเสี้ยมกัน ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชัดเจน หากประชาชนคนไหน เห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ก็สามารถดำเนินแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีได้ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เลขานุการคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลควรจะชี้แจงขั้นตอน และกฎเกณฑ์การถวายฎีกาที่ต้องถูกต้องว่า เป็นอย่างไร รวมถึงเผยแพร่เอกสารต้นฉบับว่า มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย ละเมิดอำนาจศาล และละเมิดสถาบันอย่างไร
ส่วนกรณีการเชิญนายกรัฐมนตรีนั้น ทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้เร่งรัดเวลา ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะ
ญาติดีกับมะกันแต่อย่าลืมจีนและเพื่อนบ้านใกล้ ๆ
รับรู้และเข้าใจว่านายกอยากให้ไทยกับสหรัฐกระชับความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นขึ้น แต่ก็อดเป็นห่วงไม่อยากให้เราใกล้ชิดมากเกินไปจนถึงทำให้จีนรู้สึกหวั่น ๆ เราก็น่าจะรู้ดีว่าอเมริกาเองมีนโยบายต่างประเทศที่ผันผวนมากับประเทศเล็ก ๆ สังเกตดูจากกรณีอิรัก มีประวัติในการแทรกแซงประเทศอื่น ๆ อยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีตและปัจจุบันก็ยังมีอยู่ กรณีจีน อิหร่าน และฮอนดูรัสดูท่าจะเป็นเรื่องที่อเมริกาปฏิเสธได้ยาก ดีหน่อยที่สือส่วนใหญ่เป็นค่ายตะวันตกไม่ค่อยตามข่าวกันมากนัก ไทยและอาเซียนต้องหนักแน่นในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เน้นเสถียรภาพของรัฐชาติ และให้เกียรติไม่แทรกแซงการเมืองภายในของประเทศอื่นอย่างจริงใจ อีกอย่างจีนก็มีความสำคัญในการแลกเปลี่ยนช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านี้ไม่น้อยควรคบหากับจีนไว้
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:18:21 น. มติชนออนไลน์
source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248009597&grpid=00&catid=06
"มาร์ค"ลุ้น"ฮิลลารี"กล่อมผู้นำสหรัฐฯเยือนไทยปลายปี "กษิต"เผยรมต.อาเซียนคุยก่อการร้ายนอกรอบ
นายกฯหวัง"ฮิลลารี คลินตัน"กล่อม"โอบามา"มาเยือนไทยช่วงปลายปี กระชับสัมพันธ์-หารือสองผู้นำ เปิดประเด็นหารือรมว.ต่างประเทศมะกัน ตั้งแต่"ความมั่นคงภูมิภาค-พม่า-ไข้หวัด2009-นิวเคลียร์เกาหลีเหนือ" "กษิต"เผยที่ประชุมรมต.อาเซียนจะคุยปัญหาก่อการร้ายนอกรอบด้วย
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมคณะ เดินทางมา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองภูเก็ต เพื่อรับฟังบรรยายสรุปการทำงานของกองกำลังตำรวจในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า ภูเก็ต ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยมี พล.ต.ท.สัญฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต บรรยายสรุป เบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติ หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่างๆ
อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมกลางกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียแล้ว พล.ต.อ.พัชรวาทได้สั่งเพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการดูแลนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงโรงแรมสำคัญที่เกี่ยวข้อง
พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวว่า นางฮิลลารียังคงยืนยันเข้าร่วมการประชุม และจะนำชุดรักษาความปลอดภัยร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งสองประเทศจะทำงานคู่ขนานกันไป มั่นใจว่ามาตรการของฝ่ายไทยนั้นมีความเข้มแข็งมากพอ
ทางด้านนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทย เดินทางถึงโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า ภูเก็ต เพื่อตรวจความพร้อมด้านสถานที่ จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าภาพอาเซียนมีความพร้อมในทุกด้านแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ประมาท ทุกอย่างเตรียมการไว้อย่างเต็มที่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกฝ่ายเป็นห่วงกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และเรื่องนักโทษทางการเมืองในพม่า นายกษิตกล่าวว่า เรื่องนี้จะหารือกันในเย็นวันนี้ (19 ก.ค.) ที่เรียกกันว่า การประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ ASEAN Regional Forum - ARF จะเป็นการหารือเรื่องต่างๆ ที่ค่อนข้างอ่อนไหวและเป็นเรื่องภายในแต่ละประเทศสมาชิกในลักษณะไม่เป็นทางการ รวมถึงประเด็นหลักของโลกคือ ปัญหาการก่อการร้าย
นายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน กล่าวว่า คณะทำงานยกร่างกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน จะพบกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อนำเสนอรายงานฉบับสุดท้าย เชื่อว่าการประชุมที่ จ.ภูเก็ต ครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทุกประเทศจะให้ความเห็นชอบร่างดังกล่าว และในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ จะสามารถจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนได้ ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียและประเทศญี่ปุ่นยืนยันเข้าร่วมการประชุมแน่นอน ยกเว้น 4 ประเทศที่ไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม คือ แคนาดา เกาหลีเหนือ ปากัวนิวกีนี และมองโกเลีย ส่วนผู้แทนประเทศรัสเซีย มองโกเลีย และสหรัฐอเมริกา จะใช้โอกาสการประชุมนี้เดินทางเยือนประเทศไทย โดยจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย
นายวิทวัสกล่าวถึงประเด็นเรื่องเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) และการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (PMC) มักหารือเรื่องการใช้นิวเคลียร์ในทางสันติ และอยากให้ประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทั้ง 5 ชาติที่ครอบครองอยู่ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหราชอาณาจักร เข้ามาเป็นภาคีสมาชิกกับอาเซียนที่จะหารือต่อไปเกี่ยวกับการใช้นิวเคลียร์เป็นพลังงานในอนาคต นอกจากนี้ที่ประชุมยังจะหยิบยกเรื่องคาบสมุทรเกาหลีมาหารือด้วย
ในช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม และผู้นำเหล่าทัพ มาตรวจความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันพรุ่งนี้ (20 กรกฎาคม)
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตลอดทั้งวัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาทยอยเข้าพักในโรงแรมในเครือลากูน่าภูเก็ต ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเพิ่มความเข้มงวดกวดขันตรวจสอบยานพาหนะและบุคคลมากขึ้น ตั้งแต่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ไปโรงแรมที่ประชุมและที่พัก โดยเฉพาะโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูนา ภูเก็ต สถานที่ประชุม มีทหารหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดนำอุปกรณ์ตรวจสอบกระเป๋าเดินทางของบุคคลสำคัญทุกระดับ รวมถึงตรวจกล้องสื่อมวลชน ส่วนพื้นที่จัดประชุมเป็นพื้นที่หวงห้ามสูงสุด ไม่อนุญาตให้สื่อเข้าไปสังเกตการณ์ แต่จะมีช่างภาพนิ่งและวิดิโอที่กรมสารนิเทศถ่ายทำให้มาโหลดเก็บไว้ในเว็บไซต์หรือคอมพิวเตอร์ให้สื่อนำไปใช้งาน
ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.11) ตอนหนึ่งถึงการพบกับนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 21 กรกฎาคม ที่กรุงเทพฯ คาดว่าจะหารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ บทบาทของสหรัฐต่อภูมิภาค อีกทั้งจะทาบทามนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ มาเยือนไทยด้วย ซึ่งนายโอบามาจะมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิค (เอเปค) ที่สิงคโปร์ในปลายปี 2552 หากสามารถมาเยือนไทยได้ก็จะช่วยกระชับความสัมพันธ์
นายสมศักดิ์ สุริยวงศ์ อธิบดีกรมพิธีการทูต กล่าวว่า นางฮิลลารีจะมาถึงไทย เวลา 15.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม คาดว่าจะเข้าพบเพื่อหารือกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.00 น. จะหยิบยกเรื่องความมั่นคงภายในภูมิภาคอาเซียน สถานการณ์ในพม่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือมาหารือ ตลอดจนหารือเรื่องความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐ ก่อนเดินทางมา จ.ภูเก็ต เข้าพักที่โรงแรมดุสิตธานีลากูนา ส่วนวันที่ 24 กรกฎาคม นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย จะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาล
นพ.จิรชัย อมรไพโรจน์ นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ในภาพรวมจะมีเงินสะพัดจำนวนมาก แม้จะเป็นระยะสั้นก็ตาม หลังจากช่วงที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 20% อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งจังหวัด 40% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ความวุ่นวายในประเทศ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009
นายสมบูรณ์ จิรายุส นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตอนนี้ที่พัก ต.เชิงทะเล ถูกจองที่พักเต็มหมด ทั้งจากคณะผู้เข้าร่วมประชุม ผู้ติดตาม ทหาร ตำรวจ สื่อมวลชน หากการประชุมเสร็จไปได้ด้วยความเรียบร้อย จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาภูเก็ตมากขึ้น
นายดิษฐพงศ์ หรือธนภัทร โชคณาพิทักษ์ เพื่อนสนิทนายกฤษ ศรีฟ้า อดีต ส.ส.พังงา พรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวถามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา แม้จะอยู่กรุงเทพฯ แต่หน่วยข่าวยังเข้าใจว่ากลุ่มเสื้อแดงนัดประชุมที่บ้านพักของตนในพื้นที่แพปลา อ.คุระบุรี ขอบอกเลยว่าใครจะปัญญาอ่อนไปเคลื่อนไหวให้ทุบหม้อข้าวของตัวเอง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างนี้ ทำให้รู้สึกอึกอัดและรำคราญ กระทบวิถีชีวิตปกติ
พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ขณะร่วมกับ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก เดินทางมาตรวจความพร้อมที่ จ.ภูเก็ต ว่า ทุกอย่างพร้อมและเรียบร้อยดี คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามทุกฝ่ายที่เข้ามาใน จ.ภูเก็ต ว่ามีใครแปลกปลอมเข้ามาบ้าง เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานทุกระยะ มั่นใจว่าการประชุมในครั้งนี้น่าจะเรียบร้อยค่อนข้างจะ 100%
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:18:21 น. มติชนออนไลน์
source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248009597&grpid=00&catid=06
"มาร์ค"ลุ้น"ฮิลลารี"กล่อมผู้นำสหรัฐฯเยือนไทยปลายปี "กษิต"เผยรมต.อาเซียนคุยก่อการร้ายนอกรอบ
นายกฯหวัง"ฮิลลารี คลินตัน"กล่อม"โอบามา"มาเยือนไทยช่วงปลายปี กระชับสัมพันธ์-หารือสองผู้นำ เปิดประเด็นหารือรมว.ต่างประเทศมะกัน ตั้งแต่"ความมั่นคงภูมิภาค-พม่า-ไข้หวัด2009-นิวเคลียร์เกาหลีเหนือ" "กษิต"เผยที่ประชุมรมต.อาเซียนจะคุยปัญหาก่อการร้ายนอกรอบด้วย
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมคณะ เดินทางมา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองภูเก็ต เพื่อรับฟังบรรยายสรุปการทำงานของกองกำลังตำรวจในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า ภูเก็ต ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยมี พล.ต.ท.สัญฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต บรรยายสรุป เบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติ หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่างๆ
อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมกลางกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียแล้ว พล.ต.อ.พัชรวาทได้สั่งเพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการดูแลนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงโรงแรมสำคัญที่เกี่ยวข้อง
พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวว่า นางฮิลลารียังคงยืนยันเข้าร่วมการประชุม และจะนำชุดรักษาความปลอดภัยร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งสองประเทศจะทำงานคู่ขนานกันไป มั่นใจว่ามาตรการของฝ่ายไทยนั้นมีความเข้มแข็งมากพอ
ทางด้านนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทย เดินทางถึงโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า ภูเก็ต เพื่อตรวจความพร้อมด้านสถานที่ จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าภาพอาเซียนมีความพร้อมในทุกด้านแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ประมาท ทุกอย่างเตรียมการไว้อย่างเต็มที่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกฝ่ายเป็นห่วงกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และเรื่องนักโทษทางการเมืองในพม่า นายกษิตกล่าวว่า เรื่องนี้จะหารือกันในเย็นวันนี้ (19 ก.ค.) ที่เรียกกันว่า การประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ ASEAN Regional Forum - ARF จะเป็นการหารือเรื่องต่างๆ ที่ค่อนข้างอ่อนไหวและเป็นเรื่องภายในแต่ละประเทศสมาชิกในลักษณะไม่เป็นทางการ รวมถึงประเด็นหลักของโลกคือ ปัญหาการก่อการร้าย
นายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน กล่าวว่า คณะทำงานยกร่างกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน จะพบกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อนำเสนอรายงานฉบับสุดท้าย เชื่อว่าการประชุมที่ จ.ภูเก็ต ครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทุกประเทศจะให้ความเห็นชอบร่างดังกล่าว และในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ จะสามารถจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนได้ ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียและประเทศญี่ปุ่นยืนยันเข้าร่วมการประชุมแน่นอน ยกเว้น 4 ประเทศที่ไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม คือ แคนาดา เกาหลีเหนือ ปากัวนิวกีนี และมองโกเลีย ส่วนผู้แทนประเทศรัสเซีย มองโกเลีย และสหรัฐอเมริกา จะใช้โอกาสการประชุมนี้เดินทางเยือนประเทศไทย โดยจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย
นายวิทวัสกล่าวถึงประเด็นเรื่องเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) และการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (PMC) มักหารือเรื่องการใช้นิวเคลียร์ในทางสันติ และอยากให้ประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทั้ง 5 ชาติที่ครอบครองอยู่ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหราชอาณาจักร เข้ามาเป็นภาคีสมาชิกกับอาเซียนที่จะหารือต่อไปเกี่ยวกับการใช้นิวเคลียร์เป็นพลังงานในอนาคต นอกจากนี้ที่ประชุมยังจะหยิบยกเรื่องคาบสมุทรเกาหลีมาหารือด้วย
ในช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม และผู้นำเหล่าทัพ มาตรวจความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันพรุ่งนี้ (20 กรกฎาคม)
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตลอดทั้งวัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาทยอยเข้าพักในโรงแรมในเครือลากูน่าภูเก็ต ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเพิ่มความเข้มงวดกวดขันตรวจสอบยานพาหนะและบุคคลมากขึ้น ตั้งแต่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ไปโรงแรมที่ประชุมและที่พัก โดยเฉพาะโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูนา ภูเก็ต สถานที่ประชุม มีทหารหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดนำอุปกรณ์ตรวจสอบกระเป๋าเดินทางของบุคคลสำคัญทุกระดับ รวมถึงตรวจกล้องสื่อมวลชน ส่วนพื้นที่จัดประชุมเป็นพื้นที่หวงห้ามสูงสุด ไม่อนุญาตให้สื่อเข้าไปสังเกตการณ์ แต่จะมีช่างภาพนิ่งและวิดิโอที่กรมสารนิเทศถ่ายทำให้มาโหลดเก็บไว้ในเว็บไซต์หรือคอมพิวเตอร์ให้สื่อนำไปใช้งาน
ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.11) ตอนหนึ่งถึงการพบกับนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 21 กรกฎาคม ที่กรุงเทพฯ คาดว่าจะหารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ บทบาทของสหรัฐต่อภูมิภาค อีกทั้งจะทาบทามนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ มาเยือนไทยด้วย ซึ่งนายโอบามาจะมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิค (เอเปค) ที่สิงคโปร์ในปลายปี 2552 หากสามารถมาเยือนไทยได้ก็จะช่วยกระชับความสัมพันธ์
นายสมศักดิ์ สุริยวงศ์ อธิบดีกรมพิธีการทูต กล่าวว่า นางฮิลลารีจะมาถึงไทย เวลา 15.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม คาดว่าจะเข้าพบเพื่อหารือกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 17.00 น. จะหยิบยกเรื่องความมั่นคงภายในภูมิภาคอาเซียน สถานการณ์ในพม่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือมาหารือ ตลอดจนหารือเรื่องความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐ ก่อนเดินทางมา จ.ภูเก็ต เข้าพักที่โรงแรมดุสิตธานีลากูนา ส่วนวันที่ 24 กรกฎาคม นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย จะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาล
นพ.จิรชัย อมรไพโรจน์ นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ในภาพรวมจะมีเงินสะพัดจำนวนมาก แม้จะเป็นระยะสั้นก็ตาม หลังจากช่วงที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 20% อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งจังหวัด 40% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ความวุ่นวายในประเทศ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009
นายสมบูรณ์ จิรายุส นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตอนนี้ที่พัก ต.เชิงทะเล ถูกจองที่พักเต็มหมด ทั้งจากคณะผู้เข้าร่วมประชุม ผู้ติดตาม ทหาร ตำรวจ สื่อมวลชน หากการประชุมเสร็จไปได้ด้วยความเรียบร้อย จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาภูเก็ตมากขึ้น
นายดิษฐพงศ์ หรือธนภัทร โชคณาพิทักษ์ เพื่อนสนิทนายกฤษ ศรีฟ้า อดีต ส.ส.พังงา พรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวถามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา แม้จะอยู่กรุงเทพฯ แต่หน่วยข่าวยังเข้าใจว่ากลุ่มเสื้อแดงนัดประชุมที่บ้านพักของตนในพื้นที่แพปลา อ.คุระบุรี ขอบอกเลยว่าใครจะปัญญาอ่อนไปเคลื่อนไหวให้ทุบหม้อข้าวของตัวเอง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างนี้ ทำให้รู้สึกอึกอัดและรำคราญ กระทบวิถีชีวิตปกติ
พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ขณะร่วมกับ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก เดินทางมาตรวจความพร้อมที่ จ.ภูเก็ต ว่า ทุกอย่างพร้อมและเรียบร้อยดี คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามทุกฝ่ายที่เข้ามาใน จ.ภูเก็ต ว่ามีใครแปลกปลอมเข้ามาบ้าง เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานทุกระยะ มั่นใจว่าการประชุมในครั้งนี้น่าจะเรียบร้อยค่อนข้างจะ 100%
Thursday, July 16, 2009
ตัวจริงนิติภูมิ คือใคร วาระซ้อนเร้นชองเขาคืออะไร
ผมเคยชื่นชมคุณนิติภูมิมานานเพราะความรู้เรื่องต่างประเทศที่หาตัวจับยาก (ในสมัยที่ผมยังไม่มีความรู้เรื่องต่างประเทศอะไรเลย) แต่พักหลังผมได้ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับคุณนิติภูมิในเรื่องการเสนอตัวทางการเมือง ผมไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนะและไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งเพื่อพิสูจน์อะไรมากเพราะฉะนั้นผมไม่สามารถยืนยันอะไรได้แต่ที่ยืนยันได้คือเป็นแค่ข่าวทางหนังสือพิมพ์ คุณนิติภูมิจะผิดหรือไม่ผิดอีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อมาอ่านบทความล่าสุดนี้แล้วผมบอกได้เลยว่าศรัทธามันหมดไปแล้วเพราะคุณนิติภูมิเขียนคอลัมน์อย่างมีประเด็นซ้อนเร้น ในย่อหน้าสุดท้ายคุณกำลังส่งสัญญาณถึงใครหรือเปล่า
"ประเทศใดมีรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งโง่ ทั้งบ้า อาจจะนำพาประเทศ ชาติบ้านเมืองนั้นให้ตกต่ำอย่างสวีเดนได้ และจะอาจผลักชาติที่เคยเป็นรองอย่างเขมร ให้เขยิบสถานะขึ้นมายิ่งใหญ่แทน เหมือนอย่างพวกรัสเซียนี่ ก็เป็นไปได้."
ผมเดาเอาเองนะว่าคุณกำลังโจมตีคุณกษิตซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยอยู่หรือเปล่า โดยใช้เหตุการณ์ที่สรรหามาในอดีต คุณโจมตีที่ไม่มีผลประโยชน์อย่างคุณกษิต คนที่ได้รับผลกรรมคือคุณครับ มิใช่คุณกษิต ต้องกลับไปถามคุณเองนั่นแหละว่าคุณมีวาระซ้อนเร้นอะไรหรือเปล่า
ใครว่าคนกล้า นั่นมันไอ้บ้า!
http://www.thairath.co.th/content/oversea/19708
หนูอ่านหนังสือเจอ ความหนาวมากๆ ทำให้หูและจมูกของคนหลุดได้ พวกหนูเถียงกันในห้อง บ้างว่าเป็นไปไม่ได้ คุณลุงนิติภูมิช่วยตัดสินหน่อยค่ะ
ในฐานะที่เคยอยู่ในดินแดนหนาวมากมาก่อน ลุงนิติภูมิตอบโดยไม่ต้องออกแขกได้เลยว่า เป็นไปได้ครับ ยกตัวอย่างบันทึกของทหารในกองทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ที่ยกทัพมาตีรัสเซียโดยไม่ดู ตาม้าตาเรือ สุดท้ายกองทัพของสวีเดน ซึ่งเป็นมหาอำนาจของยุโรปในสมัยนั้น ก็แพ้เพราะหนาว
บันทึกของนายทหารสวีเดนชื่อคาร์ล คลิงส์เปอร์ ผู้ถูกหิมะกัดจนเสียนิ้วไป 2 นิ้วกับหูข้างหนึ่ง เขียนว่า "การรบ (กับรัสเซีย) เป็นแค่เกมของเด็กๆไปซะแล้ว เมื่อเปรียบกับพายุหิมะ รอบตัวพวกเรามีแต่สัตว์ที่แข็งตายอยู่กลางทุ่ง (ปีนี้อากาศหนาวขนาด) นกตกลงมาตายเหมือนถูกยิง เราเจ็บปวดถึงกับน้ำตาไหล เมื่อเห็นเพื่อนทหารเป็นร้อยคนขอให้ทหารเสนารักษ์ตัดมือและเท้าที่โดนความหนาวซะจนกลายเป็นสีขาวทิ้ง ส่วนหูและปลายจมูกของทหารหลุดไปโดยที่ไม่ต้องใช้มีดตัดซะด้วยซ้ำ"
"ตอนนี้ เมื่อเราออกไปฆ่าศัตรู (ซึ่งเป็นทหารรัสเซีย) เราไม่ได้ฆ่าเพื่อความสะใจซะแล้ว แต่พวกเราฆ่าเพื่อที่จะได้เอาเสื้อผ้าเครื่องแบบของพวกมันมาใช้ใส่กันหนาว เหมือนกับที่เราฆ่าสัตว์เพื่อเอาหนังสัตว์มาใช้ห่ม (กันหนาว) นั่นแหละ"
ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระของไทย สมัยนั้น หนึ่งในมหาอำนาจชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบยุโรปคือสวีเดน ส่วนรัสเซียเป็นเผ่าพันธุ์ ที่ยังไม่เก่ง รบกะใครแพ้หมด แม้แต่เผ่าพันธุ์เอเชียอย่างพวกมองโกเลียก็รบชนะและเป็นเจ้าอาณานิคมของพวกรัสเซียอยู่ตั้งนาน 200 ปี คนเอเชียมองโกลขี่ม้ามาจับเอาพวกผู้หญิงรัสเซียสาวๆ สวยๆ ไปบำเรอกามและเป็นทาสรับใช้ ตอนนั้น ยังไม่มีใครมองออกเลยว่า อนาคตข้างหน้า รัสเซียจะสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจได้
สมัยก่อนตอนโน้น มหาอำนาจสวีเดนมีอิทธิพลในดินแดนที่ปัจจุบันนี้เป็นสวีเดน ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย และรัสเซียบางส่วน
ต่อมา ชาติที่เป็นแต่แค่ลูกไล่ ไม่เคยรบชนะใครอย่างรัสเซียก็มีผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นมา ทรงพระนามว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เตโช ฮุน เซ็น เอ๊ยไม่ใช่ ฮุน เซ็น เป็นผู้นำเขมรที่นายกษิต ภิรมย์ เคยด่าว่าไอ้กุ๊ย ส่วนผู้นำรัสเซีย สมัยนั้นคือ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์สร้างเมืองหลวงใหม่คือ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเลบอลติก และอยู่ภายใต้อิทธิพลของสวีเดน การจะเอาที่ดินตรงนี้มาทำเมืองหลวงใหม่ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 จำเป็นต้องขับอิทธิพลของสวีเดนออกไป
และนี่แหละครับ คือที่มาของการยกทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 มาตีรัสเซีย กองทัพสวีเดนมีทหารมากถึง 51,000 นาย หลังจากเข้ามารบชนะรัสเซียที่ยุทธการโฮโลว์ซินแล้ว พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 ก็ยกทัพเข้ามาเตรียมซัดกรุงมอสโก
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 เป็นคนบุ่มบ่าม จะทำ จะพูดอะไร ก้าวร้าว ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ฟังคำทัดทานของใคร มีแต่เรื่องกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงอยู่ ร่ำไป ทะเลาะกับเพื่อนบ้านทุกชาติ ไม่ว่าเดนมาร์ก โปแลนด์ ลิทัวเนีย แม้ แต่แซกโซนีแทน
พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 ของรัสเซียสั่งให้ถอนกำลัง ขณะถอน ก็ให้ จุดไฟเผาบ้านเรือน ทำลายข้าวปลาอาหาร ทำลายเครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่าง เมื่อทหารของมหาอำนาจสวีเดนบุกเข้ามาถึงเมืองของรัสเซีย ก็เจอแต่เมืองร้าง หาสถานที่กำบังเพื่อประทังความหนาวไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพไปที่อูเครนแทน ไปถึงอูเครนเดือนพฤศจิกายน อากาศตอนนั้นหนาวมาก แถมไม่มีบ้านช่องให้เข้าไปซุกหัวนอน
แค่เปลี่ยนเส้นทางเดินทางทัพและไปเจออากาศหนาวมากเพียงครั้งเดียว ทำให้ทหารหมดแรงและถูกหิมะกัดตายไปกว่า 2 พัน ที่เหลือก็พิการ ทหารบางคนตายเพราะเข้าไปผิงไฟ การเข้าไปผิงไฟอย่างฉับพลันทันทีทำให้ตายได้ เพราะอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างไว ร่างกายปรับไม่ทัน เลือดโดนอุณหภูมิก็ขยายตัวไวมาก ไหลเข้าไปในเส้นเลือดที่ยังหดตัวอยู่ เส้นเลือดขยายไม่ทันเลือด ทำให้ตายกันเยอะ
อากาศหนาวจัดทำให้ม้าที่ใช้ขี่ และวัวที่ใช้ลากปืนใหญ่ตายไปทีละตัวสองตัว ไม่มีสัตว์ลากปืนใหญ่ จะใช้แรงงานทหาร ทหารก็เดี้ยง แถมดินปืนก็เปียก ปืนใหญ่ของสวีเดนที่ขนไปมากมายหลายกระบอกใช้การไม่ได้ กลายเป็นภาระต้องทิ้ง
กว่าจะพ้นฤดูหนาว เข้าฤดูใบไม้ผลิ กองทัพสวีเดนเหลือทหารเพียง 2 หมื่นนาย ไอ้ที่เหลือมีชีวิตอยู่นี่ก็พิการซะมากกว่า 1 ใน 3 เมื่อเปิดยุทธการโปลตาวากับรัสเซีย มหาอำนาจสวีเดนก็จึงแพ้อย่างราบคาบ
การแพ้ที่ยุทธการโปลตาวาทำให้สวีเดนหมดความเป็นมหาอำนาจ ส่วนรัสเซียก็เขยิบกระเถิบขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทน
ประเทศใดมีรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งโง่ ทั้งบ้า อาจจะนำพาประเทศ ชาติบ้านเมืองนั้นให้ตกต่ำอย่างสวีเดนได้ และจะอาจผลักชาติที่เคยเป็นรองอย่างเขมร ให้เขยิบสถานะขึ้นมายิ่งใหญ่แทน เหมือนอย่างพวกรัสเซียนี่ ก็เป็นไปได้.
นิติภูมิ นวรัตน์
แต่เมื่อมาอ่านบทความล่าสุดนี้แล้วผมบอกได้เลยว่าศรัทธามันหมดไปแล้วเพราะคุณนิติภูมิเขียนคอลัมน์อย่างมีประเด็นซ้อนเร้น ในย่อหน้าสุดท้ายคุณกำลังส่งสัญญาณถึงใครหรือเปล่า
"ประเทศใดมีรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งโง่ ทั้งบ้า อาจจะนำพาประเทศ ชาติบ้านเมืองนั้นให้ตกต่ำอย่างสวีเดนได้ และจะอาจผลักชาติที่เคยเป็นรองอย่างเขมร ให้เขยิบสถานะขึ้นมายิ่งใหญ่แทน เหมือนอย่างพวกรัสเซียนี่ ก็เป็นไปได้."
ผมเดาเอาเองนะว่าคุณกำลังโจมตีคุณกษิตซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยอยู่หรือเปล่า โดยใช้เหตุการณ์ที่สรรหามาในอดีต คุณโจมตีที่ไม่มีผลประโยชน์อย่างคุณกษิต คนที่ได้รับผลกรรมคือคุณครับ มิใช่คุณกษิต ต้องกลับไปถามคุณเองนั่นแหละว่าคุณมีวาระซ้อนเร้นอะไรหรือเปล่า
ใครว่าคนกล้า นั่นมันไอ้บ้า!
http://www.thairath.co.th/content/oversea/19708
หนูอ่านหนังสือเจอ ความหนาวมากๆ ทำให้หูและจมูกของคนหลุดได้ พวกหนูเถียงกันในห้อง บ้างว่าเป็นไปไม่ได้ คุณลุงนิติภูมิช่วยตัดสินหน่อยค่ะ
ในฐานะที่เคยอยู่ในดินแดนหนาวมากมาก่อน ลุงนิติภูมิตอบโดยไม่ต้องออกแขกได้เลยว่า เป็นไปได้ครับ ยกตัวอย่างบันทึกของทหารในกองทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ที่ยกทัพมาตีรัสเซียโดยไม่ดู ตาม้าตาเรือ สุดท้ายกองทัพของสวีเดน ซึ่งเป็นมหาอำนาจของยุโรปในสมัยนั้น ก็แพ้เพราะหนาว
บันทึกของนายทหารสวีเดนชื่อคาร์ล คลิงส์เปอร์ ผู้ถูกหิมะกัดจนเสียนิ้วไป 2 นิ้วกับหูข้างหนึ่ง เขียนว่า "การรบ (กับรัสเซีย) เป็นแค่เกมของเด็กๆไปซะแล้ว เมื่อเปรียบกับพายุหิมะ รอบตัวพวกเรามีแต่สัตว์ที่แข็งตายอยู่กลางทุ่ง (ปีนี้อากาศหนาวขนาด) นกตกลงมาตายเหมือนถูกยิง เราเจ็บปวดถึงกับน้ำตาไหล เมื่อเห็นเพื่อนทหารเป็นร้อยคนขอให้ทหารเสนารักษ์ตัดมือและเท้าที่โดนความหนาวซะจนกลายเป็นสีขาวทิ้ง ส่วนหูและปลายจมูกของทหารหลุดไปโดยที่ไม่ต้องใช้มีดตัดซะด้วยซ้ำ"
"ตอนนี้ เมื่อเราออกไปฆ่าศัตรู (ซึ่งเป็นทหารรัสเซีย) เราไม่ได้ฆ่าเพื่อความสะใจซะแล้ว แต่พวกเราฆ่าเพื่อที่จะได้เอาเสื้อผ้าเครื่องแบบของพวกมันมาใช้ใส่กันหนาว เหมือนกับที่เราฆ่าสัตว์เพื่อเอาหนังสัตว์มาใช้ห่ม (กันหนาว) นั่นแหละ"
ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระของไทย สมัยนั้น หนึ่งในมหาอำนาจชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบยุโรปคือสวีเดน ส่วนรัสเซียเป็นเผ่าพันธุ์ ที่ยังไม่เก่ง รบกะใครแพ้หมด แม้แต่เผ่าพันธุ์เอเชียอย่างพวกมองโกเลียก็รบชนะและเป็นเจ้าอาณานิคมของพวกรัสเซียอยู่ตั้งนาน 200 ปี คนเอเชียมองโกลขี่ม้ามาจับเอาพวกผู้หญิงรัสเซียสาวๆ สวยๆ ไปบำเรอกามและเป็นทาสรับใช้ ตอนนั้น ยังไม่มีใครมองออกเลยว่า อนาคตข้างหน้า รัสเซียจะสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจได้
สมัยก่อนตอนโน้น มหาอำนาจสวีเดนมีอิทธิพลในดินแดนที่ปัจจุบันนี้เป็นสวีเดน ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย และรัสเซียบางส่วน
ต่อมา ชาติที่เป็นแต่แค่ลูกไล่ ไม่เคยรบชนะใครอย่างรัสเซียก็มีผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นมา ทรงพระนามว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เตโช ฮุน เซ็น เอ๊ยไม่ใช่ ฮุน เซ็น เป็นผู้นำเขมรที่นายกษิต ภิรมย์ เคยด่าว่าไอ้กุ๊ย ส่วนผู้นำรัสเซีย สมัยนั้นคือ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์สร้างเมืองหลวงใหม่คือ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเลบอลติก และอยู่ภายใต้อิทธิพลของสวีเดน การจะเอาที่ดินตรงนี้มาทำเมืองหลวงใหม่ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 จำเป็นต้องขับอิทธิพลของสวีเดนออกไป
และนี่แหละครับ คือที่มาของการยกทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 มาตีรัสเซีย กองทัพสวีเดนมีทหารมากถึง 51,000 นาย หลังจากเข้ามารบชนะรัสเซียที่ยุทธการโฮโลว์ซินแล้ว พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 ก็ยกทัพเข้ามาเตรียมซัดกรุงมอสโก
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 เป็นคนบุ่มบ่าม จะทำ จะพูดอะไร ก้าวร้าว ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ฟังคำทัดทานของใคร มีแต่เรื่องกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงอยู่ ร่ำไป ทะเลาะกับเพื่อนบ้านทุกชาติ ไม่ว่าเดนมาร์ก โปแลนด์ ลิทัวเนีย แม้ แต่แซกโซนีแทน
พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 ของรัสเซียสั่งให้ถอนกำลัง ขณะถอน ก็ให้ จุดไฟเผาบ้านเรือน ทำลายข้าวปลาอาหาร ทำลายเครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่าง เมื่อทหารของมหาอำนาจสวีเดนบุกเข้ามาถึงเมืองของรัสเซีย ก็เจอแต่เมืองร้าง หาสถานที่กำบังเพื่อประทังความหนาวไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพไปที่อูเครนแทน ไปถึงอูเครนเดือนพฤศจิกายน อากาศตอนนั้นหนาวมาก แถมไม่มีบ้านช่องให้เข้าไปซุกหัวนอน
แค่เปลี่ยนเส้นทางเดินทางทัพและไปเจออากาศหนาวมากเพียงครั้งเดียว ทำให้ทหารหมดแรงและถูกหิมะกัดตายไปกว่า 2 พัน ที่เหลือก็พิการ ทหารบางคนตายเพราะเข้าไปผิงไฟ การเข้าไปผิงไฟอย่างฉับพลันทันทีทำให้ตายได้ เพราะอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างไว ร่างกายปรับไม่ทัน เลือดโดนอุณหภูมิก็ขยายตัวไวมาก ไหลเข้าไปในเส้นเลือดที่ยังหดตัวอยู่ เส้นเลือดขยายไม่ทันเลือด ทำให้ตายกันเยอะ
อากาศหนาวจัดทำให้ม้าที่ใช้ขี่ และวัวที่ใช้ลากปืนใหญ่ตายไปทีละตัวสองตัว ไม่มีสัตว์ลากปืนใหญ่ จะใช้แรงงานทหาร ทหารก็เดี้ยง แถมดินปืนก็เปียก ปืนใหญ่ของสวีเดนที่ขนไปมากมายหลายกระบอกใช้การไม่ได้ กลายเป็นภาระต้องทิ้ง
กว่าจะพ้นฤดูหนาว เข้าฤดูใบไม้ผลิ กองทัพสวีเดนเหลือทหารเพียง 2 หมื่นนาย ไอ้ที่เหลือมีชีวิตอยู่นี่ก็พิการซะมากกว่า 1 ใน 3 เมื่อเปิดยุทธการโปลตาวากับรัสเซีย มหาอำนาจสวีเดนก็จึงแพ้อย่างราบคาบ
การแพ้ที่ยุทธการโปลตาวาทำให้สวีเดนหมดความเป็นมหาอำนาจ ส่วนรัสเซียก็เขยิบกระเถิบขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทน
ประเทศใดมีรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งโง่ ทั้งบ้า อาจจะนำพาประเทศ ชาติบ้านเมืองนั้นให้ตกต่ำอย่างสวีเดนได้ และจะอาจผลักชาติที่เคยเป็นรองอย่างเขมร ให้เขยิบสถานะขึ้นมายิ่งใหญ่แทน เหมือนอย่างพวกรัสเซียนี่ ก็เป็นไปได้.
นิติภูมิ นวรัตน์
Tuesday, July 14, 2009
หวัดหมู ยังไงก็ยังมืดแปดด้าน
ผมอ่านเรื่องหวัดหมูจาก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7998624/A7998624.html แล้วมีข้อสรูปอย่างนี้ครับ
๑. ยังไงคุณก็ต้องป้องกันตัวเองอย่างที่สุด เช่น การใส่หน้ากาก ล้างมือ หลีกเลี้ยงบริเวณ หรือแหล่งที่สงสัยว่ามีเชื่อโรค สถานที่ปิด เป็นต้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
๒ หวัดนี้ร้าย ติดเร็วและติดง่ายโดยไม่จำเป็นว่าคุณเป็นใครและไม่มีวัคซีนและยารักษา
๓ ภาครัฐได้เพียงแค่ประกาศปิดสำนักงาน หรือให้ประชาชนหลีกเลี่ยง และออกมาตรการขั่นเด็ดขาด เช่น สั่งปิดสำนักงาน องค์กรราชการ และขั้นสุดท้ายสั่งปิดประเทศ ซึ่งผมยังนึกไม่ออกว่าที่สื่อพูดมามันทำได้ยังไง
๑. ยังไงคุณก็ต้องป้องกันตัวเองอย่างที่สุด เช่น การใส่หน้ากาก ล้างมือ หลีกเลี้ยงบริเวณ หรือแหล่งที่สงสัยว่ามีเชื่อโรค สถานที่ปิด เป็นต้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
๒ หวัดนี้ร้าย ติดเร็วและติดง่ายโดยไม่จำเป็นว่าคุณเป็นใครและไม่มีวัคซีนและยารักษา
๓ ภาครัฐได้เพียงแค่ประกาศปิดสำนักงาน หรือให้ประชาชนหลีกเลี่ยง และออกมาตรการขั่นเด็ดขาด เช่น สั่งปิดสำนักงาน องค์กรราชการ และขั้นสุดท้ายสั่งปิดประเทศ ซึ่งผมยังนึกไม่ออกว่าที่สื่อพูดมามันทำได้ยังไง
หวัดหมู ความเป็นจริง ความตื่นตระหนก และที่สำคัญบทบาทของสื่อ
หวัดหมู อาจไม่ใช่เรื่องหมูเพราะสื่อแขนงต่าง ๆ ออกมาเรียกร้องกดดันให้ฝ่ายรัฐบาลออกมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดโรคหวัดชนิดนี้ ซึ่งสื่อแขนงต่าง ๆ ได้พุ่งเป้าไปที่ความล้มเหลวของรัฐบาลในการประเมินโรคหวัดชนิดนี้ตำ่เกินไปและเป็นสาเหตุให้ประชาชนไม่ระวังตัวเองและเชื่อหวัดแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สื่อต้องรัฐบาลต้องทำก็ควรทำและออกมาตรการที่ป้องกันและแก้ไขอย่างเต็มที่และสิ่งที่สื่อต้องเข้าใจก็คือการรายงานข่าวตามความเป็นจริงและไม่ก่อให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดต่อไป
คำถามต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผู้อ่านควรหาคำตอบ
๑ ภาครัฐได้ทำหน้าที่เฝ้าระวังหวัดชนิดนี้และทำการป้องกันกันอย่างเต็มที่หรือไม่ เราเคยทำสำเร็จในเรื่องซาร์ เรื่องหวัดนก
๒ สื่อได้นำเสนอข่าวตามความเป็นจริงหรือไม่เพียงพอ หรือว่าเกินจริงเพื่อสร้างความตระหนกตกใจ
๓ สถิติคนป่วยและคนเสียชีิวิตจากโรคนี้ของไทยอยู่ในระดับที่เท่าใด มีความรุนแรงอยู่ในระดับใด
๔ เมื่อดูสถิติแล้ว เหตุการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไรบ้าง และลองศึกษากรณีของเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพทางการแพทย์ด้อยกว่าเราว่ามีศักยภาพในการจัดการกับโรคนี้ได้อย่างไร
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079567
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2552 19:21 น.
“มาร์ค” ออกหน้าจอช่อง 11 รณรงค์คนไทยป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 อนุมัติงบอีก 250 ล้านบาท ซื้อยา 10 ล้านเม็ด ยันไทยยังไม่ถึงขั้นต้องปิดประเทศ หรือต้องงดกิจกรรมสังคม และไม่ถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนทั้งหมด ยังยึดมาตรการคัดกรองกันผู้ป่วยพักผ่อนอยู่บ้านเป็นหลัก รับเชื้อกลายพันธุ์เป็นเรื่องเฝ้าระวัง เลิกรายงานตัวเลขแบบรายวัน เหลือแค่รายสัปดาห์ เลี่ยงพูดข้อบกพร่อง อ้างไม่อยากให้ถูกมองเบี่ยงประเด็น พร้อมระบุยังไม่มีผู้นำอาเซียนปฏิเสธถกอาเซียนในไทย
“มาร์ค” ออกช่อง 11 แจกแจงชาวบ้านกันไข้หวัด 2009
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า คืนนี้ (14 ก.ค.) เวลา 20.30 น.จะมีรายการพิเศษเกี่ยวกับโรคนี้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ตนได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดทำคู่มือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน มาตรการที่สำคัญที่สุด คือ การดูแลคนป่วยที่นอกเหนือจากการที่ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลให้อยู่กับบ้าน
ส่วนกรณีของนักเรียนนั้น ได้เน้นย้ำไปแล้วว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องอนุญาตผ่อนผันในเรื่องของการลาเรียน โดยจะขยายเรื่องนี้ไปรวมถึงการทำงานของส่วนราชการและเอกชน ว่า คนที่มีอาการป่วยให้ลาหยุดงานได้โดยไม่เสียสิทธิ์ และไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อประโยชน์การชะลอการแพร่เชื้อและกันให้คนที่มีอาการป่วยพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ส่วนผู้ปกครองที่ร้องเรียน ว่า มีปัญหาว่าหากบุตรหลานป่วยและถูกส่งกลับบ้าน โดยที่ผู้ปกครองลางานไม่ได้นั้น ครม.ได้ออกมติ ครม.ในการช่วยเหลือข้างต้นแล้ว
อนุมัติงบ 250 ล.ซื้อยา 10 ล้านเม็ด
“กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรึกษาองค์การอนามัยโลก เสมอๆ ว่า หากทำอย่างนั้นอาจจะมีการตีความ ว่า ไทยปิดบังข้อมูล แต่จริงๆ แล้วมาตรฐานในหลายประเทศที่ดำเนินการเรื่องนี้ หากมาถึงขั้นนี้จะไม่มีการรายงานตัวเลขเหมือนที่ไทยกระทำอยู่ในวันนี้ แต่ไทยได้หารือกับองค์การอนามัยโลกแล้ว เพื่อที่จะได้แนวทางเหมาะสมในการปฏิบัติ โดยแนวทางการรักษาโรคนี้นั้น ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 250 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อยา 10 ล้านเม็ด และอนุมัติหลักการอีก 600 ล้านบาท ในการจัดหาวัคซีนที่น่าจะมาถึงไทยในช่วงเดือน ต.ค.” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า โรคนี้มีรายงานว่า ผู้ป่วยในไทยดื้อยาบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่มี แต่เรื่องดื้อยานั้น จะมียาสำรองไว้อีกชุดหนึ่ง ได้สั่งการให้ สธ.ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะที่ผ่านมาเน้นย้ำไปตลอด ว่า ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะมีข้อค้นพบเพิ่ม ว่า ไวรัสตัวนี้สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจที่เร็วกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และใช้เวลาไม่นานในการเข้าสู่ปอด หากไวรัสเข้าสู่ปอดแล้วอาการจะหนักกว่าปกติ และย้ำไปอีกว่า ต้องศึกษาลักษณะของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพราะตัวเลขที่มีอยู่ในตอนนี้ ประโยชน์ที่ได้รับ คือ นำมาวิเคราะห์
เมื่อถามว่า เชื้อโรคนี้จะกลายพันธุ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่พบ แต่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีแนวทางให้ระวังและไม่ประมาท ในการสั่งยา เพราะประเทศที่เริ่มพบโรคนี้มีปัญหาว่าจ่ายยาเกินเลยกว่าโรคนี้ ตนย้ำว่า ปัญหานี้แก้ไขอย่างไรก็จะไม่หมดไปในระยะเวลาสั้นๆ เพราะทั่วโลกคาดหมายกันว่าโรคนี้จะระบาดไปถึงปีหน้า อีกทั้งประเทศเมืองหนาวกังวลว่า ในฤดูหนาวนี้การระบาดของโรคนี้อาจรุนแรงขึ้น
ย้ำยังไม่ถึงขั้นปิด ร.ร.ทั่วประเทศ
เมื่อถามว่า กทม.สั่งปิดโรงเรียนในสังกัด กทม.แล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ การดูแลเรื่องนี้ต้องใช้ระบบคัดกรองที่เริ่มปฏิบัติตั้งแต่การประชุม ครม.ครั้งที่แล้ว ฉะนั้น นักเรียนที่มาเรียนแล้วมีปัญหา คือ เป็นไข้ก็ต้องถูกส่งกลับบ้าน ส่วนที่เหลือก็เรียนไปตามปกติ หากโรงเรียนใดมีการแพร่ระบาดชัดเจน คือ มีอัตราการป่วยเกินสัดส่วน ใช้ดุลพินิจสั่งปิดโรงเรียนได้ หากจำเป็นอีก คือ มีการระบาดหลายโรงเรียนในเขตนั้นๆ สูงขึ้น ก็มอบให้เขตการศึกษาในพื้นที่นั้นๆ สั่งปิดโรงเรียนได้ ยืนยันว่า จะไม่ใช้มาตรการปิดโรงเรียนทั้งหมด เพราะคิดว่าหากสภาพแวดล้อมของโรงเรียนนั้นๆ การควบคุมจะติดตามได้จากมาตรการกลั่นกรอง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การติดโรคนี้โดยทั่วไปนั้น ครม.กังวลมากที่สุด คือ ไม่มีหลักประกัน ว่าคนที่ติดเชื้อโรคนี้แล้วอยู่บ้านหรือไม่ มันคือปัญหาใหญ่ หากมีการสั่งปิดโรงเรียนแล้ว นักเรียนไปอยู่ที่ร้านเกม หรือไปโรงเรียนกวดวิชา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตนจึงบอกไปว่ามาตรการสำคัญที่สุดคือทุกองค์กรและทุกหน่วยงานต้องเน้นย้ำให้ผู้ป่วยอยู่กับบ้าน
รักษาตามอาการ-ลดรายงานตัวเองเป็นต่อสัปดาห์
เมื่อถามว่า มีข้อเสนอให้จัดโครงการ Big Cleaning Day ในทุกหน่วยงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ขอให้ทุกหน่วยงานทำความสะอาดสถานที่เป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ปัญหาการให้ดำเนินการในโครงการข้างต้น ที่ต้องปิดหน่วยงานต่างๆ พร้อมกัน เพื่อทำความสะอาดใน 2-3 วันนั้นไม่เพียงพอ ฉะนั้น ขอให้มาตรฐานการดูแลการรักษาความสะอาดในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญของทุกหน่วยงาน โดยต้องดำเนินการต่อเนื่อง ยอมรับว่า การระบาดของโรคนี้มาจากการเดินทางของประชาชนเป็นสำคัญ
เมื่อถามว่า การระบาดของโรคนี้ในไทยอยู่ในระดับใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ในระดับเดิม โดยหลายประเทศเป็นอยู่ เช่น อังกฤษนั้นในช่วงที่โรคนี้อยู่ระดับเดียวกับไทย อังกฤษเปลี่ยนสภาวะ จากที่เคยเน้นการบรรเทา หรือจำกัดการแพร่ระบาด โดยเปลี่ยนมาเน้นการดูแลรักษาผู้ป่วย มาตรการที่นำออกมาใช้ คือ ยกเลิกแถลงข่าวรายวัน โดยเปลี่ยนเป็นแถลงข่าวรายสัปดาห์แทน รวมทั้งไม่มีการตรวจเชื้อในทุกกรณี อีกทั้งยังขอให้แพทย์รักษาตามอาการ เนื่องจากการตรวจสอบในทุกกรณี จะใช้เวลาเยอะ และมีปัญหาด้านการไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการแถลงตัวเลขในขั้นนี้ ทำให้เกิดการสับสนด้านการตีความไปต่างๆ นานา
อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้ดำเนินการแบบอังกฤษ แต่ต้องไปทำความเข้าใจด้านการดูแลรักษา ที่ตอนนี้แนวทางของไทยเริ่มคล้ายคลึงกับอังกฤษ คือ ไม่จำเป็นต้องตรวจเชื้อ แต่ต้องรักษาตามอาการเพื่อที่จะได้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วยิ่งขึ้น
ระบุไทยยังไม่ถึงจุดต้องงดกิจกรรมทางสังคม
เมื่อถามว่า ครม.จะมีมติให้ระงับกิจกรรมทางสังคมซึ่งหลายประเทศดำเนินการแล้ว เพราะเป็นแหล่งสำคัญในการแพร่เชื้อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอย้ำว่ากิจกรรมทางสังคมหากถึงขั้นต้องปิดนั้น จะมีมาตรฐานในการดำเนินการอยู่ ส่วนการตั้งคำถามว่าบางประเทศใช้มาตรการนี้แล้วนั้น ขอเรียนว่าไทยยังไม่ไปถึงจุดนั้น จึงไม่แนะนำให้ดำเนินการเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทางสังคมนั้น ประชาชนทุกคนที่เข้าไปร่วมต้องทราบเป็นพิเศษ ว่า มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เช่น การไปชมคอนเสิร์ต เป็นต้น ส่วนการสวมหน้ากากอนามัยนั้น ขอย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลต้องใส่ทุกคน ตอนนี้โรงพยาบาลแยกจัดสถานที่ในการแยกผู้ป่วยโรคไข้หวัดออกมาจากผู้ป่วยโรคอื่นแล้ว รวมทั้งคนป่วยทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัย ส่วนประชาชนที่อยู่ในชุมชนและพาหนะที่มีการสัญจรเยอะ ก็ควรใส่หน้ากากอนามัยเช่นกัน แต่ประชาชนทุกคนยังไม่จำเป็นต้องใส่ เว้นแต่ไปประกอบกิจกรรมทางสังคมที่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเด็ดขาดมาใช้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ใช่ แต่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับมาตรการต่างๆ ตามความเหมาะสม และความรุนแรงของสถานการณ์ สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน
ไม่พูดข้อบกพร่องอ้างไม่อยากให้มองว่าเบี่ยงประเด็น
เมื่อถามว่า มาตรการของรัฐบาลในวันนี้และที่ผ่านมานั้น จะชี้แจงกับญาติของผู้ที่เสียชีวิตของโรคนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครอยากให้มีการเสียชีวิต สิ่งที่บุคลากรของ สธ.ทุกคนต้องดำเนินการ คือ ดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดเพราะไวรัสตัวนี้ ไม่มีใครมีภูมิคุ้มกัน เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็มีความพยายามเต็มที่ โดยระบบที่ตนให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูแลในกรณีที่มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นนั้น ก็มีความพร้อมแล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อเปรียบเทียบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการระบาด แต่ไม่มีใครเสียชีวิตจากโรคนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าไปดูการรวบรวมสถิติในเรื่องนี้ ต้องไปดูระบบการรายงาน โดยการเปรียบเทียบระหว่างประเทศให้ดูปัจจัยอะไรบ้าง แต่เราก็พยายามให้ สธ. ดูว่าตัวเลขที่ไม่ดีมีปัจจัยมากจากอะไร
เมื่อถามว่า ที่ผ่านการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ อึ้งไปสักระยะและกล่าวว่า หากตนพูดไปก็จะหาว่าพยายามเบี่ยงประเด็น ขอย้ำว่าผู้ติดเชื้อหากเทียบกับอัตราการเสียชีวิตของไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.4 และ 10 ประเทศในโลกที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงสุดจากโรคนี้ ไม่มีไทยอยู่ในนั้น ส่วนที่ระบุว่าไทยมีผู้เสียชีวิตอันดับ7ของโลกนั้น เป็นการเทียบเคียงกับจำนวนประชากรเพราะ ประเทศที่มีประชากร 60ล้านคนกับประเทศที่มีประชากรไม่กี่แสนคนนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกันมันก็ลำบาก และควรไปดูว่าจีนทำอย่างไร เพราะมีตัวเลขการติดเชื้อและเสียชีวิตที่ต่ำมาก ทั้งๆ ที่มีประชากรเยอะ และตนสั่งการให้ สธ.ไปดำเนินการแล้ว
ยันหวัด 2009 ไม่กระทบถกอาเซียน
เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไทยยังอยู่ในค่าเฉลี่ยของโลก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นนิดหน่อย เพราะการยืนยันการตรวจเชื้อไม่ได้กระทำในทุกกรณีเหมือนที่ผ่านมาแล้ว แต่สั่งการให้ติดตามรายละเอียดทั้งหมดไม่ใช่ให้ติดตามเพียงแค่ขององค์การอนามัยโลกอย่างเดียว การติดเชื้อในตอนนี้หลายประเทศบอกว่าต้องคูณ 20 เข้าไป หากเป็นของไทยที่มีผู้เชื้ออยู่ในห้องปฏิบัติการ 4,000 คนนั้น ต้องคูณ 20 เข้าไปด้วย
เมื่อถามว่า โรคนี้จะส่งผลกระทบกับการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณในการเลื่อนประชุม ทุกอย่างยังพร้อมอยู่ เพราะแนวทางที่ไทยปฏิบัติอยู่นั้น องค์การอนามัยโลกบอกว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
เมื่อถามว่า หาก ครม.คนใดคนหนึ่งติดเชื้อจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน รัฐมนตรีก็เป็นคนหนึ่งเหมือนประชาชน เมื่อถามว่า การันตีการทำงานของ สธ.หรือไม่ว่ามีคุณภาพ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดเอง แต่องค์การอนามัยโลกที่เดินทางมาไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยืนยันว่าแนวทางของไทยนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดการระบาด มีการเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่มันต้องย้อนมาปรับปรุง เช่น บางเรื่องที่เราไม่มีความรู้มาก่อน ก็เพิ่งมาเรียนรู้กัน ไม่ว่าประเทศใดก็เพิ่งรู้กัน เช่น โรคนี้คนอ้วนมีความเสี่ยงสูง โรคนี้มันทำลายระบบหายใจที่ต่างกันไป เรื่องแบบนี้เพิ่งรู้และได้มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น
คำถามต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผู้อ่านควรหาคำตอบ
๑ ภาครัฐได้ทำหน้าที่เฝ้าระวังหวัดชนิดนี้และทำการป้องกันกันอย่างเต็มที่หรือไม่ เราเคยทำสำเร็จในเรื่องซาร์ เรื่องหวัดนก
๒ สื่อได้นำเสนอข่าวตามความเป็นจริงหรือไม่เพียงพอ หรือว่าเกินจริงเพื่อสร้างความตระหนกตกใจ
๓ สถิติคนป่วยและคนเสียชีิวิตจากโรคนี้ของไทยอยู่ในระดับที่เท่าใด มีความรุนแรงอยู่ในระดับใด
๔ เมื่อดูสถิติแล้ว เหตุการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไรบ้าง และลองศึกษากรณีของเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพทางการแพทย์ด้อยกว่าเราว่ามีศักยภาพในการจัดการกับโรคนี้ได้อย่างไร
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079567
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2552 19:21 น.
“มาร์ค” ออกหน้าจอช่อง 11 รณรงค์คนไทยป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 อนุมัติงบอีก 250 ล้านบาท ซื้อยา 10 ล้านเม็ด ยันไทยยังไม่ถึงขั้นต้องปิดประเทศ หรือต้องงดกิจกรรมสังคม และไม่ถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนทั้งหมด ยังยึดมาตรการคัดกรองกันผู้ป่วยพักผ่อนอยู่บ้านเป็นหลัก รับเชื้อกลายพันธุ์เป็นเรื่องเฝ้าระวัง เลิกรายงานตัวเลขแบบรายวัน เหลือแค่รายสัปดาห์ เลี่ยงพูดข้อบกพร่อง อ้างไม่อยากให้ถูกมองเบี่ยงประเด็น พร้อมระบุยังไม่มีผู้นำอาเซียนปฏิเสธถกอาเซียนในไทย
“มาร์ค” ออกช่อง 11 แจกแจงชาวบ้านกันไข้หวัด 2009
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า คืนนี้ (14 ก.ค.) เวลา 20.30 น.จะมีรายการพิเศษเกี่ยวกับโรคนี้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ตนได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดทำคู่มือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน มาตรการที่สำคัญที่สุด คือ การดูแลคนป่วยที่นอกเหนือจากการที่ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลให้อยู่กับบ้าน
ส่วนกรณีของนักเรียนนั้น ได้เน้นย้ำไปแล้วว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องอนุญาตผ่อนผันในเรื่องของการลาเรียน โดยจะขยายเรื่องนี้ไปรวมถึงการทำงานของส่วนราชการและเอกชน ว่า คนที่มีอาการป่วยให้ลาหยุดงานได้โดยไม่เสียสิทธิ์ และไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อประโยชน์การชะลอการแพร่เชื้อและกันให้คนที่มีอาการป่วยพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ส่วนผู้ปกครองที่ร้องเรียน ว่า มีปัญหาว่าหากบุตรหลานป่วยและถูกส่งกลับบ้าน โดยที่ผู้ปกครองลางานไม่ได้นั้น ครม.ได้ออกมติ ครม.ในการช่วยเหลือข้างต้นแล้ว
อนุมัติงบ 250 ล.ซื้อยา 10 ล้านเม็ด
“กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรึกษาองค์การอนามัยโลก เสมอๆ ว่า หากทำอย่างนั้นอาจจะมีการตีความ ว่า ไทยปิดบังข้อมูล แต่จริงๆ แล้วมาตรฐานในหลายประเทศที่ดำเนินการเรื่องนี้ หากมาถึงขั้นนี้จะไม่มีการรายงานตัวเลขเหมือนที่ไทยกระทำอยู่ในวันนี้ แต่ไทยได้หารือกับองค์การอนามัยโลกแล้ว เพื่อที่จะได้แนวทางเหมาะสมในการปฏิบัติ โดยแนวทางการรักษาโรคนี้นั้น ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 250 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อยา 10 ล้านเม็ด และอนุมัติหลักการอีก 600 ล้านบาท ในการจัดหาวัคซีนที่น่าจะมาถึงไทยในช่วงเดือน ต.ค.” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า โรคนี้มีรายงานว่า ผู้ป่วยในไทยดื้อยาบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่มี แต่เรื่องดื้อยานั้น จะมียาสำรองไว้อีกชุดหนึ่ง ได้สั่งการให้ สธ.ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะที่ผ่านมาเน้นย้ำไปตลอด ว่า ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะมีข้อค้นพบเพิ่ม ว่า ไวรัสตัวนี้สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจที่เร็วกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และใช้เวลาไม่นานในการเข้าสู่ปอด หากไวรัสเข้าสู่ปอดแล้วอาการจะหนักกว่าปกติ และย้ำไปอีกว่า ต้องศึกษาลักษณะของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพราะตัวเลขที่มีอยู่ในตอนนี้ ประโยชน์ที่ได้รับ คือ นำมาวิเคราะห์
เมื่อถามว่า เชื้อโรคนี้จะกลายพันธุ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่พบ แต่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีแนวทางให้ระวังและไม่ประมาท ในการสั่งยา เพราะประเทศที่เริ่มพบโรคนี้มีปัญหาว่าจ่ายยาเกินเลยกว่าโรคนี้ ตนย้ำว่า ปัญหานี้แก้ไขอย่างไรก็จะไม่หมดไปในระยะเวลาสั้นๆ เพราะทั่วโลกคาดหมายกันว่าโรคนี้จะระบาดไปถึงปีหน้า อีกทั้งประเทศเมืองหนาวกังวลว่า ในฤดูหนาวนี้การระบาดของโรคนี้อาจรุนแรงขึ้น
ย้ำยังไม่ถึงขั้นปิด ร.ร.ทั่วประเทศ
เมื่อถามว่า กทม.สั่งปิดโรงเรียนในสังกัด กทม.แล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ การดูแลเรื่องนี้ต้องใช้ระบบคัดกรองที่เริ่มปฏิบัติตั้งแต่การประชุม ครม.ครั้งที่แล้ว ฉะนั้น นักเรียนที่มาเรียนแล้วมีปัญหา คือ เป็นไข้ก็ต้องถูกส่งกลับบ้าน ส่วนที่เหลือก็เรียนไปตามปกติ หากโรงเรียนใดมีการแพร่ระบาดชัดเจน คือ มีอัตราการป่วยเกินสัดส่วน ใช้ดุลพินิจสั่งปิดโรงเรียนได้ หากจำเป็นอีก คือ มีการระบาดหลายโรงเรียนในเขตนั้นๆ สูงขึ้น ก็มอบให้เขตการศึกษาในพื้นที่นั้นๆ สั่งปิดโรงเรียนได้ ยืนยันว่า จะไม่ใช้มาตรการปิดโรงเรียนทั้งหมด เพราะคิดว่าหากสภาพแวดล้อมของโรงเรียนนั้นๆ การควบคุมจะติดตามได้จากมาตรการกลั่นกรอง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การติดโรคนี้โดยทั่วไปนั้น ครม.กังวลมากที่สุด คือ ไม่มีหลักประกัน ว่าคนที่ติดเชื้อโรคนี้แล้วอยู่บ้านหรือไม่ มันคือปัญหาใหญ่ หากมีการสั่งปิดโรงเรียนแล้ว นักเรียนไปอยู่ที่ร้านเกม หรือไปโรงเรียนกวดวิชา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตนจึงบอกไปว่ามาตรการสำคัญที่สุดคือทุกองค์กรและทุกหน่วยงานต้องเน้นย้ำให้ผู้ป่วยอยู่กับบ้าน
รักษาตามอาการ-ลดรายงานตัวเองเป็นต่อสัปดาห์
เมื่อถามว่า มีข้อเสนอให้จัดโครงการ Big Cleaning Day ในทุกหน่วยงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ขอให้ทุกหน่วยงานทำความสะอาดสถานที่เป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ปัญหาการให้ดำเนินการในโครงการข้างต้น ที่ต้องปิดหน่วยงานต่างๆ พร้อมกัน เพื่อทำความสะอาดใน 2-3 วันนั้นไม่เพียงพอ ฉะนั้น ขอให้มาตรฐานการดูแลการรักษาความสะอาดในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญของทุกหน่วยงาน โดยต้องดำเนินการต่อเนื่อง ยอมรับว่า การระบาดของโรคนี้มาจากการเดินทางของประชาชนเป็นสำคัญ
เมื่อถามว่า การระบาดของโรคนี้ในไทยอยู่ในระดับใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ในระดับเดิม โดยหลายประเทศเป็นอยู่ เช่น อังกฤษนั้นในช่วงที่โรคนี้อยู่ระดับเดียวกับไทย อังกฤษเปลี่ยนสภาวะ จากที่เคยเน้นการบรรเทา หรือจำกัดการแพร่ระบาด โดยเปลี่ยนมาเน้นการดูแลรักษาผู้ป่วย มาตรการที่นำออกมาใช้ คือ ยกเลิกแถลงข่าวรายวัน โดยเปลี่ยนเป็นแถลงข่าวรายสัปดาห์แทน รวมทั้งไม่มีการตรวจเชื้อในทุกกรณี อีกทั้งยังขอให้แพทย์รักษาตามอาการ เนื่องจากการตรวจสอบในทุกกรณี จะใช้เวลาเยอะ และมีปัญหาด้านการไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการแถลงตัวเลขในขั้นนี้ ทำให้เกิดการสับสนด้านการตีความไปต่างๆ นานา
อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้ดำเนินการแบบอังกฤษ แต่ต้องไปทำความเข้าใจด้านการดูแลรักษา ที่ตอนนี้แนวทางของไทยเริ่มคล้ายคลึงกับอังกฤษ คือ ไม่จำเป็นต้องตรวจเชื้อ แต่ต้องรักษาตามอาการเพื่อที่จะได้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วยิ่งขึ้น
ระบุไทยยังไม่ถึงจุดต้องงดกิจกรรมทางสังคม
เมื่อถามว่า ครม.จะมีมติให้ระงับกิจกรรมทางสังคมซึ่งหลายประเทศดำเนินการแล้ว เพราะเป็นแหล่งสำคัญในการแพร่เชื้อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอย้ำว่ากิจกรรมทางสังคมหากถึงขั้นต้องปิดนั้น จะมีมาตรฐานในการดำเนินการอยู่ ส่วนการตั้งคำถามว่าบางประเทศใช้มาตรการนี้แล้วนั้น ขอเรียนว่าไทยยังไม่ไปถึงจุดนั้น จึงไม่แนะนำให้ดำเนินการเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทางสังคมนั้น ประชาชนทุกคนที่เข้าไปร่วมต้องทราบเป็นพิเศษ ว่า มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เช่น การไปชมคอนเสิร์ต เป็นต้น ส่วนการสวมหน้ากากอนามัยนั้น ขอย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลต้องใส่ทุกคน ตอนนี้โรงพยาบาลแยกจัดสถานที่ในการแยกผู้ป่วยโรคไข้หวัดออกมาจากผู้ป่วยโรคอื่นแล้ว รวมทั้งคนป่วยทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัย ส่วนประชาชนที่อยู่ในชุมชนและพาหนะที่มีการสัญจรเยอะ ก็ควรใส่หน้ากากอนามัยเช่นกัน แต่ประชาชนทุกคนยังไม่จำเป็นต้องใส่ เว้นแต่ไปประกอบกิจกรรมทางสังคมที่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเด็ดขาดมาใช้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ใช่ แต่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับมาตรการต่างๆ ตามความเหมาะสม และความรุนแรงของสถานการณ์ สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน
ไม่พูดข้อบกพร่องอ้างไม่อยากให้มองว่าเบี่ยงประเด็น
เมื่อถามว่า มาตรการของรัฐบาลในวันนี้และที่ผ่านมานั้น จะชี้แจงกับญาติของผู้ที่เสียชีวิตของโรคนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครอยากให้มีการเสียชีวิต สิ่งที่บุคลากรของ สธ.ทุกคนต้องดำเนินการ คือ ดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดเพราะไวรัสตัวนี้ ไม่มีใครมีภูมิคุ้มกัน เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็มีความพยายามเต็มที่ โดยระบบที่ตนให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูแลในกรณีที่มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นนั้น ก็มีความพร้อมแล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อเปรียบเทียบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการระบาด แต่ไม่มีใครเสียชีวิตจากโรคนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าไปดูการรวบรวมสถิติในเรื่องนี้ ต้องไปดูระบบการรายงาน โดยการเปรียบเทียบระหว่างประเทศให้ดูปัจจัยอะไรบ้าง แต่เราก็พยายามให้ สธ. ดูว่าตัวเลขที่ไม่ดีมีปัจจัยมากจากอะไร
เมื่อถามว่า ที่ผ่านการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ อึ้งไปสักระยะและกล่าวว่า หากตนพูดไปก็จะหาว่าพยายามเบี่ยงประเด็น ขอย้ำว่าผู้ติดเชื้อหากเทียบกับอัตราการเสียชีวิตของไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.4 และ 10 ประเทศในโลกที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงสุดจากโรคนี้ ไม่มีไทยอยู่ในนั้น ส่วนที่ระบุว่าไทยมีผู้เสียชีวิตอันดับ7ของโลกนั้น เป็นการเทียบเคียงกับจำนวนประชากรเพราะ ประเทศที่มีประชากร 60ล้านคนกับประเทศที่มีประชากรไม่กี่แสนคนนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกันมันก็ลำบาก และควรไปดูว่าจีนทำอย่างไร เพราะมีตัวเลขการติดเชื้อและเสียชีวิตที่ต่ำมาก ทั้งๆ ที่มีประชากรเยอะ และตนสั่งการให้ สธ.ไปดำเนินการแล้ว
ยันหวัด 2009 ไม่กระทบถกอาเซียน
เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไทยยังอยู่ในค่าเฉลี่ยของโลก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นนิดหน่อย เพราะการยืนยันการตรวจเชื้อไม่ได้กระทำในทุกกรณีเหมือนที่ผ่านมาแล้ว แต่สั่งการให้ติดตามรายละเอียดทั้งหมดไม่ใช่ให้ติดตามเพียงแค่ขององค์การอนามัยโลกอย่างเดียว การติดเชื้อในตอนนี้หลายประเทศบอกว่าต้องคูณ 20 เข้าไป หากเป็นของไทยที่มีผู้เชื้ออยู่ในห้องปฏิบัติการ 4,000 คนนั้น ต้องคูณ 20 เข้าไปด้วย
เมื่อถามว่า โรคนี้จะส่งผลกระทบกับการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณในการเลื่อนประชุม ทุกอย่างยังพร้อมอยู่ เพราะแนวทางที่ไทยปฏิบัติอยู่นั้น องค์การอนามัยโลกบอกว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
เมื่อถามว่า หาก ครม.คนใดคนหนึ่งติดเชื้อจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน รัฐมนตรีก็เป็นคนหนึ่งเหมือนประชาชน เมื่อถามว่า การันตีการทำงานของ สธ.หรือไม่ว่ามีคุณภาพ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดเอง แต่องค์การอนามัยโลกที่เดินทางมาไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยืนยันว่าแนวทางของไทยนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดการระบาด มีการเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่มันต้องย้อนมาปรับปรุง เช่น บางเรื่องที่เราไม่มีความรู้มาก่อน ก็เพิ่งมาเรียนรู้กัน ไม่ว่าประเทศใดก็เพิ่งรู้กัน เช่น โรคนี้คนอ้วนมีความเสี่ยงสูง โรคนี้มันทำลายระบบหายใจที่ต่างกันไป เรื่องแบบนี้เพิ่งรู้และได้มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น
Thursday, July 9, 2009
ใครกันแน่ที่ปิดสนามบินและใครที่อยู่เบื้องหลังการล้มการประชุมอาเซียน
"ประพันธ์" เหน็บ "มาร์ค" อย่าดีแต่หล่อ ยัดข้อหา "ก่อการร้าย" ใส่ร้าย "พันธมิตรฯ"
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077797
"ประพันธ์" เหน็บ "มาร์ค" อย่าดีแต่หล่อ ยัดข้อหา "ก่อการร้าย" ใส่ร้าย "พันธมิตรฯ" ชี้ "ม็อบแดงถ่อย" ล้มประชุมอาเซียนที่พัทยา ต่างหากเรียกกบฏ ระบุหมายจับคลุมเครือว่าผิดมาตราใด ย้ำพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่รบ.ทรราช ไม่ได้สั่งปิดสนามบิน ยัน 16 ก.ค.นี้ ตบเท้าพบพนักงานสอบสวน ปัดทุกข้อกล่าวหาเป็นเท็จ ด้าน "พล.อ.กิตติศักดิ์" ลั่นอย่าป้ายสีพันธมิตรฯ เผยโฉมไอ้โม่งตัวจริงที่สั่งปิดสนามบิน
รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 9 กรกฎาคม โดยนายเติมศักดิ์ จารุปราน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษารับมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ร่วมพูดคุยถึงความไม่ชอบธรรมของพนักงานสอบสวนที่ตั้งขอหาเกินจริง
นายประพันธ์ กล่าวว่า หมายเรียกของพนักงานสอบสวน ที่ตั้งข้อหาก่อการร้ายทั้งคดีที่ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทุกข้อกล่าวหาล้วนเป็นการกล่าวหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเท็จทั้งสิ้น รวมถึงข้อกล่าวหาในหมายเรียกไม่ได้ระบุว่ากระทำผิดฐานใดมาตราอะไร ซึ่งเท่าที่ตรวจดู น่าจะเป็นการลอกตัวบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(3) ในหมวด 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร สรุปก็คือกำลังตั้งข้อหากบฏ อีกทั้งการตั้งข้อหาฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปตาม ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าทำผิดตามมาตรา 215 ส่วนประเด็นที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งตามกฎหมายอาญาระบุคำว่าใช้กำลังประทุษร้าย หมายถึงทำร้ายกายหรือจิตใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมถึงทำให้อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่นทำให้มึนเมา ข้อกล่าวหาตรงนี้ก็เป็นการกล่าวหาเท็จ เหตุแท้จริงมีแต่พันธมิตรฯ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งโดนยิงกระสุน โดนลอบทำร้าย ดังนั้นจะเห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบการประทุษร้าย และเป็นการกระทำแตกต่างกันโดยสินเชิงเมื่อเปรียบเทียบข้อเท็จจริง ระหว่างพันธมิตรฯ กับ เสื้อแดงที่เข้าไปล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา หรือกรณีพยายามทำร้ายนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงกลาโหม พวกนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นกบฏ
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่าการที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาร้ายแรงกว่าความเป็นจริง ประเด็นนี้โดยปกติตามกฎหมายระบุว่า การกระทำที่จะเป็นการก่อการร้าย จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 ซึ่งต้องเข้าองค์ประกอบ คือ 1.ใช้กำลังประทุษร้าย 2. กระทำการอันใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อระบบขนส่งสาธารณะ โทรคมนาคม 3.ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่อรัฐหนึ่งรัฐใด ขณะที่พันธมิตรฯชุมนุมด้วยความสงบ ไม่เคยจับเจ้าหน้าที่การบินไทยมาข่มขู่ หรือล็อกคอเจ้าหน้าที่ข่มขู่ห้ามให้เครื่องบินขึ้นลง และการชุมนุมหน้าสนามบินไม่ใช่การทำลายระบบการบิน ที่สำคัญไม่ได้ทำความเสียหายต่อทรัพย์สินของใครเลย ตรงนี้ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานก็ได้รายงานแล้วว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรเสียหาย ดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองแห่งเป็นเท็จ ปราศจากข้อมูลความจริง ไม่ครบองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดเลยแม้แต่ข้อกล่าวหาเดียว
“ประเด็นการตั้งข้อกล่าวหาอย่างนี้ หากคนที่มีวิสัยอย่างวิญญูชนทั่วไป มองก็จะรู้ได้ทันที ว่าใช้อำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ตั้งข้อกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง เพราะถ้าการชุมนุมอย่างนี้เป็นการก่อการร้าย ประเทศนี้ก็เต็มไปด้วยเป็นผู้ก่อการร้ายทั่วบ้านทั่วเมือง และการตั้งข้อกล่าวหาพ่วง กษิต เข้าไปด้วยเพียงเพื่อให้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองของกลุ่มคนบางพวก ที่ต้องการเอาเหตุนี้มาเล่นงานพันธมิตรฯ” นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ว่า เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กล่าวไว้ว่าการกระทำในการเดินขบวนหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นความผิด ดังนี้แม้พันธมิตรฯจะชุมนุมยาวนานถึง 193 วัน แต่ก็เป็นกรรมเดียวที่กระทำต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคัดค้านการบริหารงานของรัฐบาลนอมินี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ด้วยการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฟอกความผิด และยกอธิปไตยบนเขาวิหารให้กัมพูชา จึงเป็นการชุมนุมติชม ติติงการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ด้วยความสุจริตตามที่กฏหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เราจะ ไปใช้สิทธิตามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านโต้แย้ง ข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ว่าการที่คุณตั้งข้อกล่าวหา ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง รวมถึงจะไปยื่นหนังสือถึง นายกฯ รองนายกฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตังคณะกรรมการสอบส่วนมาสอบสวนพนักงานสอบสวนชุดนี้ ว่าได้ใช้ดุลพินิจในการตั้งข้อกล่าวหาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธาน กตร. ด้วย มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องควบคุมลูกน้องให้อยู่ในแถว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เมื่อนายกฯได้รับรู้เรื่องนี้แล้วต้องสั่งไปเลยว่าให้ตรวจสอบ การตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนชุดนี้ ไม่เช่นนั้นนายกฯ อาจจะโดนข้อหาร่วมฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือถ้าเขารับเรื่องแล้วยังยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำถูกต้องแล้ว เรามีสิทธิไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ และเรื่องดังกล่าวเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้ว ช่วงชุมนุมที่ทำเนียบฯ มีการตั้งข้อหากบฏเหมือนกัน แล้วเราไปค้านต่อศาลถึงการออกหมายดังกล่าว ซึ่งศาลก็ได้เพิกถอนหมายอันนี้ไปโดยมองว่าเป็นการตั้งข้อกล่าวหาเท็จหรือเกินต่อความเป็นจริง ต่อมาเขาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าการออกหมายไม่ชอบ ทำให้คดีนี้ถึงที่สุดไม่มีฎีกาต่อ
“การจัดการกับปัญหาของทักษิณ กับพรรคพวก ไม่ใช่เรื่องการแก้แค้นส่วนบุคคล แต่รัฐบาลต้องจัดการระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างคนที่สงเสริมคนดีกับการกำจัดคนชั่ว การที่รัฐนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย เสมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ แล้วไปนั่งเสวยสุขอยู่บนความหายนะของประเทศ ปล่อยให้สังคมล่มจมลงไปเรื่อยๆ ไม่ส่งเสริมคนที่ออกมาปกป้องบ้านเมือง แล้วอย่างนี้บ้านเมืองจะมีอนาคตได้อย่างไร ดังนั้นอย่าเอาความหล่อ ความงดงามมาเดินเฉิดฉายอยู่ เพราะมันช่วยอะไรประเทศไม่ได้ กินไม่ได้ บ้านเมืองมีแต่หายนะ ถ้าไม่รู้จักกำจัดคนชั่วส่งเสริมคนดี อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์” นายประพันธ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า การปิดสนามบินเป็นเรื่องธรรมดา เหตุการณ์อย่างนี้ไม่ได้เกิดที่บ้านเราเป็นแหงแรก เคยเกิดแล้วหลายแห่งทั่วโลก เช่นที่อังกฤษก็เคยปิดเพราะพนักงานสไตรค์ และข่าวที่พันธมิตรฯ เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรอรับอดีตนายกฯสมชาย คนที่ประกาศปิดคือ ผอ.การท่า สั่งปิดชั่วคราวเมื่อเวลาสามทุ่ม ต่อมาก็ปิดถาวรเลย โดยการปิดเป็นการปิดที่ผิดขั้นตอน ปิดด้วยอำนาจส่วนตัวในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ซึ่งขณะนั้นผู้อำนวยการท่าได้อยู่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วบินกลับมาไทยวันที่ 1 จากนั้นได้โทรประสานกับผมว่าผู้ใหญ่อยากเปิดสนามบิน แล้วเช้าวันที่ 2 ผมได้โทรไปหา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพล.ต.จำลอง ได้ย้ำว่าไม่ได้ปิด รักษาการผอ.การท่าเขาสั่งปิดเอง ถ้าอยากจะเปิดก็เปิดเลยเราเต็มใจ เพราะเหนื่อยที่การ์ดพันธมิตรฯ ต้องจัดกำลังเข้าไปดูแลร้านค้า ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด หลังจากนั้นตอนบ่ายสอง วันเดียวกัน ผอ.การท่า ลงไปตรวจระบบทั้งหมด ทั้งระบบการสื่อสาร สายพานลำเลียงสำภาระ ระบบการไฟฟ้าทั้งหมด ปรากฏว่าทุกเรียบร้อยไม่มีอะไรเสียหายดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ อยู่นอกสนามบินไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเลย และในวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พันธมิตรฯส่งมอบสนามบิน ได้มีเครื่องบินขนถ่ายสินค้าขึ้นลง 8 สายการบิน เที่ยวบินขนถ่ายผู้โดยสาร 3 สายการบิน ดังนั้นถ้าขนส่งมันถูกทำร้ายจริง จะบินไม่ได้ในทันที ฉะนั้นการตั้งข้อกล่าวหาจึงเป็นข้อกล่าวหาเท็จ
“ทุกอย่างได้มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 2 ธ.ค. 2551 ที่ ทอท. 9165/2551 ว่าในวันที่ 3 จะทำการส่งมอบสนามบินเวลา 10.00 น. และในวันที่สามมีหนังสือด่วนที่สุด เป็นรายงานการตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดใช้บริการ เป็นหนังสือที่ประธานบอร์ดการท่ารายงานถึงรัฐมนตรีว่าการคมนาคม โดยระบุว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามปกติ” พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมีการส่งมอบ ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีเจตนาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาคนไปป้องกัน และเป็นการป้องกันมือที่สามใส่ร้าย ดูอย่างที่ทำเนียบฯไม่ได้มีการส่งมอบ ข้าวของเสียหายเยอะ ซึ่งไม่รู้ใครทำ ส่วนการตั้งข้อกล่าวหาเท็จนั้นตนมองว่า เป็นการหาคนรับผิดชอบเพราะตอนนี้ การท่าอากาศยานถูกบริษัทเอกชนฟ้อง ซึ่งการท่าฯ ก็ต้องพยายามหาผู้รับผิดแทน คิดอะไรไม่ออกก็เลยเอาพันธมิตรฯ เพราะเคยชุมนุมที่สนามบิน
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเดินไปในทางที่ถูกต้อง อย่าไปตัดตอนประวัติศาสตร์ ให้เข้าใจว่าการได้มาซึ่งตำแหน่งบทบาทหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะได้มา แต่ได้มาเป็นขบวนการของพี่น้องประชาชนที่ได้เสียสละ ต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ต่อสู้กับคนที่ต้องการทำลายสถาบันเพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นนายกฯ ต้องคิดว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่ หรือต้องการเป็นรัฐบุรุษ ปัจจุบันประเทศไทยเราขาดรัฐบุรุษ ฉะนั้นการเมืองเราถึงไม่ก้าวหน้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การยื่นข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน มันเป็นอะไรที่แปลก ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้เดือดร้อน เพราะผู้ถูกกล่าวหาดูมีความสุข อิ่มเอมใจ เพราะเขาทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ปกป้องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อสู้กับคนที่จ้องจะทำลาย ขณะเดียวกันคนที่ตั้งข้อกล่าวหากลับทุกข์ร้อน วิตกกังวล ตรงนี้ต้องขอสดุดีการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้ เพราะนี้เป็นวีรกรรมที่ยิงใหญ่ เป็นขบวนการสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันเป็นขบวนการต่อสู้ให้เกิดความยุติธรรมที่เป็นธรรมในสังคมไทย
นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ประจวบกับสถานการณ์หวัด2009 อย่างนี้ การที่กลุ่มคนเสื้อแดงประท้วง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขขณะเข้าไปแก้ปัญหา ว่า พวกเขากำลังทำลายวัฒนธรรมประเพณีของคนทางภาคเหนือ นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัย “ทักษิณ” เป็นนายกฯ โครงการณ์ใหญ่ๆ ดีๆ จะถูกโยกย้ายไปที่ จ.เชียงใหม่ทั้งหมด และการที่ประกาศว่า ถ้าจังหวัดไหนเลือก ส.ส. ของผม จะเข้าไปบริหารตรงนั้นก่อน การที่คุณเป็นนายกฯ กลับไม่ให้ความเป็นธรรม ตรงนี้ต้องถูกรับกรรม ถูกคดีตัดสินจากขบวนการยุติธรรม ดังนั้นในโอกาสช่วงเข้าพรรษานี้ ควรยุติได้แล้ว กลับมารับกรรม ยอมรับความผิด แล้วยกเลิกสิ่งต่างๆที่ทำให้คนเดือดร้อน คนไทยเคยให้โอกาส ทักษิณ มาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้น่าจะให้โอกาสรัฐบาล ได้บริหารประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077797
"ประพันธ์" เหน็บ "มาร์ค" อย่าดีแต่หล่อ ยัดข้อหา "ก่อการร้าย" ใส่ร้าย "พันธมิตรฯ" ชี้ "ม็อบแดงถ่อย" ล้มประชุมอาเซียนที่พัทยา ต่างหากเรียกกบฏ ระบุหมายจับคลุมเครือว่าผิดมาตราใด ย้ำพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่รบ.ทรราช ไม่ได้สั่งปิดสนามบิน ยัน 16 ก.ค.นี้ ตบเท้าพบพนักงานสอบสวน ปัดทุกข้อกล่าวหาเป็นเท็จ ด้าน "พล.อ.กิตติศักดิ์" ลั่นอย่าป้ายสีพันธมิตรฯ เผยโฉมไอ้โม่งตัวจริงที่สั่งปิดสนามบิน
รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 9 กรกฎาคม โดยนายเติมศักดิ์ จารุปราน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษารับมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ร่วมพูดคุยถึงความไม่ชอบธรรมของพนักงานสอบสวนที่ตั้งขอหาเกินจริง
นายประพันธ์ กล่าวว่า หมายเรียกของพนักงานสอบสวน ที่ตั้งข้อหาก่อการร้ายทั้งคดีที่ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทุกข้อกล่าวหาล้วนเป็นการกล่าวหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเท็จทั้งสิ้น รวมถึงข้อกล่าวหาในหมายเรียกไม่ได้ระบุว่ากระทำผิดฐานใดมาตราอะไร ซึ่งเท่าที่ตรวจดู น่าจะเป็นการลอกตัวบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(3) ในหมวด 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร สรุปก็คือกำลังตั้งข้อหากบฏ อีกทั้งการตั้งข้อหาฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปตาม ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าทำผิดตามมาตรา 215 ส่วนประเด็นที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งตามกฎหมายอาญาระบุคำว่าใช้กำลังประทุษร้าย หมายถึงทำร้ายกายหรือจิตใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมถึงทำให้อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่นทำให้มึนเมา ข้อกล่าวหาตรงนี้ก็เป็นการกล่าวหาเท็จ เหตุแท้จริงมีแต่พันธมิตรฯ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งโดนยิงกระสุน โดนลอบทำร้าย ดังนั้นจะเห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบการประทุษร้าย และเป็นการกระทำแตกต่างกันโดยสินเชิงเมื่อเปรียบเทียบข้อเท็จจริง ระหว่างพันธมิตรฯ กับ เสื้อแดงที่เข้าไปล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา หรือกรณีพยายามทำร้ายนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงกลาโหม พวกนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นกบฏ
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่าการที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาร้ายแรงกว่าความเป็นจริง ประเด็นนี้โดยปกติตามกฎหมายระบุว่า การกระทำที่จะเป็นการก่อการร้าย จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 ซึ่งต้องเข้าองค์ประกอบ คือ 1.ใช้กำลังประทุษร้าย 2. กระทำการอันใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อระบบขนส่งสาธารณะ โทรคมนาคม 3.ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่อรัฐหนึ่งรัฐใด ขณะที่พันธมิตรฯชุมนุมด้วยความสงบ ไม่เคยจับเจ้าหน้าที่การบินไทยมาข่มขู่ หรือล็อกคอเจ้าหน้าที่ข่มขู่ห้ามให้เครื่องบินขึ้นลง และการชุมนุมหน้าสนามบินไม่ใช่การทำลายระบบการบิน ที่สำคัญไม่ได้ทำความเสียหายต่อทรัพย์สินของใครเลย ตรงนี้ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานก็ได้รายงานแล้วว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรเสียหาย ดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองแห่งเป็นเท็จ ปราศจากข้อมูลความจริง ไม่ครบองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดเลยแม้แต่ข้อกล่าวหาเดียว
“ประเด็นการตั้งข้อกล่าวหาอย่างนี้ หากคนที่มีวิสัยอย่างวิญญูชนทั่วไป มองก็จะรู้ได้ทันที ว่าใช้อำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ตั้งข้อกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง เพราะถ้าการชุมนุมอย่างนี้เป็นการก่อการร้าย ประเทศนี้ก็เต็มไปด้วยเป็นผู้ก่อการร้ายทั่วบ้านทั่วเมือง และการตั้งข้อกล่าวหาพ่วง กษิต เข้าไปด้วยเพียงเพื่อให้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองของกลุ่มคนบางพวก ที่ต้องการเอาเหตุนี้มาเล่นงานพันธมิตรฯ” นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ว่า เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กล่าวไว้ว่าการกระทำในการเดินขบวนหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นความผิด ดังนี้แม้พันธมิตรฯจะชุมนุมยาวนานถึง 193 วัน แต่ก็เป็นกรรมเดียวที่กระทำต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคัดค้านการบริหารงานของรัฐบาลนอมินี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ด้วยการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฟอกความผิด และยกอธิปไตยบนเขาวิหารให้กัมพูชา จึงเป็นการชุมนุมติชม ติติงการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ด้วยความสุจริตตามที่กฏหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เราจะ ไปใช้สิทธิตามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านโต้แย้ง ข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ว่าการที่คุณตั้งข้อกล่าวหา ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง รวมถึงจะไปยื่นหนังสือถึง นายกฯ รองนายกฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตังคณะกรรมการสอบส่วนมาสอบสวนพนักงานสอบสวนชุดนี้ ว่าได้ใช้ดุลพินิจในการตั้งข้อกล่าวหาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธาน กตร. ด้วย มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องควบคุมลูกน้องให้อยู่ในแถว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เมื่อนายกฯได้รับรู้เรื่องนี้แล้วต้องสั่งไปเลยว่าให้ตรวจสอบ การตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนชุดนี้ ไม่เช่นนั้นนายกฯ อาจจะโดนข้อหาร่วมฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือถ้าเขารับเรื่องแล้วยังยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำถูกต้องแล้ว เรามีสิทธิไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ และเรื่องดังกล่าวเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้ว ช่วงชุมนุมที่ทำเนียบฯ มีการตั้งข้อหากบฏเหมือนกัน แล้วเราไปค้านต่อศาลถึงการออกหมายดังกล่าว ซึ่งศาลก็ได้เพิกถอนหมายอันนี้ไปโดยมองว่าเป็นการตั้งข้อกล่าวหาเท็จหรือเกินต่อความเป็นจริง ต่อมาเขาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าการออกหมายไม่ชอบ ทำให้คดีนี้ถึงที่สุดไม่มีฎีกาต่อ
“การจัดการกับปัญหาของทักษิณ กับพรรคพวก ไม่ใช่เรื่องการแก้แค้นส่วนบุคคล แต่รัฐบาลต้องจัดการระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างคนที่สงเสริมคนดีกับการกำจัดคนชั่ว การที่รัฐนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย เสมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ แล้วไปนั่งเสวยสุขอยู่บนความหายนะของประเทศ ปล่อยให้สังคมล่มจมลงไปเรื่อยๆ ไม่ส่งเสริมคนที่ออกมาปกป้องบ้านเมือง แล้วอย่างนี้บ้านเมืองจะมีอนาคตได้อย่างไร ดังนั้นอย่าเอาความหล่อ ความงดงามมาเดินเฉิดฉายอยู่ เพราะมันช่วยอะไรประเทศไม่ได้ กินไม่ได้ บ้านเมืองมีแต่หายนะ ถ้าไม่รู้จักกำจัดคนชั่วส่งเสริมคนดี อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์” นายประพันธ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า การปิดสนามบินเป็นเรื่องธรรมดา เหตุการณ์อย่างนี้ไม่ได้เกิดที่บ้านเราเป็นแหงแรก เคยเกิดแล้วหลายแห่งทั่วโลก เช่นที่อังกฤษก็เคยปิดเพราะพนักงานสไตรค์ และข่าวที่พันธมิตรฯ เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรอรับอดีตนายกฯสมชาย คนที่ประกาศปิดคือ ผอ.การท่า สั่งปิดชั่วคราวเมื่อเวลาสามทุ่ม ต่อมาก็ปิดถาวรเลย โดยการปิดเป็นการปิดที่ผิดขั้นตอน ปิดด้วยอำนาจส่วนตัวในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ซึ่งขณะนั้นผู้อำนวยการท่าได้อยู่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วบินกลับมาไทยวันที่ 1 จากนั้นได้โทรประสานกับผมว่าผู้ใหญ่อยากเปิดสนามบิน แล้วเช้าวันที่ 2 ผมได้โทรไปหา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพล.ต.จำลอง ได้ย้ำว่าไม่ได้ปิด รักษาการผอ.การท่าเขาสั่งปิดเอง ถ้าอยากจะเปิดก็เปิดเลยเราเต็มใจ เพราะเหนื่อยที่การ์ดพันธมิตรฯ ต้องจัดกำลังเข้าไปดูแลร้านค้า ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด หลังจากนั้นตอนบ่ายสอง วันเดียวกัน ผอ.การท่า ลงไปตรวจระบบทั้งหมด ทั้งระบบการสื่อสาร สายพานลำเลียงสำภาระ ระบบการไฟฟ้าทั้งหมด ปรากฏว่าทุกเรียบร้อยไม่มีอะไรเสียหายดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ อยู่นอกสนามบินไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเลย และในวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พันธมิตรฯส่งมอบสนามบิน ได้มีเครื่องบินขนถ่ายสินค้าขึ้นลง 8 สายการบิน เที่ยวบินขนถ่ายผู้โดยสาร 3 สายการบิน ดังนั้นถ้าขนส่งมันถูกทำร้ายจริง จะบินไม่ได้ในทันที ฉะนั้นการตั้งข้อกล่าวหาจึงเป็นข้อกล่าวหาเท็จ
“ทุกอย่างได้มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 2 ธ.ค. 2551 ที่ ทอท. 9165/2551 ว่าในวันที่ 3 จะทำการส่งมอบสนามบินเวลา 10.00 น. และในวันที่สามมีหนังสือด่วนที่สุด เป็นรายงานการตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดใช้บริการ เป็นหนังสือที่ประธานบอร์ดการท่ารายงานถึงรัฐมนตรีว่าการคมนาคม โดยระบุว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามปกติ” พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมีการส่งมอบ ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีเจตนาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาคนไปป้องกัน และเป็นการป้องกันมือที่สามใส่ร้าย ดูอย่างที่ทำเนียบฯไม่ได้มีการส่งมอบ ข้าวของเสียหายเยอะ ซึ่งไม่รู้ใครทำ ส่วนการตั้งข้อกล่าวหาเท็จนั้นตนมองว่า เป็นการหาคนรับผิดชอบเพราะตอนนี้ การท่าอากาศยานถูกบริษัทเอกชนฟ้อง ซึ่งการท่าฯ ก็ต้องพยายามหาผู้รับผิดแทน คิดอะไรไม่ออกก็เลยเอาพันธมิตรฯ เพราะเคยชุมนุมที่สนามบิน
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเดินไปในทางที่ถูกต้อง อย่าไปตัดตอนประวัติศาสตร์ ให้เข้าใจว่าการได้มาซึ่งตำแหน่งบทบาทหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะได้มา แต่ได้มาเป็นขบวนการของพี่น้องประชาชนที่ได้เสียสละ ต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ต่อสู้กับคนที่ต้องการทำลายสถาบันเพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นนายกฯ ต้องคิดว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่ หรือต้องการเป็นรัฐบุรุษ ปัจจุบันประเทศไทยเราขาดรัฐบุรุษ ฉะนั้นการเมืองเราถึงไม่ก้าวหน้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การยื่นข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน มันเป็นอะไรที่แปลก ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้เดือดร้อน เพราะผู้ถูกกล่าวหาดูมีความสุข อิ่มเอมใจ เพราะเขาทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ปกป้องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อสู้กับคนที่จ้องจะทำลาย ขณะเดียวกันคนที่ตั้งข้อกล่าวหากลับทุกข์ร้อน วิตกกังวล ตรงนี้ต้องขอสดุดีการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้ เพราะนี้เป็นวีรกรรมที่ยิงใหญ่ เป็นขบวนการสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันเป็นขบวนการต่อสู้ให้เกิดความยุติธรรมที่เป็นธรรมในสังคมไทย
นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ประจวบกับสถานการณ์หวัด2009 อย่างนี้ การที่กลุ่มคนเสื้อแดงประท้วง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขขณะเข้าไปแก้ปัญหา ว่า พวกเขากำลังทำลายวัฒนธรรมประเพณีของคนทางภาคเหนือ นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัย “ทักษิณ” เป็นนายกฯ โครงการณ์ใหญ่ๆ ดีๆ จะถูกโยกย้ายไปที่ จ.เชียงใหม่ทั้งหมด และการที่ประกาศว่า ถ้าจังหวัดไหนเลือก ส.ส. ของผม จะเข้าไปบริหารตรงนั้นก่อน การที่คุณเป็นนายกฯ กลับไม่ให้ความเป็นธรรม ตรงนี้ต้องถูกรับกรรม ถูกคดีตัดสินจากขบวนการยุติธรรม ดังนั้นในโอกาสช่วงเข้าพรรษานี้ ควรยุติได้แล้ว กลับมารับกรรม ยอมรับความผิด แล้วยกเลิกสิ่งต่างๆที่ทำให้คนเดือดร้อน คนไทยเคยให้โอกาส ทักษิณ มาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้น่าจะให้โอกาสรัฐบาล ได้บริหารประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง
ใครกันแน่ที่ปิดสนามบินและใครที่อยู่เบื้องหลังการล้มการประชุมอาเซียน
"ประพันธ์" เหน็บ "มาร์ค" อย่าดีแต่หล่อ ยัดข้อหา "ก่อการร้าย" ใส่ร้าย "พันธมิตรฯ"
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077797
"ประพันธ์" เหน็บ "มาร์ค" อย่าดีแต่หล่อ ยัดข้อหา "ก่อการร้าย" ใส่ร้าย "พันธมิตรฯ" ชี้ "ม็อบแดงถ่อย" ล้มประชุมอาเซียนที่พัทยา ต่างหากเรียกกบฏ ระบุหมายจับคลุมเครือว่าผิดมาตราใด ย้ำพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่รบ.ทรราช ไม่ได้สั่งปิดสนามบิน ยัน 16 ก.ค.นี้ ตบเท้าพบพนักงานสอบสวน ปัดทุกข้อกล่าวหาเป็นเท็จ ด้าน "พล.อ.กิตติศักดิ์" ลั่นอย่าป้ายสีพันธมิตรฯ เผยโฉมไอ้โม่งตัวจริงที่สั่งปิดสนามบิน
รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 9 กรกฎาคม โดยนายเติมศักดิ์ จารุปราน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษารับมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ร่วมพูดคุยถึงความไม่ชอบธรรมของพนักงานสอบสวนที่ตั้งขอหาเกินจริง
นายประพันธ์ กล่าวว่า หมายเรียกของพนักงานสอบสวน ที่ตั้งข้อหาก่อการร้ายทั้งคดีที่ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทุกข้อกล่าวหาล้วนเป็นการกล่าวหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเท็จทั้งสิ้น รวมถึงข้อกล่าวหาในหมายเรียกไม่ได้ระบุว่ากระทำผิดฐานใดมาตราอะไร ซึ่งเท่าที่ตรวจดู น่าจะเป็นการลอกตัวบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(3) ในหมวด 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร สรุปก็คือกำลังตั้งข้อหากบฏ อีกทั้งการตั้งข้อหาฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปตาม ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าทำผิดตามมาตรา 215 ส่วนประเด็นที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งตามกฎหมายอาญาระบุคำว่าใช้กำลังประทุษร้าย หมายถึงทำร้ายกายหรือจิตใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมถึงทำให้อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่นทำให้มึนเมา ข้อกล่าวหาตรงนี้ก็เป็นการกล่าวหาเท็จ เหตุแท้จริงมีแต่พันธมิตรฯ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งโดนยิงกระสุน โดนลอบทำร้าย ดังนั้นจะเห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบการประทุษร้าย และเป็นการกระทำแตกต่างกันโดยสินเชิงเมื่อเปรียบเทียบข้อเท็จจริง ระหว่างพันธมิตรฯ กับ เสื้อแดงที่เข้าไปล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา หรือกรณีพยายามทำร้ายนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงกลาโหม พวกนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นกบฏ
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่าการที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาร้ายแรงกว่าความเป็นจริง ประเด็นนี้โดยปกติตามกฎหมายระบุว่า การกระทำที่จะเป็นการก่อการร้าย จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 ซึ่งต้องเข้าองค์ประกอบ คือ 1.ใช้กำลังประทุษร้าย 2. กระทำการอันใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อระบบขนส่งสาธารณะ โทรคมนาคม 3.ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่อรัฐหนึ่งรัฐใด ขณะที่พันธมิตรฯชุมนุมด้วยความสงบ ไม่เคยจับเจ้าหน้าที่การบินไทยมาข่มขู่ หรือล็อกคอเจ้าหน้าที่ข่มขู่ห้ามให้เครื่องบินขึ้นลง และการชุมนุมหน้าสนามบินไม่ใช่การทำลายระบบการบิน ที่สำคัญไม่ได้ทำความเสียหายต่อทรัพย์สินของใครเลย ตรงนี้ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานก็ได้รายงานแล้วว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรเสียหาย ดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองแห่งเป็นเท็จ ปราศจากข้อมูลความจริง ไม่ครบองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดเลยแม้แต่ข้อกล่าวหาเดียว
“ประเด็นการตั้งข้อกล่าวหาอย่างนี้ หากคนที่มีวิสัยอย่างวิญญูชนทั่วไป มองก็จะรู้ได้ทันที ว่าใช้อำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ตั้งข้อกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง เพราะถ้าการชุมนุมอย่างนี้เป็นการก่อการร้าย ประเทศนี้ก็เต็มไปด้วยเป็นผู้ก่อการร้ายทั่วบ้านทั่วเมือง และการตั้งข้อกล่าวหาพ่วง กษิต เข้าไปด้วยเพียงเพื่อให้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองของกลุ่มคนบางพวก ที่ต้องการเอาเหตุนี้มาเล่นงานพันธมิตรฯ” นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ว่า เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กล่าวไว้ว่าการกระทำในการเดินขบวนหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นความผิด ดังนี้แม้พันธมิตรฯจะชุมนุมยาวนานถึง 193 วัน แต่ก็เป็นกรรมเดียวที่กระทำต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคัดค้านการบริหารงานของรัฐบาลนอมินี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ด้วยการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฟอกความผิด และยกอธิปไตยบนเขาวิหารให้กัมพูชา จึงเป็นการชุมนุมติชม ติติงการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ด้วยความสุจริตตามที่กฏหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เราจะ ไปใช้สิทธิตามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านโต้แย้ง ข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ว่าการที่คุณตั้งข้อกล่าวหา ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง รวมถึงจะไปยื่นหนังสือถึง นายกฯ รองนายกฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตังคณะกรรมการสอบส่วนมาสอบสวนพนักงานสอบสวนชุดนี้ ว่าได้ใช้ดุลพินิจในการตั้งข้อกล่าวหาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธาน กตร. ด้วย มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องควบคุมลูกน้องให้อยู่ในแถว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เมื่อนายกฯได้รับรู้เรื่องนี้แล้วต้องสั่งไปเลยว่าให้ตรวจสอบ การตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนชุดนี้ ไม่เช่นนั้นนายกฯ อาจจะโดนข้อหาร่วมฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือถ้าเขารับเรื่องแล้วยังยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำถูกต้องแล้ว เรามีสิทธิไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ และเรื่องดังกล่าวเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้ว ช่วงชุมนุมที่ทำเนียบฯ มีการตั้งข้อหากบฏเหมือนกัน แล้วเราไปค้านต่อศาลถึงการออกหมายดังกล่าว ซึ่งศาลก็ได้เพิกถอนหมายอันนี้ไปโดยมองว่าเป็นการตั้งข้อกล่าวหาเท็จหรือเกินต่อความเป็นจริง ต่อมาเขาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าการออกหมายไม่ชอบ ทำให้คดีนี้ถึงที่สุดไม่มีฎีกาต่อ
“การจัดการกับปัญหาของทักษิณ กับพรรคพวก ไม่ใช่เรื่องการแก้แค้นส่วนบุคคล แต่รัฐบาลต้องจัดการระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างคนที่สงเสริมคนดีกับการกำจัดคนชั่ว การที่รัฐนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย เสมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ แล้วไปนั่งเสวยสุขอยู่บนความหายนะของประเทศ ปล่อยให้สังคมล่มจมลงไปเรื่อยๆ ไม่ส่งเสริมคนที่ออกมาปกป้องบ้านเมือง แล้วอย่างนี้บ้านเมืองจะมีอนาคตได้อย่างไร ดังนั้นอย่าเอาความหล่อ ความงดงามมาเดินเฉิดฉายอยู่ เพราะมันช่วยอะไรประเทศไม่ได้ กินไม่ได้ บ้านเมืองมีแต่หายนะ ถ้าไม่รู้จักกำจัดคนชั่วส่งเสริมคนดี อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์” นายประพันธ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า การปิดสนามบินเป็นเรื่องธรรมดา เหตุการณ์อย่างนี้ไม่ได้เกิดที่บ้านเราเป็นแหงแรก เคยเกิดแล้วหลายแห่งทั่วโลก เช่นที่อังกฤษก็เคยปิดเพราะพนักงานสไตรค์ และข่าวที่พันธมิตรฯ เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรอรับอดีตนายกฯสมชาย คนที่ประกาศปิดคือ ผอ.การท่า สั่งปิดชั่วคราวเมื่อเวลาสามทุ่ม ต่อมาก็ปิดถาวรเลย โดยการปิดเป็นการปิดที่ผิดขั้นตอน ปิดด้วยอำนาจส่วนตัวในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ซึ่งขณะนั้นผู้อำนวยการท่าได้อยู่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วบินกลับมาไทยวันที่ 1 จากนั้นได้โทรประสานกับผมว่าผู้ใหญ่อยากเปิดสนามบิน แล้วเช้าวันที่ 2 ผมได้โทรไปหา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพล.ต.จำลอง ได้ย้ำว่าไม่ได้ปิด รักษาการผอ.การท่าเขาสั่งปิดเอง ถ้าอยากจะเปิดก็เปิดเลยเราเต็มใจ เพราะเหนื่อยที่การ์ดพันธมิตรฯ ต้องจัดกำลังเข้าไปดูแลร้านค้า ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด หลังจากนั้นตอนบ่ายสอง วันเดียวกัน ผอ.การท่า ลงไปตรวจระบบทั้งหมด ทั้งระบบการสื่อสาร สายพานลำเลียงสำภาระ ระบบการไฟฟ้าทั้งหมด ปรากฏว่าทุกเรียบร้อยไม่มีอะไรเสียหายดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ อยู่นอกสนามบินไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเลย และในวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พันธมิตรฯส่งมอบสนามบิน ได้มีเครื่องบินขนถ่ายสินค้าขึ้นลง 8 สายการบิน เที่ยวบินขนถ่ายผู้โดยสาร 3 สายการบิน ดังนั้นถ้าขนส่งมันถูกทำร้ายจริง จะบินไม่ได้ในทันที ฉะนั้นการตั้งข้อกล่าวหาจึงเป็นข้อกล่าวหาเท็จ
“ทุกอย่างได้มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 2 ธ.ค. 2551 ที่ ทอท. 9165/2551 ว่าในวันที่ 3 จะทำการส่งมอบสนามบินเวลา 10.00 น. และในวันที่สามมีหนังสือด่วนที่สุด เป็นรายงานการตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดใช้บริการ เป็นหนังสือที่ประธานบอร์ดการท่ารายงานถึงรัฐมนตรีว่าการคมนาคม โดยระบุว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามปกติ” พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมีการส่งมอบ ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีเจตนาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาคนไปป้องกัน และเป็นการป้องกันมือที่สามใส่ร้าย ดูอย่างที่ทำเนียบฯไม่ได้มีการส่งมอบ ข้าวของเสียหายเยอะ ซึ่งไม่รู้ใครทำ ส่วนการตั้งข้อกล่าวหาเท็จนั้นตนมองว่า เป็นการหาคนรับผิดชอบเพราะตอนนี้ การท่าอากาศยานถูกบริษัทเอกชนฟ้อง ซึ่งการท่าฯ ก็ต้องพยายามหาผู้รับผิดแทน คิดอะไรไม่ออกก็เลยเอาพันธมิตรฯ เพราะเคยชุมนุมที่สนามบิน
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเดินไปในทางที่ถูกต้อง อย่าไปตัดตอนประวัติศาสตร์ ให้เข้าใจว่าการได้มาซึ่งตำแหน่งบทบาทหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะได้มา แต่ได้มาเป็นขบวนการของพี่น้องประชาชนที่ได้เสียสละ ต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ต่อสู้กับคนที่ต้องการทำลายสถาบันเพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นนายกฯ ต้องคิดว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่ หรือต้องการเป็นรัฐบุรุษ ปัจจุบันประเทศไทยเราขาดรัฐบุรุษ ฉะนั้นการเมืองเราถึงไม่ก้าวหน้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การยื่นข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน มันเป็นอะไรที่แปลก ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้เดือดร้อน เพราะผู้ถูกกล่าวหาดูมีความสุข อิ่มเอมใจ เพราะเขาทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ปกป้องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อสู้กับคนที่จ้องจะทำลาย ขณะเดียวกันคนที่ตั้งข้อกล่าวหากลับทุกข์ร้อน วิตกกังวล ตรงนี้ต้องขอสดุดีการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้ เพราะนี้เป็นวีรกรรมที่ยิงใหญ่ เป็นขบวนการสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันเป็นขบวนการต่อสู้ให้เกิดความยุติธรรมที่เป็นธรรมในสังคมไทย
นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ประจวบกับสถานการณ์หวัด2009 อย่างนี้ การที่กลุ่มคนเสื้อแดงประท้วง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขขณะเข้าไปแก้ปัญหา ว่า พวกเขากำลังทำลายวัฒนธรรมประเพณีของคนทางภาคเหนือ นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัย “ทักษิณ” เป็นนายกฯ โครงการณ์ใหญ่ๆ ดีๆ จะถูกโยกย้ายไปที่ จ.เชียงใหม่ทั้งหมด และการที่ประกาศว่า ถ้าจังหวัดไหนเลือก ส.ส. ของผม จะเข้าไปบริหารตรงนั้นก่อน การที่คุณเป็นนายกฯ กลับไม่ให้ความเป็นธรรม ตรงนี้ต้องถูกรับกรรม ถูกคดีตัดสินจากขบวนการยุติธรรม ดังนั้นในโอกาสช่วงเข้าพรรษานี้ ควรยุติได้แล้ว กลับมารับกรรม ยอมรับความผิด แล้วยกเลิกสิ่งต่างๆที่ทำให้คนเดือดร้อน คนไทยเคยให้โอกาส ทักษิณ มาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้น่าจะให้โอกาสรัฐบาล ได้บริหารประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077797
"ประพันธ์" เหน็บ "มาร์ค" อย่าดีแต่หล่อ ยัดข้อหา "ก่อการร้าย" ใส่ร้าย "พันธมิตรฯ" ชี้ "ม็อบแดงถ่อย" ล้มประชุมอาเซียนที่พัทยา ต่างหากเรียกกบฏ ระบุหมายจับคลุมเครือว่าผิดมาตราใด ย้ำพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่รบ.ทรราช ไม่ได้สั่งปิดสนามบิน ยัน 16 ก.ค.นี้ ตบเท้าพบพนักงานสอบสวน ปัดทุกข้อกล่าวหาเป็นเท็จ ด้าน "พล.อ.กิตติศักดิ์" ลั่นอย่าป้ายสีพันธมิตรฯ เผยโฉมไอ้โม่งตัวจริงที่สั่งปิดสนามบิน
รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 9 กรกฎาคม โดยนายเติมศักดิ์ จารุปราน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษารับมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ร่วมพูดคุยถึงความไม่ชอบธรรมของพนักงานสอบสวนที่ตั้งขอหาเกินจริง
นายประพันธ์ กล่าวว่า หมายเรียกของพนักงานสอบสวน ที่ตั้งข้อหาก่อการร้ายทั้งคดีที่ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทุกข้อกล่าวหาล้วนเป็นการกล่าวหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเท็จทั้งสิ้น รวมถึงข้อกล่าวหาในหมายเรียกไม่ได้ระบุว่ากระทำผิดฐานใดมาตราอะไร ซึ่งเท่าที่ตรวจดู น่าจะเป็นการลอกตัวบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(3) ในหมวด 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร สรุปก็คือกำลังตั้งข้อหากบฏ อีกทั้งการตั้งข้อหาฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปตาม ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าทำผิดตามมาตรา 215 ส่วนประเด็นที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งตามกฎหมายอาญาระบุคำว่าใช้กำลังประทุษร้าย หมายถึงทำร้ายกายหรือจิตใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมถึงทำให้อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่นทำให้มึนเมา ข้อกล่าวหาตรงนี้ก็เป็นการกล่าวหาเท็จ เหตุแท้จริงมีแต่พันธมิตรฯ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำทั้งโดนยิงกระสุน โดนลอบทำร้าย ดังนั้นจะเห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบการประทุษร้าย และเป็นการกระทำแตกต่างกันโดยสินเชิงเมื่อเปรียบเทียบข้อเท็จจริง ระหว่างพันธมิตรฯ กับ เสื้อแดงที่เข้าไปล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา หรือกรณีพยายามทำร้ายนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงกลาโหม พวกนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นกบฏ
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่าการที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาร้ายแรงกว่าความเป็นจริง ประเด็นนี้โดยปกติตามกฎหมายระบุว่า การกระทำที่จะเป็นการก่อการร้าย จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 ซึ่งต้องเข้าองค์ประกอบ คือ 1.ใช้กำลังประทุษร้าย 2. กระทำการอันใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อระบบขนส่งสาธารณะ โทรคมนาคม 3.ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่อรัฐหนึ่งรัฐใด ขณะที่พันธมิตรฯชุมนุมด้วยความสงบ ไม่เคยจับเจ้าหน้าที่การบินไทยมาข่มขู่ หรือล็อกคอเจ้าหน้าที่ข่มขู่ห้ามให้เครื่องบินขึ้นลง และการชุมนุมหน้าสนามบินไม่ใช่การทำลายระบบการบิน ที่สำคัญไม่ได้ทำความเสียหายต่อทรัพย์สินของใครเลย ตรงนี้ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานก็ได้รายงานแล้วว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรเสียหาย ดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองแห่งเป็นเท็จ ปราศจากข้อมูลความจริง ไม่ครบองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดเลยแม้แต่ข้อกล่าวหาเดียว
“ประเด็นการตั้งข้อกล่าวหาอย่างนี้ หากคนที่มีวิสัยอย่างวิญญูชนทั่วไป มองก็จะรู้ได้ทันที ว่าใช้อำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ตั้งข้อกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง เพราะถ้าการชุมนุมอย่างนี้เป็นการก่อการร้าย ประเทศนี้ก็เต็มไปด้วยเป็นผู้ก่อการร้ายทั่วบ้านทั่วเมือง และการตั้งข้อกล่าวหาพ่วง กษิต เข้าไปด้วยเพียงเพื่อให้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองของกลุ่มคนบางพวก ที่ต้องการเอาเหตุนี้มาเล่นงานพันธมิตรฯ” นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ว่า เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กล่าวไว้ว่าการกระทำในการเดินขบวนหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นความผิด ดังนี้แม้พันธมิตรฯจะชุมนุมยาวนานถึง 193 วัน แต่ก็เป็นกรรมเดียวที่กระทำต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคัดค้านการบริหารงานของรัฐบาลนอมินี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ด้วยการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฟอกความผิด และยกอธิปไตยบนเขาวิหารให้กัมพูชา จึงเป็นการชุมนุมติชม ติติงการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ด้วยความสุจริตตามที่กฏหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เราจะ ไปใช้สิทธิตามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านโต้แย้ง ข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ว่าการที่คุณตั้งข้อกล่าวหา ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง รวมถึงจะไปยื่นหนังสือถึง นายกฯ รองนายกฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตังคณะกรรมการสอบส่วนมาสอบสวนพนักงานสอบสวนชุดนี้ ว่าได้ใช้ดุลพินิจในการตั้งข้อกล่าวหาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธาน กตร. ด้วย มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องควบคุมลูกน้องให้อยู่ในแถว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เมื่อนายกฯได้รับรู้เรื่องนี้แล้วต้องสั่งไปเลยว่าให้ตรวจสอบ การตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนชุดนี้ ไม่เช่นนั้นนายกฯ อาจจะโดนข้อหาร่วมฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือถ้าเขารับเรื่องแล้วยังยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำถูกต้องแล้ว เรามีสิทธิไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ และเรื่องดังกล่าวเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้ว ช่วงชุมนุมที่ทำเนียบฯ มีการตั้งข้อหากบฏเหมือนกัน แล้วเราไปค้านต่อศาลถึงการออกหมายดังกล่าว ซึ่งศาลก็ได้เพิกถอนหมายอันนี้ไปโดยมองว่าเป็นการตั้งข้อกล่าวหาเท็จหรือเกินต่อความเป็นจริง ต่อมาเขาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าการออกหมายไม่ชอบ ทำให้คดีนี้ถึงที่สุดไม่มีฎีกาต่อ
“การจัดการกับปัญหาของทักษิณ กับพรรคพวก ไม่ใช่เรื่องการแก้แค้นส่วนบุคคล แต่รัฐบาลต้องจัดการระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างคนที่สงเสริมคนดีกับการกำจัดคนชั่ว การที่รัฐนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย เสมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติ แล้วไปนั่งเสวยสุขอยู่บนความหายนะของประเทศ ปล่อยให้สังคมล่มจมลงไปเรื่อยๆ ไม่ส่งเสริมคนที่ออกมาปกป้องบ้านเมือง แล้วอย่างนี้บ้านเมืองจะมีอนาคตได้อย่างไร ดังนั้นอย่าเอาความหล่อ ความงดงามมาเดินเฉิดฉายอยู่ เพราะมันช่วยอะไรประเทศไม่ได้ กินไม่ได้ บ้านเมืองมีแต่หายนะ ถ้าไม่รู้จักกำจัดคนชั่วส่งเสริมคนดี อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์” นายประพันธ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า การปิดสนามบินเป็นเรื่องธรรมดา เหตุการณ์อย่างนี้ไม่ได้เกิดที่บ้านเราเป็นแหงแรก เคยเกิดแล้วหลายแห่งทั่วโลก เช่นที่อังกฤษก็เคยปิดเพราะพนักงานสไตรค์ และข่าวที่พันธมิตรฯ เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรอรับอดีตนายกฯสมชาย คนที่ประกาศปิดคือ ผอ.การท่า สั่งปิดชั่วคราวเมื่อเวลาสามทุ่ม ต่อมาก็ปิดถาวรเลย โดยการปิดเป็นการปิดที่ผิดขั้นตอน ปิดด้วยอำนาจส่วนตัวในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ซึ่งขณะนั้นผู้อำนวยการท่าได้อยู่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วบินกลับมาไทยวันที่ 1 จากนั้นได้โทรประสานกับผมว่าผู้ใหญ่อยากเปิดสนามบิน แล้วเช้าวันที่ 2 ผมได้โทรไปหา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพล.ต.จำลอง ได้ย้ำว่าไม่ได้ปิด รักษาการผอ.การท่าเขาสั่งปิดเอง ถ้าอยากจะเปิดก็เปิดเลยเราเต็มใจ เพราะเหนื่อยที่การ์ดพันธมิตรฯ ต้องจัดกำลังเข้าไปดูแลร้านค้า ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด หลังจากนั้นตอนบ่ายสอง วันเดียวกัน ผอ.การท่า ลงไปตรวจระบบทั้งหมด ทั้งระบบการสื่อสาร สายพานลำเลียงสำภาระ ระบบการไฟฟ้าทั้งหมด ปรากฏว่าทุกเรียบร้อยไม่มีอะไรเสียหายดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ อยู่นอกสนามบินไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเลย และในวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พันธมิตรฯส่งมอบสนามบิน ได้มีเครื่องบินขนถ่ายสินค้าขึ้นลง 8 สายการบิน เที่ยวบินขนถ่ายผู้โดยสาร 3 สายการบิน ดังนั้นถ้าขนส่งมันถูกทำร้ายจริง จะบินไม่ได้ในทันที ฉะนั้นการตั้งข้อกล่าวหาจึงเป็นข้อกล่าวหาเท็จ
“ทุกอย่างได้มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 2 ธ.ค. 2551 ที่ ทอท. 9165/2551 ว่าในวันที่ 3 จะทำการส่งมอบสนามบินเวลา 10.00 น. และในวันที่สามมีหนังสือด่วนที่สุด เป็นรายงานการตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดใช้บริการ เป็นหนังสือที่ประธานบอร์ดการท่ารายงานถึงรัฐมนตรีว่าการคมนาคม โดยระบุว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามปกติ” พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมีการส่งมอบ ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีเจตนาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาคนไปป้องกัน และเป็นการป้องกันมือที่สามใส่ร้าย ดูอย่างที่ทำเนียบฯไม่ได้มีการส่งมอบ ข้าวของเสียหายเยอะ ซึ่งไม่รู้ใครทำ ส่วนการตั้งข้อกล่าวหาเท็จนั้นตนมองว่า เป็นการหาคนรับผิดชอบเพราะตอนนี้ การท่าอากาศยานถูกบริษัทเอกชนฟ้อง ซึ่งการท่าฯ ก็ต้องพยายามหาผู้รับผิดแทน คิดอะไรไม่ออกก็เลยเอาพันธมิตรฯ เพราะเคยชุมนุมที่สนามบิน
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเดินไปในทางที่ถูกต้อง อย่าไปตัดตอนประวัติศาสตร์ ให้เข้าใจว่าการได้มาซึ่งตำแหน่งบทบาทหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะได้มา แต่ได้มาเป็นขบวนการของพี่น้องประชาชนที่ได้เสียสละ ต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ต่อสู้กับคนที่ต้องการทำลายสถาบันเพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นนายกฯ ต้องคิดว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่ หรือต้องการเป็นรัฐบุรุษ ปัจจุบันประเทศไทยเราขาดรัฐบุรุษ ฉะนั้นการเมืองเราถึงไม่ก้าวหน้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การยื่นข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน มันเป็นอะไรที่แปลก ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้เดือดร้อน เพราะผู้ถูกกล่าวหาดูมีความสุข อิ่มเอมใจ เพราะเขาทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ปกป้องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อสู้กับคนที่จ้องจะทำลาย ขณะเดียวกันคนที่ตั้งข้อกล่าวหากลับทุกข์ร้อน วิตกกังวล ตรงนี้ต้องขอสดุดีการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้ เพราะนี้เป็นวีรกรรมที่ยิงใหญ่ เป็นขบวนการสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันเป็นขบวนการต่อสู้ให้เกิดความยุติธรรมที่เป็นธรรมในสังคมไทย
นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ประจวบกับสถานการณ์หวัด2009 อย่างนี้ การที่กลุ่มคนเสื้อแดงประท้วง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขขณะเข้าไปแก้ปัญหา ว่า พวกเขากำลังทำลายวัฒนธรรมประเพณีของคนทางภาคเหนือ นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัย “ทักษิณ” เป็นนายกฯ โครงการณ์ใหญ่ๆ ดีๆ จะถูกโยกย้ายไปที่ จ.เชียงใหม่ทั้งหมด และการที่ประกาศว่า ถ้าจังหวัดไหนเลือก ส.ส. ของผม จะเข้าไปบริหารตรงนั้นก่อน การที่คุณเป็นนายกฯ กลับไม่ให้ความเป็นธรรม ตรงนี้ต้องถูกรับกรรม ถูกคดีตัดสินจากขบวนการยุติธรรม ดังนั้นในโอกาสช่วงเข้าพรรษานี้ ควรยุติได้แล้ว กลับมารับกรรม ยอมรับความผิด แล้วยกเลิกสิ่งต่างๆที่ทำให้คนเดือดร้อน คนไทยเคยให้โอกาส ทักษิณ มาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้น่าจะให้โอกาสรัฐบาล ได้บริหารประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง
Wednesday, July 8, 2009
Time for those patriots
source: http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077272
"ป.ป.ช." เงื้อดาบเตรียมชี้มูลความผิด รมต. ประเคน "พระวิหาร" ให้เขมร เชื่อหลังสอบทูตไทยที่ฝรั่งเศสเสร็จ ข้อมูลแน่นพอเอาผิดได้ แจง รมต.คนใดไม่ร่วมประชุมไม่ได้แปลว่าพ้นผิด ย้ำต้องมีหลักฐานยันความบริสุทธิ์ ชี้คดีหวยบนดิน เทียบไม่ได้กับคดีนี้ มาตรา 171 และ 178 ในรธน. ระบุชัด ครม. ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
วันนี้ (8 ก.ค.) น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนไต่สวนคดีกล่าวหารัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จงใจทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มิ.ย. 2551 เพื่อสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดของคดีนี้คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมนี้จะมีการเสนอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะชี้มูลบุคคลใดมีความผิดบ้าง แต่ถ้าหากที่ประชุม ป.ป.ช.ยังต้องการไต่สวนเพิ่มเติมก็ต้องมีการเลื่อนกำหนดการชี้มูลออกไป
“ภายหลังจากที่เดินทางกลับมาจากการไปไต่สวนทูตไทยที่ประเทศฝรั่งเศส ก็เชื่อว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดได้ แต่ถ้าหากที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นก็พร้อมที่จะดำเนินการตามมติของที่ประชุม” น.ส.สมลักษณ์ กล่าว
สำหรับกรณีที่หากรัฐมนตรีคนใดไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีมติเรื่องเขาพระวิหาร ถือว่าไม่มีความผิดใช่หรือไม่ น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า เท่าที่มีการไต่สวนรัฐมนตรีหลายคนซึ่งได้ระบุว่าตัวเองไม่ได้เข้าร่วมประชุม หรือเข้าร่วมประชุมแต่แสดงความเห็นคัดค้าน จากกรณีนี้ต้องมาดูว่าการที่บอกว่าตัวเองไม่ได้เข้าร่วมประชุมนั้น มีเอกสารในการขอลาประชุมถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับการแสดงความคิดเห็นคัดค้านก็ต้องมีเหตุผลเช่นกัน
น.ส.สมลักษณ์ กล่าวต่อว่า ตามหลักการไต่สวนต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะแต่ละบุคคลถูกแจ้งข้อกล่าวหาต่างกัน และคิดว่าบรรทัดฐานของคดีการออกหวยบนดินที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)มีความเห็นว่า ครม. ขณะนั้นผิดทั้งหมด และมีรัฐมนตรีบางคนหลุดพ้นจากคดี เพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยจะนำกรณีดังกล่าวมาใช้กับคดีนี้ไม่ได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงมันต่างกัน ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 171 และ 178 ได้ระบุถึงหน้าที่ของ ครม.ในการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันเอาไว้ จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาให้รอบคอบ
น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ที่มี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุม ณ ประเทศสเปน คงไม่มีผลต่อการไต่สวนคดีนี้ เพราะต้องรอให้มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากยูเนสโกก่อนว่าจะมีการถอนปราสาทพระวิหารออกจากการเป็นมรดกโลก ซึ่งในที่ประชุม ป.ป.ช.จะมีการนำเรื่องนี้มาหารือกันอีกครั้ง
สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมัคร ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ประกอบด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีต รมว.พลังงาน นายสหัส บัณฑิตกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย
"ป.ป.ช." เงื้อดาบเตรียมชี้มูลความผิด รมต. ประเคน "พระวิหาร" ให้เขมร เชื่อหลังสอบทูตไทยที่ฝรั่งเศสเสร็จ ข้อมูลแน่นพอเอาผิดได้ แจง รมต.คนใดไม่ร่วมประชุมไม่ได้แปลว่าพ้นผิด ย้ำต้องมีหลักฐานยันความบริสุทธิ์ ชี้คดีหวยบนดิน เทียบไม่ได้กับคดีนี้ มาตรา 171 และ 178 ในรธน. ระบุชัด ครม. ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
วันนี้ (8 ก.ค.) น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนไต่สวนคดีกล่าวหารัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จงใจทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มิ.ย. 2551 เพื่อสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดของคดีนี้คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมนี้จะมีการเสนอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะชี้มูลบุคคลใดมีความผิดบ้าง แต่ถ้าหากที่ประชุม ป.ป.ช.ยังต้องการไต่สวนเพิ่มเติมก็ต้องมีการเลื่อนกำหนดการชี้มูลออกไป
“ภายหลังจากที่เดินทางกลับมาจากการไปไต่สวนทูตไทยที่ประเทศฝรั่งเศส ก็เชื่อว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดได้ แต่ถ้าหากที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นก็พร้อมที่จะดำเนินการตามมติของที่ประชุม” น.ส.สมลักษณ์ กล่าว
สำหรับกรณีที่หากรัฐมนตรีคนใดไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีมติเรื่องเขาพระวิหาร ถือว่าไม่มีความผิดใช่หรือไม่ น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า เท่าที่มีการไต่สวนรัฐมนตรีหลายคนซึ่งได้ระบุว่าตัวเองไม่ได้เข้าร่วมประชุม หรือเข้าร่วมประชุมแต่แสดงความเห็นคัดค้าน จากกรณีนี้ต้องมาดูว่าการที่บอกว่าตัวเองไม่ได้เข้าร่วมประชุมนั้น มีเอกสารในการขอลาประชุมถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับการแสดงความคิดเห็นคัดค้านก็ต้องมีเหตุผลเช่นกัน
น.ส.สมลักษณ์ กล่าวต่อว่า ตามหลักการไต่สวนต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะแต่ละบุคคลถูกแจ้งข้อกล่าวหาต่างกัน และคิดว่าบรรทัดฐานของคดีการออกหวยบนดินที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)มีความเห็นว่า ครม. ขณะนั้นผิดทั้งหมด และมีรัฐมนตรีบางคนหลุดพ้นจากคดี เพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยจะนำกรณีดังกล่าวมาใช้กับคดีนี้ไม่ได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงมันต่างกัน ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 171 และ 178 ได้ระบุถึงหน้าที่ของ ครม.ในการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันเอาไว้ จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาให้รอบคอบ
น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ที่มี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุม ณ ประเทศสเปน คงไม่มีผลต่อการไต่สวนคดีนี้ เพราะต้องรอให้มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากยูเนสโกก่อนว่าจะมีการถอนปราสาทพระวิหารออกจากการเป็นมรดกโลก ซึ่งในที่ประชุม ป.ป.ช.จะมีการนำเรื่องนี้มาหารือกันอีกครั้ง
สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมัคร ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ประกอบด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีต รมว.พลังงาน นายสหัส บัณฑิตกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย
I am glad our prime minister is not that crazy....
วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:40:22 น. มติชนออนไลน์
source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247049666&grpid=03&catid=01
นายกฯยืนยันไม่ปิดประเทศตามข้อเสนอของแพทย์จุฬาฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศปิดประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตามข้อเสนอของแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ แต่จะดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อหามาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น การควบคุมโรงเรียนกวดวิชาหรือร้านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคมากที่สุด
ปัจจุบันอัตราผู้เสียชีวิตจากเชื้อดังกล่าวคิดเป็น 0.4% แต่หากมีความรุนแรงจนอัตราส่วนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 1.2-1.5% เหมือนในต่างประเทศก็ต้องมีการปรับมาตรการดูแลเพิ่มเติมอีก โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อเข้าไปดูแลผู้ป่วยที่มีอาหาร หนักเป็นกรณีพิเศษแล้ว ซึ่งมีอยู่ 4 ราย
source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247049666&grpid=03&catid=01
นายกฯยืนยันไม่ปิดประเทศตามข้อเสนอของแพทย์จุฬาฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศปิดประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตามข้อเสนอของแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ แต่จะดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อหามาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น การควบคุมโรงเรียนกวดวิชาหรือร้านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคมากที่สุด
ปัจจุบันอัตราผู้เสียชีวิตจากเชื้อดังกล่าวคิดเป็น 0.4% แต่หากมีความรุนแรงจนอัตราส่วนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 1.2-1.5% เหมือนในต่างประเทศก็ต้องมีการปรับมาตรการดูแลเพิ่มเติมอีก โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อเข้าไปดูแลผู้ป่วยที่มีอาหาร หนักเป็นกรณีพิเศษแล้ว ซึ่งมีอยู่ 4 ราย
Crazy idea of closing the country....
source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247048116&grpid=00&catid=04
วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:10:45 น. มติชนออนไลน์
ผู้ป่วยหวัด09 โคม่า 8 ราย"เด็ก-ชรา-หญิงตั้งครรภ์" ทั่วโลกติดเชื้อเกือบแสน ชี้ระบาดรอบ 2อาจปิดประเทศ
อธิบดีกรมการแพทย์เผยผู้ป่วยหวัด 2009 อาการโคม่า 8 ราย มีเด็กผู้ใหญ่คนชราและหญิงตั้งครรภ์ ยอดรวมทั่วโลกใกล้แสนราย แพทย์ชี้สธ.ควรเด็ดขาด สั่งห้ามคนป่วยออกจากบ้านหากระบาดรอบ2อาจต้องปิดประเทศ "การ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่"ร่วมไล่"วิทยา"ตายกะทันหันคาดติด"หวัดใหญ่2009" เชียงรายพบนร.ป่วย45ราย
นพ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มีอาการหนักน่าเป็นห่วง ทั้งสิ้น 8 ราย กระจายอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ โดยรายที่น่าเป็นห่วงที่สุด เป็น หญิง อายุ 63 ปี อยู่ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ มีโรคประจำตัวเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว และมีภาวะปอดบวมทั้ง 2 ข้าง แพทย์ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว รายที่ 2 เป็น ชาย อายุ 38 ปี อยู่ที่โรงพยาบาลชลประทาน มีโรงประจำตัวเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ป่วยตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม มาพบแพทย์วันที่ 4 กรกฎาคม มีไข้สูง เหนื่อย หอบ ปอดบวมทั้ง 2 ข้าง จนกระทั่งวันที่ 5 หอบหนักขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และ ล่าสุด อาการปอดบวมดีขึ้น สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว
นพ.เรวัติ กล่าวว่า รายที่ 3 เป็น ชายอายุ 45 ปี จ.อยุธยา มาพบแพทย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งมีอาการหนักแล้ว คือหัวใจหยุดเต้น แพทย์ได้ช่วยชีวิตสำเร็จ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว และมีแนวโน้มทรุดลง เนื่องจากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหลายโรค คือ โรคหัวใจล้มเหลว ไตเริ่มเสื่อม น้ำหนักตัวมากถึง 103 กิโลกรัม รายที่ 4 เป็นเด็กชาย 7 ปี ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ที่เชื้อไวรัสขึ้นสมอง มีอาการคล้ายไข้สมองอักเสบ ต้องใช้เวลารักษานานนับเดือน ล่าสุดเด็กยังไมรู้สึกตัว รายที่ 5 เป็นหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ อยู่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี มีโรคประจำตัวเป็นโรคธาลัสซีเมีย ล่าสุดอาการดีขึ้น แพทย์ได้ให้เลือดตลอดเวลา ส่วนอีก 3 ราย อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลเอกชนในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ทั้งนี้ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) รายงานอย่างเป็นทางการใน 136 ประเทศ รวมผู้ป่วยทั้งสิ้น 94,512 ราย เสียชีวิต 429 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45 ประเทศที่มีอัตราป่วยตายสูงสุด ได้แก่ อาร์เจนตินา ร้อยละ 2.41 อุรุกวัย ร้อยละ 0.88 สาธารณรัฐโดมินิกัน ร้อยละ 1.85 โคลัมเบีย ร้อยละ 1.69 และเม็กซิโก ร้อยละ 1.16 คอสตาริก้า ตามลำดับ สำหรับประเทศไทย ในขณะนี้มีรายงานการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มากที่สุดในเอเซีย คือ 11 ราย ขณะนี้ประเทศจีนมีผู้ป่วยยืนยัน 2,266 รายยังไม่มีผู้เสียชีวิต ประเทศญี่ปุ่นมีผู้ป่วยยืนยัน 2,134 ราย ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยมากที่สุดในโลก คือ สหรัฐอเมริกา 33,902 ราย เสียชีวิต 170 ราย
ทางด้าน นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสู่คน กล่าวว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรการปิดประเทศ แต่หากในอนาคตที่มีการระบาดในรอบที่ 2 ซึ่งธรรมชาติของโรคจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่คาดว่าจะทำให้อัตราผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60-80 ถึงเวลานั้นคงไม่มีใครกล้าที่จะออกจากบ้านอยู่แล้ว จึงมีการหยุดการทำกิจกรรมต่างๆ และใช้มาตรการปิดประเทศไปโดยปริยาย
นพ.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะในขณะนี้ คือ 1.รัฐบาลและ สธ. ควรออกมาตรการสั่งห้ามผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มคนทั่วไป ออกจากบ้านหรือเดินทางไปในแหล่งชุมชนโดยให้ปฏิบัติตัวดูแลรักษาสุขภาพใช้หน้ากากอนามัย และล้างมืออยู่กับบ้าน มีการแยกเป็นสัดส่วนชัดเจนในห้องที่ปิดมิดชิด อาจมีผู้ดูแลเพียง 1 คน และหากไม่จำเป็นไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกันแต่ให้อยู่ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร จาน ชาม ของใช้ส่วนตัวมีการแยกต่างหากเป็นพิเศษ กระดาษชำระ หรือขยะติดเชื้อมีการแยกทำลาย โดยไม่ควรไปโรงพยาบาลเนื่องจากเสี่ยงรับเชื้อโรคเพิ่มมากขึ้นได้ หากมีอาการมากขึ้น เช่นเป็นไข้ต่อเนื่อง 2-3 วันไข้ไม่ลดลง มีอาการปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และมีการอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม ต้องรีบพบแพทย์ทันที
นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุด จ.เชียงใหม่ พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 50 ราย และเช้านี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย มีอาการปอดบวมและเสียชีวิตแบบกะทันหัน โดยยังไม่ทันได้วินิจฉัยโรค
"ขณะนี้ได้นำเสมหะส่งตรวจหาเชื้อที่แน่ชัดแล้ว โดยจะทราบผลในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (9 กรกฎาคม) แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เพราะคนวัยหนุ่มสาวที่เสียชีวิตแบบกะทันหันในขณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากสาเหตุไข้หวัดใหญ่ทั้งสิ้น" นพ.วัฒนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เสียชีวิตเป็นการ์ดกลุ่มเสื้อแดงที่ไปเฝ้าอาการไข้ญาติที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม และเข้าร่วมขับไล่นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความวิตกังวลใจแก่สื่อมวลชนที่ไปร่วมทำข่าวในวันดังกล่าวเป็นอยางมาก
ด้านสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าได้กำชับให้หน่วยงานราชการในสังกัดและประสานทางสถานศึกษาต่าง ๆ ใน จ.เชียงราย เร่งทำความสะอาดโรงเรียน ก่อนจะมีการเปิดเรียนในวันที่ 9 กรกฎาคม นี้ หลังจากากรตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พุ่งสูงขึ้นจนน่าห่วง โดยขณะนี้พบมีผู้ติดเชื้อของ จ.เชียงราย แล้วจำนวนทั้งสิ้นจำนวน 45 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยการทำความสะอาดโรงเรียนด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำสะอาด โดยเฉพาะห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเล่นภายในโรงเรียน จะเป็นการฆ่าเชื้อสร้างความเชื่อมั่นแก่บรรดาเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่น ๆ
วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:10:45 น. มติชนออนไลน์
ผู้ป่วยหวัด09 โคม่า 8 ราย"เด็ก-ชรา-หญิงตั้งครรภ์" ทั่วโลกติดเชื้อเกือบแสน ชี้ระบาดรอบ 2อาจปิดประเทศ
อธิบดีกรมการแพทย์เผยผู้ป่วยหวัด 2009 อาการโคม่า 8 ราย มีเด็กผู้ใหญ่คนชราและหญิงตั้งครรภ์ ยอดรวมทั่วโลกใกล้แสนราย แพทย์ชี้สธ.ควรเด็ดขาด สั่งห้ามคนป่วยออกจากบ้านหากระบาดรอบ2อาจต้องปิดประเทศ "การ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่"ร่วมไล่"วิทยา"ตายกะทันหันคาดติด"หวัดใหญ่2009" เชียงรายพบนร.ป่วย45ราย
นพ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มีอาการหนักน่าเป็นห่วง ทั้งสิ้น 8 ราย กระจายอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ โดยรายที่น่าเป็นห่วงที่สุด เป็น หญิง อายุ 63 ปี อยู่ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ มีโรคประจำตัวเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว และมีภาวะปอดบวมทั้ง 2 ข้าง แพทย์ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว รายที่ 2 เป็น ชาย อายุ 38 ปี อยู่ที่โรงพยาบาลชลประทาน มีโรงประจำตัวเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ป่วยตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม มาพบแพทย์วันที่ 4 กรกฎาคม มีไข้สูง เหนื่อย หอบ ปอดบวมทั้ง 2 ข้าง จนกระทั่งวันที่ 5 หอบหนักขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และ ล่าสุด อาการปอดบวมดีขึ้น สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว
นพ.เรวัติ กล่าวว่า รายที่ 3 เป็น ชายอายุ 45 ปี จ.อยุธยา มาพบแพทย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งมีอาการหนักแล้ว คือหัวใจหยุดเต้น แพทย์ได้ช่วยชีวิตสำเร็จ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว และมีแนวโน้มทรุดลง เนื่องจากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหลายโรค คือ โรคหัวใจล้มเหลว ไตเริ่มเสื่อม น้ำหนักตัวมากถึง 103 กิโลกรัม รายที่ 4 เป็นเด็กชาย 7 ปี ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ที่เชื้อไวรัสขึ้นสมอง มีอาการคล้ายไข้สมองอักเสบ ต้องใช้เวลารักษานานนับเดือน ล่าสุดเด็กยังไมรู้สึกตัว รายที่ 5 เป็นหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ อยู่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี มีโรคประจำตัวเป็นโรคธาลัสซีเมีย ล่าสุดอาการดีขึ้น แพทย์ได้ให้เลือดตลอดเวลา ส่วนอีก 3 ราย อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลเอกชนในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ทั้งนี้ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) รายงานอย่างเป็นทางการใน 136 ประเทศ รวมผู้ป่วยทั้งสิ้น 94,512 ราย เสียชีวิต 429 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.45 ประเทศที่มีอัตราป่วยตายสูงสุด ได้แก่ อาร์เจนตินา ร้อยละ 2.41 อุรุกวัย ร้อยละ 0.88 สาธารณรัฐโดมินิกัน ร้อยละ 1.85 โคลัมเบีย ร้อยละ 1.69 และเม็กซิโก ร้อยละ 1.16 คอสตาริก้า ตามลำดับ สำหรับประเทศไทย ในขณะนี้มีรายงานการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มากที่สุดในเอเซีย คือ 11 ราย ขณะนี้ประเทศจีนมีผู้ป่วยยืนยัน 2,266 รายยังไม่มีผู้เสียชีวิต ประเทศญี่ปุ่นมีผู้ป่วยยืนยัน 2,134 ราย ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยมากที่สุดในโลก คือ สหรัฐอเมริกา 33,902 ราย เสียชีวิต 170 ราย
ทางด้าน นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสู่คน กล่าวว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรการปิดประเทศ แต่หากในอนาคตที่มีการระบาดในรอบที่ 2 ซึ่งธรรมชาติของโรคจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่คาดว่าจะทำให้อัตราผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60-80 ถึงเวลานั้นคงไม่มีใครกล้าที่จะออกจากบ้านอยู่แล้ว จึงมีการหยุดการทำกิจกรรมต่างๆ และใช้มาตรการปิดประเทศไปโดยปริยาย
นพ.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะในขณะนี้ คือ 1.รัฐบาลและ สธ. ควรออกมาตรการสั่งห้ามผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มคนทั่วไป ออกจากบ้านหรือเดินทางไปในแหล่งชุมชนโดยให้ปฏิบัติตัวดูแลรักษาสุขภาพใช้หน้ากากอนามัย และล้างมืออยู่กับบ้าน มีการแยกเป็นสัดส่วนชัดเจนในห้องที่ปิดมิดชิด อาจมีผู้ดูแลเพียง 1 คน และหากไม่จำเป็นไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกันแต่ให้อยู่ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร จาน ชาม ของใช้ส่วนตัวมีการแยกต่างหากเป็นพิเศษ กระดาษชำระ หรือขยะติดเชื้อมีการแยกทำลาย โดยไม่ควรไปโรงพยาบาลเนื่องจากเสี่ยงรับเชื้อโรคเพิ่มมากขึ้นได้ หากมีอาการมากขึ้น เช่นเป็นไข้ต่อเนื่อง 2-3 วันไข้ไม่ลดลง มีอาการปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และมีการอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม ต้องรีบพบแพทย์ทันที
นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุด จ.เชียงใหม่ พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 50 ราย และเช้านี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย มีอาการปอดบวมและเสียชีวิตแบบกะทันหัน โดยยังไม่ทันได้วินิจฉัยโรค
"ขณะนี้ได้นำเสมหะส่งตรวจหาเชื้อที่แน่ชัดแล้ว โดยจะทราบผลในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (9 กรกฎาคม) แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เพราะคนวัยหนุ่มสาวที่เสียชีวิตแบบกะทันหันในขณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากสาเหตุไข้หวัดใหญ่ทั้งสิ้น" นพ.วัฒนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เสียชีวิตเป็นการ์ดกลุ่มเสื้อแดงที่ไปเฝ้าอาการไข้ญาติที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม และเข้าร่วมขับไล่นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความวิตกังวลใจแก่สื่อมวลชนที่ไปร่วมทำข่าวในวันดังกล่าวเป็นอยางมาก
ด้านสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าได้กำชับให้หน่วยงานราชการในสังกัดและประสานทางสถานศึกษาต่าง ๆ ใน จ.เชียงราย เร่งทำความสะอาดโรงเรียน ก่อนจะมีการเปิดเรียนในวันที่ 9 กรกฎาคม นี้ หลังจากากรตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พุ่งสูงขึ้นจนน่าห่วง โดยขณะนี้พบมีผู้ติดเชื้อของ จ.เชียงราย แล้วจำนวนทั้งสิ้นจำนวน 45 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยการทำความสะอาดโรงเรียนด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำสะอาด โดยเฉพาะห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเล่นภายในโรงเรียน จะเป็นการฆ่าเชื้อสร้างความเชื่อมั่นแก่บรรดาเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่น ๆ
Poll...different poll or political poll?
source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247023699&grpid=00&catid=01
วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:28:06 น. มติชนออนไลน์
36 ผู้ถูกกล่าวหา"ก่อการร้าย-ยึดสนามบิน" นัดถก9ก.ค. โพลชี้ปชช.เห็น"กษิต"ควรไขก๊อกรมว.ต่างประเทศ
ผลสำรวจเอแบคโพล เผยปชช.เห็นควรให้"กษิต" ลาออกจากรมว.ต่างประเทศ หลังเจอหมายเรียกมีส่วนร่วมปิดสนามบิน ขณะที่ 36 ผู้ถูกกล่าวหาก่อการร้ายเตรียมนัดหารือและเปลี่ยนความเห็นแก้ข้อกล่าวหาและเตรียมอุทธรณ์ 9 ก.ค. นี้
โพลเผยปชช.หนุน"กษิต"ลาออกหลังร่วมปิดสนามบิน
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย เรื่อง สาธารณชนคิดอย่างไรต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังข่าวหมายเรียกจากตำรวจกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและแนวคิดการใช้สนามหลวงในการจัดงานวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง เป็นต้น จำนวนทั้งสิ้น 1,283 ครัวเรือ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2552 พบว่า ส่วนใหญ่ทราบข่าวนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับหมายเรียกจากตำรวจ กรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อปลายปี พ.ศ. 2551 โดยเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 54.1 ของคนที่เห็นว่าควรลาออก
36ผู้ถูกกล่าวหานัดถกเตรียมอุทธรณ์9ก.ค.
ขณะที่ นายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ในฐานะทนายความของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายบุกยึดสนามบิน เปิดเผยว่า ในเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 36 คน จะนัดประชุมกันเพื่อศึกษารายละเอียดของคดี แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อแก้ข้อกล่าวหา และการอุทธรณ์ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่เตรียมดำเนินการไว้แล้ว
สำหรับการแก้ต่างข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายของรมว.ต่างประเทศนั้น นายนิติธร กล่าวว่า จะแยกดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นแกนนำพันธมิตรฯ อีก 35 คน เพื่อประโยชน์ของรูปคดี
วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:28:06 น. มติชนออนไลน์
36 ผู้ถูกกล่าวหา"ก่อการร้าย-ยึดสนามบิน" นัดถก9ก.ค. โพลชี้ปชช.เห็น"กษิต"ควรไขก๊อกรมว.ต่างประเทศ
ผลสำรวจเอแบคโพล เผยปชช.เห็นควรให้"กษิต" ลาออกจากรมว.ต่างประเทศ หลังเจอหมายเรียกมีส่วนร่วมปิดสนามบิน ขณะที่ 36 ผู้ถูกกล่าวหาก่อการร้ายเตรียมนัดหารือและเปลี่ยนความเห็นแก้ข้อกล่าวหาและเตรียมอุทธรณ์ 9 ก.ค. นี้
โพลเผยปชช.หนุน"กษิต"ลาออกหลังร่วมปิดสนามบิน
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย เรื่อง สาธารณชนคิดอย่างไรต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังข่าวหมายเรียกจากตำรวจกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและแนวคิดการใช้สนามหลวงในการจัดงานวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง เป็นต้น จำนวนทั้งสิ้น 1,283 ครัวเรือ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2552 พบว่า ส่วนใหญ่ทราบข่าวนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับหมายเรียกจากตำรวจ กรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อปลายปี พ.ศ. 2551 โดยเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 54.1 ของคนที่เห็นว่าควรลาออก
36ผู้ถูกกล่าวหานัดถกเตรียมอุทธรณ์9ก.ค.
ขณะที่ นายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ในฐานะทนายความของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายบุกยึดสนามบิน เปิดเผยว่า ในเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 36 คน จะนัดประชุมกันเพื่อศึกษารายละเอียดของคดี แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อแก้ข้อกล่าวหา และการอุทธรณ์ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่เตรียมดำเนินการไว้แล้ว
สำหรับการแก้ต่างข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายของรมว.ต่างประเทศนั้น นายนิติธร กล่าวว่า จะแยกดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นแกนนำพันธมิตรฯ อีก 35 คน เพื่อประโยชน์ของรูปคดี
Shall we lose our land to cambodia?
source: http://www.manager.co.th/politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075716
“สนธิ”เตือนนายกฯ เร่งใช้สื่อในมือแจง ปชช.รู้ทันแผน“นช.แม้ว”ล่าชื่อถวายฎีกา จงใจเล่นการเมืองกับในหลวง หวังให้พสกนิกรเข้าใจผิด นำไปสู่วิกฤติของบ้านเมือง พร้อมจี้แสดงจุดยืนคัดค้านขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมรยุค “นพดล” ก่อนเสียพื้นที่เพิ่ม 1.5 ล้านไร่ จวก “สุวิทย์”โกหก อ้างเลื่อนการขึ้นทะเบียนได้ทั้งที่เป็นขั้นตอนปกติ แฉ รมว.ทรัพย์ฯ เร่งร่างทีโออาร์จ้างเอกชนพัฒนาพื้นที่รอบเขาวิหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวในรายการ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ทางเอเอสทีวี เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นพิธีกร ว่าวันนี้ จำเป็นต้องเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ได้พูดให้กำลังใจมาตลอด แต่ตอนนี้คงไม่ต้องให้กำลังใจแล้ว แม้ว่ายังรักและยังเชียร์อยู่ แต่จะเตือนอย่างกัลยาณมิตร ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องเข้าสู่หายนะ ถ้านายกฯ ไม่ทำอะไรอย่างจริงจังและกล้าหาญ
นายสนธิกล่าวว่า เรื่องแรกที่จะเตือน คือความล้มเหลวทุกประการของรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รู้ถึงวิกฤติครั้งใหญ่ของชาติ นั่นคือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่ระหว่างหนีคดี ได้ให้คนใกล้ชิดคือนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ล่ารายชื่อประชาชนนับล้านคนเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเรื่องนี้คนที่มีปัญญาย้อมรู้ว่าทำไม่ได้ แต่คนเหล่านี้ต้องการเล่นการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้แต่นายกฯ และรัฐมนตรีหลายคนก็ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ควรทำ แต่ไม่เห็นสื่อมวลชนภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ดำเนินการอะไรที่เป็นรูปธรรมที่จะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไม่ได้ และนี่คือการเอาการเมืองมาบังคับพระเจ้าอยู่หัว
นายสนธิ กล่าวย้ำว่า การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น คนที่ต้องการได้อภัยโทษต้องรับโทษก่อน และคนขอต้องเป็นนักโทษเองคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ให้คนอื่นเป็นตัวแทนล่ารายชื่อ ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยใครมีเงิน เมื่อต้องโทษอะไรก็ไปจ้างประชาชนมาเข้าชื่อถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นในเมื่อรู้ดีว่าเรื่องนี้ทำไมได้ แต่คนพวกนี้ก็ยังทำ ก็เพราะต้องการเอาการเมืองไปเล่นกับพระเจ้าอยู่หัว หากเมื่อถวายฎีกาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไปพูดกันทันทีว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยชาวบ้านที่ไปลงชื่อก็จะไม่เข้าใจที่มาที่ไปว่าโดยหลักการแล้วทำไม่ได้ ก็จะเข้าใจผิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายสนธิ กล่าวว่า ในเมื่อรู้ว่านี่คือเกมของทักษิณ ทำไมนายกฯ ไม่สั่งให้รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ใช้สื่อต่างๆ ทำความเข้าใจกับประชาชน โดยต้องให้ฟรีทีวี ทั้งช่อง 11 และ ช่อง 3 ช่อง 9 ที่อยู่ภายใต้สัมปทาน ช่อง 5 และ 7 ซึ่งเป็นช่องของทหาร ต้องให้ผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกรรายการเล่าข่าวต่างๆ ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างกว้างขวางว่า การถวายฎีกาครั้งนี้คือการเล่นการเมืองกับในหลวง ต้องโหมกระพือเรื่องนี้ให้คนทั่วประเทศรู้ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่ได้งมงายทั้งหมด ถ้าเอาเหตุผลไปให้พวกเขาได้รู้ พวกเขาก็จะไม่เอาด้วยกับการถวายฎีกาครั้งนี้
“นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้ององทำ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ คุณสาทิตย์ต้องทำ แล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้มีการล่ารายชื่อจนเสร็จ โดยที่ประชาชนที่ร่วมลงชื่อเขาไม่รู้ คนที่มาลงชื่อก็เพราะรักในหลวงและเห็นว่าจะช่วยทักษิณได้ แต่เมื่อไม่ได้ เพราะมันผิดหลักการ คนพวกนี้ก็จะบอกว่าในหลวงไม่ให้ความเป็นธรรมกับทักษิณ สร้างความเข้าใจผิดในหมู่พสกนิกร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมต้องตำหนิคุณอภิสิทธิ์ คุณสาทิต คุณจะปล่อยให้ประชาชนเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ นี่คือความล้มเหลว ที่ผมรับไม่ได้เด็ดขาด”นายสนธิกล่าว
นายสนธิกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องที่ 2 อยากจะขอร้องให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 1 ชุด โดยนายกฯ เป็นประธาน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศเป็นเลขาณุการ คณะกรรมการชุดนี้ควรมีบุคคลที่มีองค์ความรู้ และมีภาคประชาชนเข้ามาร่วม อาจมี ส.ส. ส.ว.เข้าร่วมด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องเป็นคณะกรรมการที่ใหญ่ เพื่อมาบริหารจัดการข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร และสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนในเรื่องดังกล่าว
นายสนธิ กล่าวว่า กรณีเขาพระวิหารนั้นนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ส่งสัญญาณไม่เหมือนกัน เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.52 ขณะที่นายกฯ เยือนจีนได้ให้สัมภาษณ์ว่า ได้บอกนายสุเทพในการไปจรจากับนายฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา ว่าให้ย้ำจุดยืนไม่ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง เพราะถ้ายอมรับการขึ้นทะเบียนก็เท่ากับยอมรับแผนที่ที่กัมพูชาใช้อ้างอิง ซึ่งจะทำให้ไทยเสียดินแดนอีก 1.5 ล้านไร่ตามมา แต่ในวันวันเดียวกันนั้น นายสุเทพให้สัมภาษณ์ก่อนไปกัมพูชาว่า คงไม่เอาเรื่องอะไรไปพูดให้เป็นปัญหา เพราะนายกฯ ไม่ให้พูดเรื่องเขาพระวิหาร ให้พูดแต่เรื่องที่เป็นมิตรไมตรีต่อกันเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าใครโกหกกันแน่ ระหว่างนายกฯ กับนายสุเทพ แต่ที่นายกฯ พูดนั้นเป็นจุดยืนเดียวกันกับตอนที่เป็นฝ่ายค้าน และได้อภิปรายคัดค้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนให้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
นายสนธิกล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายสุเทพยังอ้างว่าไทยไม่มีอะไรโต้แย้งเรื่องเขาพระวิหารกับกัมพูชา ทั้งที่ข้อเท็จจริงนั้น เราโต้แย้งเรื่องแผนที่ตั้งแต่แรก เพราะเราถือแผนที่คนละฉบับกัน และการที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าให้คัดค้านการขึ้นทะเบียนก็เท่ากับโต้แย้งแล้ว ขณะเดียวกันนายสุเทพยังพูดเหมือนนายสมัครและคนเสื้อแดงว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก แต่นายสุเทพพูดไม่หมดว่าเรายังขอสงวนสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์เมื่อมีข้อมูลใหม่
นายสนธิกล่าวอีกว่า พันธมิตรฯ ได้ออกมาคัดค้านการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารมาตั้งแต่ปี 51 ตอนชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ ซึ่งตอนนั้นนายนพดล ปัทมะได้ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาสนับสนุนให้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งโดยนัยเท่ากับว่าเรายอมรับแผนที่ที่เขมรใช้ ซึ่งหากเขาอ้างแผนที่ดังกล่าวไทยจะเสียพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 7 แห่งในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ และบริเวณรอบๆ เขาพระวิหารรวมเนื้อที่ 1.5 ล้านไร่
“ผมขอเตือนคุณสุเทพ ถ้าคิดว่าการเสียดินแดน 1.5 ล้านไร่เป็นเรื่องเล็ก แต่ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ผมยอมไม่ได้ เด็ดขาด ในฐานะลูกเจ๊กแต่เป็นคนไทยที่รักชาติ ตารางนิ้วเดียวก็ไม่อยากจะเสีย จะมาเสีย 1.5 ล้านไร่ เพราะความโง่เง่าอย่างนั้นหรือ นี่คือทำไมเราถึงคัดค้านนายนพดลและนายสมัครอย่างถึงไหนถึงกัน”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่นายนพลดลไปลงนามนั้นถูกศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา 6 เดือนแล้ว ทำไมยังไม่แจ้งกัมพูชาและยูเนสโก้ว่าขอยกเลิกแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อที่จะบอกว่าเราไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่รับจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร
นายสนธิ กล่าวว่า เขาพระวิหารนั้นมีการประจันหน้ากันระหว่างไทยกับกัมพูชามาตลอด แต่ก็ยันกันอยู่อย่างนั้น โดยมีการอ้างแผนที่คนละฉบับ แต่เรามีข้อเท็จจริงว่า ตอนที่ฝรั่งเศสคืนดินแดนให้ไทย (หลังสงครามอินโดจีน) นั้น เขายอมรับแผนที่ฉบับของเรา นั่นคือเกาะกูดเป็นของเราทั้งเกาะ จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นนายกฯ มีการแอบเจรจากับนายฮุนเซน เรื่องผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในอ่าวไทย ไปยอมรับอย่างไม่เป็นทางการว่าแผนที่ที่เขมรใช้อ้างอิงเรื่องเขาพระวิหารนั้นถูกต้อง ซึ่งเมื่อลากลงไปในทะเลจะทำให้เกาะกูดถูกแบ่งครึ่งและเขตแดนทางทะเลส่วนที่มีก๊าซ และน้ำมันนั้นตกเป็นของกัมพูชา แล้วคนชั่วที่ขายบ้านขายเมืองก็จะไปเจรจากับกัมพูชาขอสัมปทานตรงนั้นเพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋า ดังนั้นเมื่อรัฐบาลนายสมัครเข้ามา จึงมีการจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร แต่เมื่อพันธมิตรฯ ประท้วงอย่างแข็งขันจึงต้องมีการคุยกันใหม่
นายสนธิย้ำว่า ต้องการเห็นรัฐบาลนี้สั่งยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ตามที่นายกษิตเคยแนะนำบนเวทีพันธมิตรฯ อย่าปล่อยให้เลยตามเลย ส่วนกรณีที่ส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองเซบิญา ประเทศสเปนนั้น เป็นการส่งไปผิดคน เพราะนายสุวิทย์ไม่ใช่ประธานมรดกโลก ไม่มีอำนาจ และไม่ได้เสนออะไรในที่ประชุม นอกจากไปสังเกตการณ์ เมื่อกลับมาแล้วนายสุวิทย์ยังโกหกว่าเขาทำให้กรรมการมรดกโลกเลื่อนการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารไปเป็นเดือน ก.พ.ปี 53 ทั้งที่มันเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้แต่เดิม ซึ่งการจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์นั้นมีอยู่ 16 ข้อ ซึ่งข้อสุดท้ายนั้นต้องเสร็จในเดือน ก.พ.53 ที่ให้กัมพูชาส่งแผนจัดการบริหารพื้นที่ที่สมบูรณ์พร้อมแผนที่ ไม่ใช่การเลื่อนกำหนดตามที่นายสุวิทย์อ้าง
นอกจากนี้นายสุวิทย์ ในฐานะ รมว.ทรัพยากรฯ ยังไม่ยกเลิกโครงการสมัยรัฐบาลนายสมัครในการพัฒนาพื้นที่รอบเขาพระวิหารให้เป็นไปตามเงื่อนไขของมรดกโลก ซึ่งกินพื้นที่หลายหมื่นไร่ โดยมีการแอบร่างทีโออาร์ให้เอกชนมาเซ็นสัญญาแล้ว เพราะฉะนั้นนายสุวิทย์จึงเป็นอีกคนหรือไม่ที่จะมีส่วนทำให้ไทยเสียดินแดน
นายสนธิกล่าวว่า หากรัฐบาลนี้ต้องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจริงทำไมต้องทำตามขั้นตอนที่ 14 ของการจดทะเบียน โดยการส่งตัวแทนไปร่วมประชุมกับกัมพูชาและชาติหุ้นส่วนอีก 7 ชาติเรื่องการพัฒนาทรัพย์สิน ทำให้กัมพูชาทำตามเงื่อนไขข้อนี้สำเร็จ ซึ่งถ้าต้องการจะคัดค้านอย่างจริงจัง เราต้องไม่สนใจคณะกรรมการมรดกโลก ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องรักษาอธิปไตยไม่ให้ชาติอื่นมาบริหารพื้นที่ ไม่ให้สร้างถนนเข้ามาในเขตไทย
“นี่คือขบวนการปล้นชาติปล้นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมถึงต้องเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ อย่าพูดไพเราะพูดเก่งอย่างเดียว ท่านต้องลงมานั่งหัวโต๊ะ แล้วท่านต้องเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งแรกที่ท่านต้องเริ่มทันทีเลย ท่านต้องบอกทันทีเลยว่าให้รัฐมนตรีฯ กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา แจ้งไปทางรัฐบาลกัมพูชา และคณะกรรมการมรดกโลก ตามที่นายกษิต ภิรมย์ ได้เคยให้คำแนะนำไว้”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียพื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ ตอนนี้อาจจะไม่มีการกระโตกกระตาก แต่พอเรายอมรับให้เป็นมรดกโลก ทำตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลกเรียบร้อยหมดตามขั้นตอน วันดีคืนดีลูกนายฮุนเซน อาจยื่นข้อเรียกร้องว่าเมื่อประเทศไทยยอมรับแผนที่ตามที่เสนอมรดกโลก เพราะไปร่วมจัดการลงทะเบียนร่วมจัดการพื้นที่รอบๆ ปราสาท ดังนั้นเขาอาจจะขอลากแผนที่ต่ออีก 7 แห่งใน 3 จังหวัด 1.5 ล้านไร่ ให้เป็นของกัมพูชา หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกซึ่งจดทะเบียนเป็นของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว ไทยไม่มีสิทธิ์
“ปรากฏว่าอะไรรู้ไหม ตอนนี้ คนไทย ข้าราชการไทย และนักการเมืองไทยหัวใส ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์แสนกล ก็บอกว่า งั้นเราขอเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยได้ไหม การเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยก็เท่ากับคุณไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์ ทันทีเลย”นายสนธิกล่าว
คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล”ในรายการ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
สโรชา พรอุดมศักดิ์ - สวัสดีค่ะพ่อแม่พี่น้อง ขอต้อนรับเข้าสู่รายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนะคะ กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง แหม นานๆ เจอกันทีก็มาพร้อมกับสิวเม็ดใหญ่กลางหน้าผากก็อย่าว่ากันเลยนะคะ ยังสาวอยู่ก็อย่างนี้ล่ะค่ะมีสิวสาวขึ้นเล็กน้อย มีคุณผู้ชม พ่อแม่พี่น้องหลายท่านนะคะได้กรุณาส่งเสียงมาบอกว่า ช่วงหลังไม่เจอเลย หายไปไหน ไม่จัดรายการภาษาไทยเลย ก็เรียนให้ทราบนะคะว่าตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นต้นมาก็จะจัดรายการ คอคนคอข่าวคอต่างประเทศ ในทุกๆ วันอังคาร ช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มเป็นต้นไป ก็มาติดตามข่าวสารในต่างประเทศ พูดคุยกันในหลายๆ ประเด็น แล้วจะพยายามนำเสนอเรื่องราวที่ใกล้ตัวคนไทยสักนิดหนึ่ง เรื่องราวที่จะสามารถกระทบถึงชีวิตประจำวันของเรา หรือในบางกรณีก็อาจจะมีการเปรียบเทียบตัวอย่างกรณีศึกษาจากต่างประเทศ ในเรื่องราวที่เกี่ยวโยงในประเทศไทย หรือว่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ เวลานี้ ก็สามารถจะติดตามกันได้ทุกวันอังคารค่ะ
สำหรับเรื่องราวของพันธมิตรฯ วันนี้ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของคนที่ แหม.. จริงๆ แล้วไม่อยากพูดถึงนะคะ แต่ว่ายังไงก็คงต้องพูดแหละเพราะว่าเขากำลังฮือฮากันมาก สำหรับวันที่ 26 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ พ่อแม่พี่น้องทราบใช่ไหมคะเป็นวันเกิดของใคร เป็นวันเกิดของ นช.ทักษิณ ถูกต้องแล้วค่ะ 60 ปีนะคะปีนี้ ไม่ใช่น้อยๆ เลย แล้วก็จะมีงานใหญ่ด้วย เพราะว่าชมรมคนรักแท็กซี่เขาออกมาประกาศนะคะว่าเขาจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ จะมีการจัดงานในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในทั่วทุกพื้นที่จะมีการสวดมนต์เพื่อต่ออายุทักษิณให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น สวดมนต์พร้อมกันในทุกๆ ที่เลย นี่คือคำกล่าวอ้างของประธานชมรมวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ นะคะ 26 กรกฎาคม ทักษิณอายุครบ 60 ปี พอดี๊ พอดี เขาบอกว่าในต่างจังหวัดก็จะจัดกันในพื้นที่ต่างๆ แต่ในกรุงเทพมหานครก็จะจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวงนะคะ โดยจะมีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 60 รูป มาสวดมนต์เพื่อต่ออายุให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และก็จะมีการสวดมนต์พร้อมๆ กันไปทั่วประเทศเลยนะคะ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย วันนี้ไปที่สหประชาชาติในกรุงเทพฯ ไปยื่นหนังสือให้นายบัน คี-มุน ในฐานะที่เป็นเลขาธิการยูเอ็น เรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อ 19 กันยาฯ 2549 มีใครบอกแกไหมคะว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นมากี่ปีแล้ว 2549 ได้ข่าวว่า ตอนนี้ 2552 เกินกลางปีมาแล้วนะคะ ผ่านมาแล้ว 3 รัฐบาล ทั้งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลของนายสมชาย นี่ ก่อนหน้านั้นก็มีรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ด้วยนะคะ ก็พยายามน่ะค่ะ พยายามที่จะไปเกี่ยวโยง ไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวในฮอนดูรัส หลังจากที่ผู้นำของเขาโดนรัฐประหารแล้วก็ขับไล่ออกจากประเทศ และในที่สุดสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร ก็ออกมาเรียกร้องให้นำกลับมาเป็นผู้นำประเทศเหมือนเดิม ทางเพื่อไทยเขาก็พยายามที่จะใช้กรณีเทียบเคียงว่านี่ล่ะเป็นการต่อสู้ในเวทีโลก และพยายามเรียกร้องให้ยูเอ็น ในเมื่อทำกับฮอนดูรัสได้ทำไมทำกับประเทศไทยไม่ได้ แต่ว่าอย่างที่ว่าละคะ เรื่องราวมันก็ผ่านพ้นมาหลายต่อหลายปีแล้วทำไมไม่คิดซะตั้งแต่ตอนนั้นล่ะคุณพร้อมพงศ์ นะคะ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้พ่อแม่พี่น้องต้องติดตามดีๆ นะคะ เพราะว่าเรามีคลิปประกอบด้วย คลิ๊กไปเมื่อช่วงเย็นๆ ของวันนี้ ใน ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เขาก็มีการนำคลิปหนึ่งมาเผยแพร่ให้ผู้อ่าน ผู้ชมได้รับทราบกัน คลิปอันนี้นะคะเป็นคลิปของผู้ที่เรียกตัวเองว่า "3 เกลอ junior" 3 เกลอ junior เขาไปที่ๆ ชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา แล้วก็ไปทำสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ผู้ชุมนุมหลายๆ กลุ่ม ว่ามาทำไม มาต่อสู้เพื่ออะไร มาขับไล่ใคร แล้วเขาก็นำมาขึ้นในเว็บไซต์ชื่อดัง ก็คือ You Tube มีคนเข้าไปดูเยอะ แล้วอย่างที่บอก เรียกตัวเองว่า 3 เกลอ junior หลายคนบอกว่า เอ๊ะจริงๆ แล้วเป็นการล้อเลียนหรือเป็นการเลียนแบบ Young PAD รึเปล่า เป็นกลุ่มคนวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาที่มารวมตัวกันเพื่อต่อสู้เพื่ออะไรบางอย่าง หรือว่ามีอุดมการณ์ คราวนี้มันเกิดการผิดพลาดค่ะ เพราะว่าเขาถ่ายกันไปประมาณ 3 นาที เกือบๆ ครึ่ง ไปคุยกับคนกลุ่มหนึ่ง ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง บอกว่า มาทำไม มาขับไล่ใคร เดี๋ยวตะโกนพร้อมกันนะ ตะโกนว่า อภิสิทธิ์ แล้วคุณตะโกนนะว่า ออกไป ไปดูค่ะว่าความพยายามของพวกเขานั้นออกมาเป็นอย่างไร สโรชา - แหม! ก็อภิสิทธิ์ ออกไป ก็หลายรอบอยู่นะคะ พอทักษิณออกไป เล่นเอาตั้งตัวไม่ถูก ทักษิณ ออกไป คงจะเป็นอะไรที่คุ้นๆ หูละคะ จากการที่พวกเราชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อหลายช่วงที่ผ่านมานะคะ ก็นำมาให้พ่อแม่พี่น้องได้รับชมกันว่า จะเลียนแบบทั้งที น้องเอ๋ยเลียนแบบให้เหมือนๆ หน่อยนะ เก่งเหมือน Young PAD เขาหน่อย นะคะ แล้วคงจะได้ชื่นชมกันนะคะ
มีข่าวประชาสัมพันธ์ค่ะ แล้วก็นี่ ขออนุญาตอ่านตามที่คุณลุงจำลองได้กรุณาเขียนมาให้เลยนะคะ "ช่วย ASTV ไม่ให้จอดับ และช่วยเกษตรกรให้ได้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีและราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีมาก โดยการสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ASTV ตราขวัญดิน" ASTV เอากำไรกระสอบละเล็กน้อย กะขายจำนวนมากเข้าว่านะคะ ท่านที่จะสั่งซื้อทีละมากๆ หรือต้องการเป็นผู้แทนจำหน่ายปลีกนะคะ กรุณาติดต่อมาที่เบอร์โทรศัพท์ทั้ง 4 เบอร์นี้นะคะ 08-1944-6122, 08-1944-8122, 08-1824-6944 หรือ 08-1824-8944 ติดต่อได้ทั้ง 4 เบอร์เลยนะคะ จะได้ติดต่อได้อย่างรวดเร็วนะคะ
มีข่าวประชาสัมพันธ์มาจากสหรัฐอเมริกาด้วยค่ะ สหรัฐอเมริกา พันธมิตรฯ ของเราที่วอชิงตันดี.ซี. บอกว่า ตอนนี้ชาวพันธมิตรฯ ดี.ซี. 125 คนได้ร่วมกันต้อนรับ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และคุณเทอดภูมิ ใจดี และคณะ รวมไปถึงคุณหมี ยุทธิยงค์ ของเราด้วย ที่ร้านบางกอก การ์เด้น เมืองโคลัมเบีย รัฐแมริแลนด์ ก็ได้มีการ deposit เงินจำนวน 3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบริจาคจากพันธมิตรฯ ดี.ซี. ผ่านทาง ไทย-ดี.ซี.ฟอรั่มโดยตรงเข้าแบงก์ออฟอเมริกา ด้วยความรักและปรารถนาดีจากพันธมิตรฯ ดี.ซี. ขอบพระคุณมากเลยค่ะสำหรับพันธมิตรฯ ดี.ซี. ก็มีข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมนะคะสำหรับการสนทนา หรือการเสวนาของคณะอาจารย์สมเกียรติ ที่ไปที่นั่นนะคะ ขอเรียนเชิญพี่น้องพันธมิตรฯ จากลาสเวกัส เนวาดา และรัฐใกล้เคียง มาร่วมชุมนุมกัน เสวนาภาคประชาชน โดยมี อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มีคุณเทิดภูมิ ใจดี และอีกหลายท่าน ในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้นะคะ ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มตรง ถึง 5 ทุ่ม ที่โรงแรมโกลด์โคสต์ โฮเทล เนวาดานะคะ ที่บอลรูม สลอน ซี ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณพรรณ ร้านโกมล เบอร์แอเรีย โค้ด 702 731 6542 หรือว่าแอเรีย โค้ด 702 275 2938 ค่ะ และอีก 1 รัฐที่จะมีการพบปะกัน ที่เดนเวอร์ โคโรลาโด นะคะ มีงานเสวนาของทั้งสองท่านในวันที่ 10 กรกฎาคม เวลา 4 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม ที่เล็กส์ เอเชียน มาร์เก็ต ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณเล็ก แอเรียโค้ด 720 314 5449 ขอให้พันธมิตรฯ ไปรวมตัวกันมากๆ นะคะ
ประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยค่ะก่อนที่จะไปพบกับแขกในรายการของเราในค่ำคืนนี้นะคะ ใครอยากที่จะสมัครและสนับสนุนเอเอสทีวี เอเอสทีวี ไม่ให้จอดับนะคะ สามารถที่จะสมัครเช่นเคยค่ะ เป็นข่าวเอเอสทีวีของเรา รับทราบข้อมูลข่าวสาร ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงเรื่องราวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย สามารถที่จะกด R ส่งมาที่ 4321000 เดือนละ 200 บาท ในทุกระบบ กด R นะคะ กดข้อความ พิมพ์ R กดส่งมาที่ 4321000 และเช่นเคยนะคะคุณผู้ชมสามารถที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นในรายการได้ผ่าน SMS หน้าจอนะคะ เดี๋ยวให้โปรดิวเซอร์ขึ้นเบอร์ให้นะคะ SMS หน้าจอก็คือ พิมพ์ 1 เว้นวรรค ส่งต่อด้วยข้อความ ส่งมาที่ 4850770 หรือว่าโทรมาในเวลาที่ออกอากาศสด 02-6294433 ค่ะ
พักกันสักครู่นะคะ วันนี้กลับมาฉายเดี่ยวอีกครั้งหนึ่งสำหรับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล สักครู่เดียวค่ะ
(ช่วงที่ 2)
สนธิ ลิ้มทองกุล
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และท่านผู้ชมที่กำลังดูเอเอสทีวี นิวส์ วัน อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าท่านกำลังดูอยู่ในต่างประเทศ หรือว่าดูอยู่ในประเทศไทย ก็ดีใจครับที่ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กลับมาประจำนะครับ ยกเว้นมีเรื่องสำคัญๆ จริงๆ ก็จะต้องออกมาพูดคุยกับพ่อแม่พี่น้องนะครับ
ช่วงนี้มีเรื่องบางเรื่องที่ผมก็คิดเป็นเวลานาน ว่าผมควรจะพูดเรื่องต่างๆ เหล่านี้ดีหรือไม่ เพราะการพูดของผมวันนี้ ผมกำลังพูดกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยตรง เป็นเวลานานมาแล้ว ตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยตำหนิติเตียนอะไรท่านเลย ผมสนับสนุนท่านมาตลอด ถึงแม้ว่าพันธมิตรฯ บางท่านจะมีความรู้สึกหงุดหงิดกับท่าน ผมจะเป็นคนคอยพูดตลอดเวลาว่าให้อดทนเอาไว้ ให้กำลังใจท่านมาตลอด
วันนี้เป็นวันที่ผมจำเป็นจะต้องเตือนท่านอย่างจริงจัง แล้วก็ไม่ได้เตือนท่านแบบให้กำลังใจอีกต่อไป แต่จะเตือนแบบกัลยาณมิตร ว่าถ้าท่านไม่เชื่อผมในวันนี้ ท่านกำลังนำประเทศไปสู่หายนะ และก็ในยุคท่านจะเป็นยุคที่ประเทศไทยเสียดินแดนเขาพระวิหารไปจริงๆ
นอกจากนั้นแล้ว ผมจำเป็นต้องเตือนท่านอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าท่านไม่ทำอะไรลงไปอย่างจริงจังด้วยความกล้าหาญ ประเทศไทยจะไม่มีวันสงบสุข เดี๋ยวผมจะเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่าทำไม
6 เดือนเต็มๆ ครับที่ผมไม่เคยพูดถึงท่านนายกฯ ในแง่ลบ วันนี้ผมก็ไม่ได้พูดในแง่ลบ แต่ผมจะพูดในฐานะเป็นกัลยาณมิตร ว่าท่านควรจะทำอะไรบ้างแล้วท่านไมได้ทำ ไม่พูดไม่ได้ครับ ผมรู้ว่าพี่น้องหลายๆ คนมีความรู้สึก ยังรักและเชียร์คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ ผมก็ยังรักและเชียร์อยู่ แต่รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี วันนี้ไม่เตือนท่านอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้แล้วครับ
เรื่องแรกที่ผมจะเตือนท่าน คือความล้มเหลวทุกประการ ของท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีท่านล้มเหลวอย่างไร วันนี้วิกฤตของชาติ มีอยู่ 2 3 4 วิกฤต แต่ประชาชนยังไม่รู้ซึ้งถึงวิกฤตเหล่านี้ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมรู้ร่วมคิดกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณวีระ มุสิกพงศ์ และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดำเนินการที่จะล่ารายชื่อประชาชนเป็นล้านคนเพื่อถวายฎีกาให้กับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องนี้คนที่มีปัญญาอย่างผม ท่านนายกฯ หรือ อ.เจิมศักดิ์ หรือหลายต่อหลายคนก็บอกว่า มันทำไม่ได้ และก็กล่าวหาและต่อว่ากลุ่มต่างๆ พวกนี้ ว่ามันเล่นการเมืองกับสถาบันกษัตริย์ แม้กระทั่งท่านนายกฯ เอง ท่านก็ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ว่าไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น รัฐมนตรีบางท่านก็ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน แต่ผมยังไม่เห็น สื่อมวลชนที่อยู่ในการบริหารงานของท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่อง 11 หรือช่อง 9 ดำเนินการอะไรเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องเป็นราวที่จะอธิบายให้กับประชาชนฟังว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ และนี่คือการเล่นการเมือง เอาการเมืองมาบีบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
พี่น้องครับ เราย้อนกลับมาพูดเรื่องนี้สักนิดหนึ่งตั้งแต่ต้น การถวายฎีกาขออภัยโทษ คนต้องเข้าไปรับโทษเสียก่อนถึงจะยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษได้ และคนขอถวายฎีกาขออภัยโทษนั้น ต้องเป็นผู้ต้องโทษคนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องเป็นคนซึ่งเดินเรื่อง ไม่ใช่ให้ตัวแทนมาแล้วไปล่ารายชื่อ ถ้าอย่างนั้นแล้วผมอีกหน่อยมีเงินสักหมื่นล้าน แสนล้าน ผมต้องโทษอะไร ผมก็จ้างประชาชนคนละ 1,000 บาท ให้ลงชื่อเพื่อขอถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัว มีเงินเสียอย่างก็ไม่ผิด
แล้วเขาทำไปทำไมในเมื่อเขารู้ว่า มันยังไงก็ไม่ได้การอภัยโทษแน่ เขาทำเพราะว่าการเมือง จะเอาการเมืองไปเล่นงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะเมื่อทำไม่ได้แล้วเนี่ย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อไม่ได้สำเร็จผล เมื่อไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล เขาก็จะพูดทันที เขาจะพูดทันทีเลยว่าเรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวไม่ให้ความยุติธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เห็นหรือยังพี่น้อง โดยที่ฝ่ายซึ่งลงชื่อไม่เข้าใจที่มาที่ไป ว่าโดยหลักการแล้วเขาไม่ทำกันแบบนี้ คุณทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน เมื่อติดแล้ว เข้าไปติดแค่อาทิตย์แรกก็สามารถที่จะร่างหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษได้ แล้วก็มีประชาชนมาสนับสนุนอีก 1 ล้านคน 2 ล้านคน 10 ล้านคน เท่าที่คุณมีเงินจะไปจ้าง นั่นย่อมทำได้ แต่ไม่ใช่วิธีที่ไปเสวยสุขอยู่ที่ดูไบ แล้วเรียกลูกน้องให้บินไปที่ดูไบ แล้วก็สั่งให้เดินเกมแบบนี้
คุณทักษิณไม่ผิด ทำไมเขาถึงไม่ผิด ที่เขาไม่ผิดเพราะว่าเขาจำเป็นต้องดิ้นรน เพราะเขาเปิดศึกสงครามกับชาติบ้านเมือง เขาเปิดศึกสงครามกับสถาบันกษัตริย์ ปากเขาบอกว่าเขาจงรักภักดี แต่ว่าลับหลังเขาแอบให้ลิ่วล้อเขารบกับสถาบันกษัตริย์ตลอดเวลา คุณทักษิณไม่ผิด เพราะเป็นสิทธิ์ในการต่อสู้ของเขา แต่คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผิด ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ผิด คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเมื่อท่านรู้ว่านี่คือเกมของคุณทักษิณ ทำไมท่านไม่ให้สื่อมวลชนที่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ไม่ใช่ชี้แจง ต้องออกมาทั้งรายการ ตลอดเวลา หรือว่าเรียกช่อง 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาช่อง 9 ออกมา แล้วก็บอกไอ้บรรดานักเล่าข่าวตอนเช้าที่โกหกทั้งหลาย บอกคุณประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 บอกเรื่องนี้ที่มาขอถวายฎีกานี่เป็นการเล่นการเมืองกับพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พวกคุณช่วยเอาเรื่องนี้มาพูดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจหน่อยว่าทำไม่ได้ นอกจากคุณทักษิณจะกลับมาติดคุกเสียก่อนแล้วค่อยมาขอพระราชทานอภัยโทษ
ช่อง 11 รายการอะไรก็ตามที่คุณจัดตลอดเวลา ต้องเอาผู้รู้ เอา อ.เจิมศักดิ์ ไปพูด เอาหลายๆ คนซึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคุณทักษิณมาอธิบาย ช่อง 9 รายการต่างๆ ก็ต้องมาออก ขอความร่วมมือไปยังช่อง 7 ช่อง 5 ช่องทหารก็ต้องออก 3, 5, 7, 9, 11 จำเป็นที่จะต้องโหมกระพือเรื่องนี้เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มี แต่บางคนก็ไม่ได้รักแบบงมงาย ถ้าเอาเหตุผลนี้อธิบายให้เขาฟัง เขาก็จะเข้าใจ เขาก็จะไปบอกเพื่อนฝูงของเขา เฮ้ย อย่าไปเซ็นชื่อถวายฎีกานะ ในการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น นักโทษจะต้องมาติดคุกก่อน นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ ท่านนายกฯ ต้องทำ คุณอภิสิทธิ์ต้องทำ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต้องทำ ทำไมถึงไม่ทำ แล้วคุณปล่อยจนกระทั่งเขาล่ารายชื่อเสร็จเรียบร้อย ประชาชนที่ลงชื่อไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะรักทักษิณ เอ้าลงชื่อขอให้พระเจ้าอยู่หัวอภัยโทษ พวกนี้ก็รักพระเจ้าอยู่หัวทั้งนั้น ก็หวังพึ่งพระเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ท่านอภัยโทษให้ได้อย่างไร เมื่ออภัยโทษให้ไม่ได้ ไอ้พวกนี้ก็เริ่มพลิกแล้วสิ บอก เห็นไหมว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างความร้าวฉาน สร้างความเข้าใจผิดให้พสกนิกร
ทั้งหมดนี้ผมไม่ตำหนิคุณทักษิณ แต่ผมต้องตำหนิคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วผมต้องตำหนิคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คุณมีอำนาจอยู่ในมือ ทำไมคุณไม่ทำเรื่องพวกนี้ คุณต้องทำ คุณกำลังจะปล่อยให้มันฉิบหายต่อไปอย่างนี้ไม่ได้ คุณกำลังจะปล่อยให้ประชาชนมีโอกาสเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้เด็ดขาด นี่คือความล้มเหลวซึ่งผมรับไม่ได้ วันนี้ผมจำเป็นต้องมาพูดเรื่องนี้ คุณเอานักวิชาการมาพูด คุณเอาข้าราชการมาพูด คุณเอา อ.เจิมศักดิ์ มาพูด คุณเอาผมมาพูด คนนั้นมาพูด ไม่มีประโยชน์ 3, 5, 7, 9, 11 ต้องออกไปพร้อมกันเลยเป็นชุด ต้องอธิบาย พวกนักเล่าข่าว ไม่ว่าจะเป็นสรยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น 4 สาว 5 สาว หรือไม่ว่าจะเป็นพวกไหนก็ตามที่ลอยหน้าลอยตาอยู่หน้าจอ จะต้องได้รับคำชี้แจง และคำขอร้อง เจ้าของสถานี ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับสัมปทาน ช่อง 3 รับมาจากช่อง 9 ช่อง 7 รับมาจากช่อง 5 ช่อง 5 ก็เป็นของทหารที่จงรักภักดีอยู่ไม่ใช่หรือ ต้องออกมาพร้อมกัน จัดรายการออกมาตลอดเวลา วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ คลื่นวิทยุอันโน้นอันนี้ ต้องออกมา เพราะว่างานนี้คุณอย่าทำเป็นเล่นไป งานนี้คืองานทำลายพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยตรง โดยที่ประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ และผมเชื่อว่าประชาชนเกือบทั้งหมดก็ยังเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และรักพระเจ้าอยู่หัวฯ หวังว่าให้พระเจ้าอยู่หัวฯ ช่วยทักษิณ แต่ถ้าเขารู้ว่า วิธีนี้พระเจ้าอยู่หัวฯ ช่วยให้ไม่ได้ เพราะว่าการอภัยโทษจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการมารับโทษแล้ว เขาก็จะเข้าใจ นี่คุณกำลังจะทำให้ประชาชนเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวฯ ผิด เพียงเพราะว่าพวกคุณทำงานกันไม่เป็นเลยแม้แต่นิดเดียว และพวกคุณไม่มีความกล้าหาญเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ได้นะครับ ท่านนายกฯ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ไม่ได้
วันนี้ประชาชนยังไม่ได้รับข่าวสารข้อมูลตามที่ประชาชนควรจะได้รับ 6 เดือนเต็มๆ แล้ว คุณนั่งทำอะไรกันอยู่ ผมให้โอกาสคุณ ผมเห็นใจคุณ คุณมีแต่ห่วงอย่างเดียวว่า คุณเนวิน ชิดชอบจะโกรธคุณแค่นั้นเชียวหรือ มีอยู่แค่นั้นหรอชีวิตคุณ ชาติบ้านเมืองมันอยู่ที่ไหน สถาบันกษัตริย์มันอยู่ที่ไหน ก็ไหนเข้ามาตอนแรกก็พูดอยู่ชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ ว่าเข้ามาจะเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดของคนที่มุ่งทำลายสถาบันกษัตริย์ กระบวนการถวายฎีกาล่าล้านชื่อ นี่คือกระบวนการของการทำลายสถาบันกษัตริย์อย่างแนบเนียนที่สุด แค่นี้คุณยังมองไม่ออกเชียวหรือ ผมขอเถอะครับ ขอให้กล้าหาญกว่าเก่า คุณสาทิตย์คุณบริหารช่อง 11 ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ได้มีภูมิปัญญาอะไรเลยที่เล่าให้ฟัง ว่าชาติบ้านเมืองทุกวันนี้มันล่มจมเพราะอะไร หรือว่าวันนี้ คุณเนวิน ชิดชอบ สำคัญไปกว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ ซะแล้ว ผมจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ ผมไม่พูดไม่ได้
เรื่องที่สอง ก็เรื่องเดียวกันอีก ผมจะขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 1 ชุด โดยที่ท่านนายกฯ เป็นประธาน คุณกษิต ภิรมย์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการนี้ คณะกรรมการชุดนี้ควรจะเป็นผู้ซึ่งมีองค์ความรู้ มีภาคประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเอา ส.ส., ส.ว.เข้ามาไม่เป็นไร แต่ไม่ต้องใหญ่ คณะกรรมการชุดนี้คือ คณะกรรมการบริหารจัดการข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร สร้างความโปร่งใสให้กับประชาชน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ท่านนายกฯ ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
ก่อนที่ผมจะเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟัง ผมจะให้ดูสักนิดหนึ่ง แล้วพ่อแม่พี่น้องจะเห็นได้ชัด ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่งสัญญาณเรื่องเขาพระวิหารไม่เหมือนกัน นายกรัฐมนตรี ท่านนายกฯ ท่านเป็นคนที่อภิปรายโจมตีรัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช นายนพดล ปัทมะ อย่างหนักที่สุดในปีที่แล้ว แต่พอมาปีนี้พอท่านเป็นรัฐบาล ท่านมีความเห็นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะระหว่างตัวท่านนายกฯ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมไม่ได้พูดเลื่อนลอย ผมเอาหลักฐานมาให้ดู 26 มิถุนายน 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ กล่าวระหว่างเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านพูดบอกว่า "กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาระบุว่า จะไม่เจรจากับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน โดยจะคุยเฉพาะการถอนทหารออกจากบริเวณพื้นที่ทับซ้อนเท่านั้น" ท่านนายกฯ ว่าอย่างนี้ ท่านนายกฯ บอกว่า "นายสุเทพไปย้ำถึงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก" สรุปง่ายๆ ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังพูดบอกว่า ท่านส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปเพื่อไปตอกย้ำจุดยืนว่า ไม่ต้องการให้เอาปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พี่น้องครับ ท่านนายกฯ พูดถูก ท่านพูดไม่ผิด เพราะการเอาเข้าไปขึ้นเป็นมรดกโลกนั้น แปลว่าเรายอมรับแผนที่กัมพูชา ถ้าเรายอมขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา เท่ากับว่าเราไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชาว่าแผนที่ที่เขาเอามานั้นเป็นแผนที่ที่ถูกต้อง และแผนที่ถ้าเรายอมรับตรงนั้น เราจะสูญเสียพื้นที่ไปอีกล้านกว่าไร่ นี่คือสัญญาณที่ท่านนายกฯ พูดชัดเจน
พี่น้องครับ จำให้แม่นๆ นะครับ ท่านนายกฯ พูดอย่างนี้ นายสุเทพ ไปกัมพูชา ไปย้ำถึงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
26 มิถุนายน วันเดียวกันที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ว่า ผมคงไม่เอาเรื่องอะไรไปพูดให้เป็นปัญหาก็แล้วกัน และท่านนายกฯ ไม่ได้ให้ผมไปพูดเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่ท่านให้ผมไปพูดจาให้เป็นมิตรและไมตรีต่อกัน ใครโกหกใครกันแน่ นายกฯ โกหกประชาชน หรือว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ โกหกประชาชน ก็คำพูดมีอยู่ชัดเจนนี่ ท่านพูดเลยบอกว่านายสุเทพไปกัมพูชานั้นไปย้ำถึงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่นายสุเทพ บอกว่านายกฯ ไม่ได้ให้ไปพูดอย่างนั้น นายกฯ ให้ไปสร้างมิตรไมตรีต่อกัน
จุดยืนของนายกฯ ถูกต้องแล้ว เพราะการที่เราย้ำว่าเราไม่ต้องการเอาขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพราะเราไม่ยอมรับการเป็นมรดกโลก เท่ากับว่าเราไม่ยอมรับแผนที่ของกัมพูชา ซึ่งก็ตรงกับที่นายกฯ เคยอภิปรายในฐานหัวหน้าฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ต่อกรณีของนายนพดล ปัทมะ และนายสมัคร สุนทรเวช สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน นายกฯ ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนตรงนี้ แล้วนายสุเทพเอาตรรกะตรงไหนมาพูดตรงนี้
ความขัดแย้งตรงนี้สัญญาณที่ต่างกัน เป็นไปได้ไหมที่นายสุเทพพูด วันที่ 27 นายสุเทพให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเขมร พูดยังไงรู้ไหม อย่าไปคิดว่าเขาพระวิหารจะต้องมีอะไรโต้แย้งกันระหว่างไทย-กัมพูชา โต้แย้งสิ ไม่โต้แย้งได้ยังไง ก็ไทยสู้มากันตั้งแต่ต้นว่าคุณใช้แผนที่ฝรั่งเศส เราไม่ยอมรับ เรายอมรับแผนที่ของเรา นี่คือจุดโต้แย้งมาตั้งแต่แรก และที่นายกฯ พูด บอกว่าไม่ต้องการให้เขาพระวิหารเข้ามาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็แสดงว่านายกฯ โต้แย้งกับกัมพูชาแล้ว ว่าการที่คุณเอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นเราไม่เห็นด้วย เหตุผลที่เราไม่เห็นด้วยเพราะคุณไปใช้แผนที่ของคุณ
นี่ แล้วนายสุเทพยังพูดต่อ เพราะศาลโลกตัดสินมาตั้งหลายสิบปีแล้ว ว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา นายสุเทพพูดนะ การที่เราไปค้านเรื่องการนำเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก คิดว่าจะไม่เป็นปัญหา เอ้า ไม่เป็นปัญหาได้ยังไง ก็เป็นปัญหาไงล่ะ แต่คุณเองท่านรองนายกฯ กลับพูด เมื่อกี้นี้วันที่ 26 ท่านบอกว่าไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปพูด
เอาล่ะ พี่น้อง พี่น้องเห็นหรือยัง ยังมีเรื่องอีก เดี๋ยวผมจะพูดอีกนิดหนึ่ง เพื่อที่จะไม่ให้พี่น้องหลายคนสับสน ผมจะสรุปเรื่องเขาพระวิหารง่ายๆ พี่น้องจำได้ไหม ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2544 ประเทศไทย ชาติบ้านเมืองมีแต่ความสงบสุข ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เคยขัดแย้งมายังไงก็ขัดแย้งกันเหมือนเดิม ไม่มีใครเสียเปรียบ ไม่มีใครได้เปรียบ ยังคงยันกันอยู่ เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ แล้วก็อ้างสิทธิในพื้นที่ทางทะเล ซึ่งโต้แย้งกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2515
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น นานๆ ทีถึงจะมีโจรก่อการร้ายเข้าไปปล้นสะดม ขู่เจ้าของสวนยาง ขอเรียกค่าคุ้มครอง นานๆ ก็จะมีการยิงกันตายสักที 1-2 ศพ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องขัดผลประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องค้าของเถื่อน เรื่องยาเสพติด
ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2544 ชาติบ้านเมืองฉิบหายหมด ไทยเริ่มที่จะเริ่มสูญเสียดินแดน
พี่น้องที่ร่วมสู้กันที่สะพานมัฆวานฯ พี่น้องยังจำได้ไหม ชมัยมรุเชฐ เราอยู่ที่ชมัยมรุเชฐ แล้วก็มีคำประกาศว่านายนพดล ปัทมะ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เห็นชอบที่จะให้กัมพูชายื่นจดทะเบียนเขาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พี่น้องจำได้หรือเปล่า แล้วพวกเราลุกขึ้นมาสู้คัดค้าน ทำไมเราถึงคัดค้าน เราคัดค้านก็เพราะว่าเราบอกว่า ถ้าจะยื่น ต้องยื่นพร้อมกัน เอ็งยื่นกูยื่น ทำไมต้องเอ็งยื่นแล้วกูถึงต้องยื่น ขอประทานโทษที่ต้องใช้คำพูดแบบนี้ ก็เพราะว่าเวลาเอ็งยื่น เอ็งใช้แผนที่ฝรั่งเศส เวลากูยื่น กูใช้แผนที่ที่ถูกต้อง เมื่อต่างฝ่ายต่างยื่นแล้วแผนที่ไม่เหมือนกัน คณะกรรมการมรดกโลกเขาก็จะต้องบอกว่าให้กลับไปตกลงกันก่อน เพราะฉะนั้นการยื่นเข้ามรดกโลกนั้นให้ยุติก่อน ถูก ไม่ถูกพี่น้อง นั่นคือจุดที่เราสู้ตอนนั้น จุดที่เราสู้ว่าทำไมกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลไทย ถึงไม่ช่วงชิงและก็ยื่นปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเช่นกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรายื่นเพื่อคัดค้านว่าที่คุณยื่นนั้น แผนที่คุณผิด แผนที่ผมถึงถูก แต่ไม่ยื่น ดันออกแถลงการณ์ร่วม พี่น้องจำได้ไหม แล้วให้เขายื่นฝ่ายเดียว
เมื่อเขายื่นฝ่ายเดียวแล้ว เราไม่ได้คัดค้าน เท่ากับเรายอมรับว่าแผนที่ที่นายฮุน เซน เอาไปใช้นั้น เขมรเอาไปใช้นั้นถูกต้อง ซึ่งถ้าแผนที่นั้นถูกต้องมันจะกินเนื้อที่ในประเทศไทยไปอีกมหาศาล มันจะกินไปถึงไหนพี่น้องรู้หรือเปล่า มันจะกินเนื้อที่ไป 7 แห่งใน 3 จังหวัด เราจะสูญเสียพื้นที่อุทยานธรรมชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 7 แห่ง ใน 3 จังหวัด อุบลราชธานี 3 แห่ง ศรีสะเกษ 3 แห่ง สุรินทร์ 1 แห่ง ต่อเนื่องไปอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งจะต่อเนื่องมาเลยจากอุทยานเขาพระวิหาร รวมเบ็ดเสร็จ 1.5 ล้านไร่ ผมเตือนรองฯ สุเทพ ผมเตือนทหาร ผมเตือนรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเห็นว่าการสูญเสียพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ เป็นเรื่องเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มีนักการเมืองเป็นผู้บริหาร มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับพวกคุณแล้ว สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ผมยอมให้ไม่ได้ ที่ผมยอมให้ไม่ได้ 2 เรื่อง
เรื่องแรก ในฐานะคนไทย ถึงจะเป็นลูกเจ๊กก็รักชาติไทยมากกว่าพวกคุณเยอะ ตารางนิ้วนึงผมยังไม่ยอมเลย แล้วจู่ๆ จะเสียถึง 1.5 ล้านไร่ เพียงเพราะความโง่เง้าเบาปัญญา หรือความที่คุณแอบมีผลประโยชน์ใดๆ หรือไม่ผมก็ไม่รู้ ทำให้คุณไม่ได้คัดค้าน และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงคัดค้านนายสมัคร สุนทรเวช คัดค้านนายนพดล ปัทมะ ถึงไหนถึงกัน แล้วพี่น้องครับ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ครับ ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ ท่าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ครับ ท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครับ เรื่องนี้ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินออกมาแล้วว่า แถลงการณ์ไทย-กัมพูชา นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากวันที่รัฐบาลชุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นรัฐบาล จนถึงวันนี้ 6 เดือนเต็มๆ ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดนี้แสดงจุดยืนต่อกัมพูชา ต่อสหประชาชาติ ต่อคณะกรรมการมรดกโลก ว่าแถลงการณ์ที่ออกโดย นายสมัคร สุนทรเวช ครั้งนั้นผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นขอยกเลิกแถลงการณ์นั้น ทำไมถึงไม่ทำกัน ทั้งๆ ที่ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ก็ชี้แล้ว ทำไมถึงไม่ทำกัน เราไม่ได้มาพูดเพียงเพราะว่า เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำถึงมาพูด แต่เรามาพูดเพราะว่าเรากำลังจะบอกชาวโลก บอกเฮ้ย ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญของอั๊วะบอกแล้วว่าแถลงการณ์ของรัฐบาลชุดสมัครนั้นผิด เพราะฉะนั้นแล้วขอยกเลิกแถลงการณ์อันนั้น เมื่อขอยกเลิกแถลงการณ์อันนั้น เราจะไม่ยอมรับมติมรดกโลกเป็นอันขาด เห็นหรือยังพี่น้อง 6 เดือน ทำไมไม่ปฏิเสธแถลงการณ์อันนั้น
พี่น้องเห็นรึยัง มันไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปแล้วพี่น้อง มันไม่ใช่เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง มันไม่ใช่เรื่องของกินส่วนต่างของรถเมล์ มันไม่ใช่เรื่องของการสร้างสนามบินใหม่ แล้วกินเปอร์เซ็นต์ค่าก่อสร้าง มันไม่ใช่เรื่องของงบค่าก่อสร้างของงบประมาณไทยเพื่อไทยให้ไทยเข้มแข็ง 1.5 ล้านล้านบาท มันมีมากกว่านั้น วันนี้มันพูดถึงดินแดนอีก 1.5 ล้านไร่ของประเทศไทย ซึ่งจะต้องถูกฮุบไปด้วยการกระทำที่โฉดเขลาและโง่เขลาเบาปัญญา
พี่น้องครับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก พี่น้องพันธมิตรฯ ที่ดูผมมาตลอด ผมไม่เคยออกมาพูดอย่างนี้เป็นเวลานานแล้ว 6 เดือนของรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมให้โอกาสเขามาตลอด พูดก็พูดเถอะ ผมเป็นคนหนึ่งใน 5 แกนนำ ที่พยายามพูดอธิบายให้กับแกนนำทุกคนฟังว่า ให้โอกาสเขาทำงานเถอะ แต่วันนี้ผมทนไม่ได้แล้ว ผมต้องออกมาเตือน คุณจะรักใครหลงใครผมไม่ว่า แต่เรื่องชาติบ้านเมืองจะมารักมาหลงกันไม่ได้แล้ว ไม่ได้เด็ดขาด
พี่น้องครับพักสักครู่หนึ่ง แล้วประเดี๋ยวเราจะอธิบายให้ฟังว่า เรื่องนี้มันสำคัญต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร มันสำคัญต่ออนาคตลูกหลานเราอย่างไร มันสำคัญต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไร แล้วมันสำคัญต่อความถูกต้องทางกฎหมายอย่างไร และมันสำคัญอย่างไรถ้าเรายึดหลักนิติรัฐอย่างที่ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ พูดมาตลอดเวลาตั้งแต่ท่านขึ้นมาเป็นนายกฯ สำคัญมากพี่น้อง มันสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยวันนี้ยังมีจุดยืนที่ถูกต้องอยู่รึเปล่า ประเทศไทยยังสามารถยืนอย่างสง่าผ่าเผยในสังคมโลกอยู่ได้หรือเปล่า หรือประเทศไทยนั้นจะต้องพินาศฉิบหายไปเพราะนักการเมืองที่ฉ้อฉล หรือนักการเมืองที่บริหารงานไม่เป็น พักสักครู่ครับเดี๋ยวเราค่อยกลับมา
(ช่วงที่ 3)
ท่านผู้ชมครับ กลับมาสู่ช่วงสุดท้ายของรายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมจะสรุปเรื่องเขาพระวิหารอย่างง่ายๆ ตามภาษาชาวบ้าน เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องเข้าใจ
เขาพระวิหารนั้นเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันมานานแล้ว ระหว่างไทยกับกัมพูชา จริงอยู่ สิ่งที่คุณสุเทพพูดนั้นไม่ผิด ที่คุณสุเทพบอกว่าเขาพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว โดยที่ไทยแพ้คดีศาลโลก แต่คุณสุเทพพูดความจริง 50% อีก 50% คุณสุเทพไม่ได้พูด อีก 50% น่าประหลาดใจคุณอภิสิทธิ์เป็นคนพูดแทนคุณสุเทพ แต่ทำไมคุณสุเทพถึงไม่เข้าใจตรงนี้ คุณอภิสิทธิ์พูดว่าอย่างไร รู้ไหม พูดบอกว่า แต่เรายังสงวนสิทธิ์ ไม่ยอมรับคำพิพากษา แต่เราไม่ยอมรับตรงที่ว่า เรามีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์และสู้อีกเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา นะครับ เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา เพราะฉะนั้นแล้ว การที่คุณสุเทพพูดเพียงครึ่งเดียว เหมือนคุณสมัคร คุณสุเทพวันนี้พูดเหมือนคุณสมัครพูด เหมือนพวกเสื้อแดงพูดไม่มีผิดเลย ที่พูดออกมาบอกว่า โอ๊ย เขาพระวิหาร มันไม่ใช่ของเราแล้ว มันเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว แต่คุณสุเทพไม่ได้พูดอีกครึ่งหนึ่ง ที่บอกว่า ไม่ใช่ ถึงแม้เราจะแพ้คดีในศาล แต่ว่าเราไม่ยอมรับ เราขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะเอาข้อมูลใหม่เข้าไปเสนอ ตรงนี้คุณสุเทพไม่ยอมพูด
เมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว เขาพระวิหารก็เลยประจันหน้ากันระหว่างไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว สมัยลอนนอน สมัยสีหนุ มาจนกระทั่งสมัยฮุน เซน สมัยเฮง สัมริน สมัยพอล พต มีมาตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่ายึดถือแผนที่กันคนละฉบับ ถ้าพูดถึงแผนที่แล้ว พี่น้อง เราก็มีข้อมูลข้อเท็จจริงนะครับ เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเช่นกันนะครับว่า เรานั้นได้มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าฝรั่งเศสได้มอบพื้นที่คืนมาให้ประเทศไทย แล้วพื้นที่คืนมาให้ประเทศไทยนั้น ชี้ชัดเจนเลยนะครับว่าแผนที่ของเรานั้นไม่ผิดนะครับ ตรงนี้เราก็มี แต่ว่ารัฐบาลไม่ได้จริงจัง ทุกยุคทุกสมัยไม่ได้จริงจังในการที่จะเอาเรื่องนี้เข้าไปต่อสู้ จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มีการแอบไปเจรจากับฮุน เซน เพราะตอนนั้นผลประโยชน์ของน้ำมันในอ่าวไทยมีมากขึ้น ถึงกับมีการยอมรับว่าแผนที่ของฝรั่งเศสนั้น ที่กัมพูชาใช้นั้น ไทยเริ่มยอมรับอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อยอมรับอย่างไม่เป็นทางการแล้ว เขาก็ลากแผนที่อันนี้ลงไปในทะเลด้วย ก็เลยทำให้หลายๆ พื้นที่ซึ่งเป็นของไทย แล้วเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ของแก๊สและน้ำมัน กลายเป็นของกัมพูชาไป แต่ว่าไทยยังไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการ ตอนนั้นเป็นการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการ
พี่น้องจะเห็นชัดว่าแผนที่ที่พี่น้องดูในโทรทัศน์อันนี้ เป็นแผนที่ที่ผมเคยเอาไปพูดบนเวทีมาเป็นเวลาปีๆ แล้ว ไม่ใช่เพิ่งพูด แผนที่ที่แบ่งเกาะกูด ทั้งๆ ที่ในหนังสือสำคัญที่เขายกพื้นที่คืนให้เรา ซึ่งฝรั่งเศสยกคืนมาให้นั้นมีลงหลักฐานชัด ว่าเขายกเกาะกูดคืนให้เรา เพราะฉะนั้นถ้ากัมพูชาใช้แผนที่ฝรั่งเศส ก็หมายความว่าเกาะกูดก็ยังคงเป็นของเราอยู่ แต่เนื่องจากว่าเขามาลากเส้นใหม่ในแผนที่ที่เขาพระวิหารที่ทะเลาะกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เลยมีกระบวนการสมรู้ร่วมคิดของคนขายชาติ ที่ร่วมมือกับเขมร ฮุน เซน เพื่อที่จะเอากัมพูชานั้น คือปราสาทเขาพระวิหาร เข้าไปจดทะเบียนมรดกโลก
อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าการจดทะเบียนมรดกโลกนั้นเคยพยายามมาหลายครั้ง ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จ ที่ไม่สำเร็จเพราะว่าไทยค้าน ไทยยื่นบอกว่าแผนที่ที่คุณใช้จดทะเบียนนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งเป็นพวกของกัมพูชาก็ไม่รู้จะตัดสินอย่างไร เพราะกติกามรดกโลกเขามีบอกว่า ถ้าพื้นที่ตรงไหนเป็นพื้นที่ทับซ้อนและมีความขัดแย้งและยังมีสงครามกันอยู่ ขอให้ยุติในการยื่นมรดกโลก
จนกระทั่งในที่สุดหลังจากที่รัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ ไปแล้ว รัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงนั้นล่ะที่กัมพูชายื่นเพื่อที่จะขอจดทะเบียนมรดกโลกแต่ผู้เดียว และตรงนั้นแหละคือจุดที่พันธมิตรฯ ประท้วง ที่ผมประท้วงบนเวทีเป็นคนแรก ที่ผมบอกกับทุกคน บอกว่า ไทยทำไมถึงไม่ขอยื่นร่วม การยื่นร่วมตอนนั้นเราก็ใช้แผนที่เรา ถ้าเรายื่นร่วมตอนนั้นเขาก็จะบอกว่า เฮ้ย แผนที่ไม่เหมือนกันเพราะฉะนั้นเอากลับมาคุยกันใหม่ เรื่องก็ยังคงคาราคาซังอยู่เหมือนเดิม แต่เนื่องจากว่ามีเจตนาชั่วร้าย ต้องการขายชาติ ขายบ้าน ขายเมือง ยกพื้นที่ทางทะเล ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับแผนที่ของเขมรถ้าเรายอมรับมัน แผนที่เขมรจะลากเอาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นของเขมรไป ทำให้เขมรได้รับผลประโยชน์จากน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และคนชั่วๆ บางคนก็จะไปลงทุนกับเขมร เพื่อขุดพลังงานด้านนี้เพื่อเอามาเข้ากระเป๋าตัวเอง ในที่สุดรัฐบาลชุดสมัคร สุนทรเวช ก็กระทำการซึ่งเป็นที่น่าสงสัย ออกแถลงการณ์ร่วมกัมพูชา ยอมรับให้กัมพูชายื่นเข้าสู่มรดกโลกแต่ผู้เดียว
พี่น้องครับ คนที่ทรยศต่อชาติบ้านเมือง ทรยศต่อแผ่นดินนั้นไม่มีวันได้ตายดีหรอกครับ แต่พี่น้องจำไว้ คนที่ต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อแผ่นดินนั้นไม่ตาย ให้จำเอาไว้ คำพูดผมเป็นคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลุกขึ้นเล่นงานนายสมัคร สุนทรเวช นายนพดล ปัทมะ อยู่ในประเด็นที่ผมพูดทุกๆ ประเด็น มิหนำซ้ำยังมีมากกว่านั้นซะอีก พอรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ผมอยากเห็น ก็คือ ยกเลิกแถลงการณ์ร่วม และก็มีตรรกะ มีเหตุผลในการยกเลิกแถลงการณ์ร่วม แต่ก็ไม่มีการยกเลิกแถลงการณ์ร่วม ปล่อยให้แถลงการณ์ร่วมยังคงคาอยู่
พี่น้องจำได้ไหม บนเวทีพันธมิตรฯ ผมเคยพูดว่าอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่รักชาติรักแผ่นดินจริงเข้ามา จะต้องประกาศแจ้งไปทางยูเนสโกเลย ว่าเราไม่ยอมรับการตัดสินยูเนสโกว่าเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เหตุผลเพราะว่าเราขอยกเลิกแถลงการณ์ร่วม เนื่องจากแถลงการณ์ร่วมผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วมติยูเนสโกเราไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกร่วมอะไรผมไม่สนใจผมไม่ไปกับคุณด้วย ใช่ไหมพี่น้อง รัฐบาลชุดประชาธิปัตย์ทำรึเปล่า ไม่ได้ทำ ปล่อยให้มันเลยตามเลยไปเรื่อยๆ แล้วยังปล่อยให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ มาโกหกพ่อแม่พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนที่อยู่ขอนแก่น นายสุวิทย์ คุณกิตติ มาตบตา ลวงโลก ลวงยังไง บินไปประชุมมรดกโลกแล้วกลับมาโม้บอกว่า เขาเลื่อนไปประชุมกุมภาพันธ์ ปี 2553
พี่น้องครับฟังผมให้ดีๆ กระบวนการ ขั้นตอนที่จะสำเร็จในเรื่องของมรดกโลกนั้น และพื้นที่รอบๆ ด้านนั้น มีทั้งหมด 16 ขั้นตอน แล้วจะเป็นไปตามขั้นตอนตลอดเวลา จะสิ้นสุดเอาจริงๆ คือประมาณ กุมภาพันธ์ 2010 เพราะฉะนั้นแล้ว ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ ในข้อ 16. พี้น้องจำไว้นะครับ ขั้นตอนข้อ 16 ของคณะกรรมการมรดกโลก เขาต้องการให้กัมพูชาส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์เพื่อทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมแผนที่แล้วให้เสร็จ ส่งไปยังศูนย์มรดกโลก ภายในกุมภาพันธ์ ค.ศ.2010 เพื่อส่งคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 4 ค.ศ.2010 มันเป็นไปตามระเบียบขั้นตอน เขาไม่ได้เลื่อน เพราะฉะนั้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ โกหก นอกจากโกหกแล้ว
นายสุวิทย์ คุณกิตติ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ยังไม่หยุดยั้งโครงการที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลชุดนายสมัคร กับนายสมชาย ที่เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นไปตามเงื่อนไขของมรดกโลก ยังเดินหน้าอยู่ เพราะฉะนั้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมต้องตั้งข้อสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดกับเขารึเปล่า ในการทำให้ไทยต้องเสียพื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ พี่น้องชาวขอนแก่น ให้จำเอาไว้ นี่คือคนของพวกคุณ นายสุวิทย์ คุณกิตติ เพราะฉะนั้นแล้วเป็นการโกหก นายสุวิทย์โกหก แล้วดูถูกคนไทยทั้งประเทศ แล้วยังมีหน้ากลับมาประชาสัมพันธ์ว่าตัวเองนั้นยิ่งใหญ่ สามารถเลื่อนการประชุมคุณกรรมการมรดกโลกในปีหน้าได้สำเร็จ โกหกพี่น้อง แล้วตัวเองไม่ได้ไปประชุม ไปเป็นผู้สังเกตการณ์เฉยๆ นี่คือการส่อเจตนาพิรุธผิดปกติ การปล่อยข่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนทั้งๆ ที่ไม่มีการเลื่อน เขาเป็นไปตามตารางงานที่เขาวางไว้ แสดงว่ากำลังดำเนินแผนขั้นตอนยกปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นดินของประเทศไทยให้ฝ่ายกัมพูชาทุกประการ
การตบตาข้อที่ 2 ปากว่าตาขยิบ รัฐบาลไทย พี่น้องได้ทำหนังสือคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยปรากฏเป็นข่าวตามคำสัมภาษณ์ของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายสุวิทย์พูดยังไง ผมจะอ้างให้ฟัง เขาพูดว่า "จะเดินทางไปเมืองเซบียา ในวันที่ 19 มิถุนาฯ ก่อนการประชุมมรดกโลก ครั้งที่ 33 เนื่องจากต้องการเจรจานอกรอบกับประเทศสมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโกก่อน โดยเฉพาะตัวประธานคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก และตัวประธานในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศสเปน เพื่อแสดงให้ทราบว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกยินยอมให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ หรือกฎปฏิบัติที่ทั้งยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกได้บัญญัติขึ้นหลายข้อ" พี่น้องครับฟังแล้งเท่ไหม เท่มากพี่น้อง ถ้ารัฐบาลต้องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนของกัมพูชา ไม่ว่ากรณีใดๆ ผมสนับสนุนเต็มที่ พวกเราก็ควรสนับสนุน ถ้าเขาจะคัดค้าน แต่ผมไม่เข้าใจว่า มันเรื่องอะไรที่ส่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ ไปเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปยื่นหนังสือที่สเปน พี่น้องครับ ส่งผิดฝาผิดตัว เพราะนายสุวิทย์ไม่ใช่ประธานคณะกรรมการมรดกโลกของประเทศไทย คุณสุวิทย์ไปในฐานะอะไร และยังไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไม่มีปากมีเสียงในที่ประชุมเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วเสือกกลับมาบอกว่า สามารถเลื่อนประชุมมรดกโลก เห็นไหมพี่น้องว่าโกหก และขณะที่ตัวเองให้สัมภาษณ์ว่า คัดค้าน ให้สัมภาษณ์คัดค้าน พี่น้องครับ เงื่อนไขข้อที่ 14 ของคณะกรรมการมรดกโลกมีอะไร เงื่อนไขมีว่า มติของคณะกรรมการมรดกโลกให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวสมบูรณ์มากขึ้น เขาทำอะไรบ้าง เงื่อนไขข้อ 14 เขาเรียกร้องให้กัมพูชา โดยให้ประสานงานกับยูเนสโก ให้จัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2009 โดยเชิญรัฐบาลไทย และหุ้นส่วนระหว่างประเทศไม่เกิน 7 ประเทศ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของทรัพย์สิน โดยสอดคล้องกับมาตรฐานอนุรักษ์สากล แปลว่าอะไรพี่น้อง เชื่อไหมครับ รัฐบาลเขาบอกว่า ฟังให้ดีๆ นะพี่น้อง
ข้อ 14 เงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลก ให้กัมพูชาประสานยูเนสโก ให้จัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างประเทศ แล้วเชิญรัฐบาลไทย และหุ้นส่วนของประเทศไม่เกิน 7 ประเทศเข้าร่วมเพื่อตรวจสอบ พี่น้องรู้ไหม ถ้าไทยคัดค้านจริง จริงตามที่นายสุวิทย์พูด ไทยต้องไม่เข้าประชุมตามข้อ 14 นี้ ใช่ ไม่ใช่ พี่น้อง แต่ว่ารัฐบาลไทยเสือกเข้าประชุม ส่งตัวแทนเข้าประชุมไปเรียบร้อยแล้ว และการที่ได้เข้าร่วมประชุมทำให้ข้อ 14 เงื่อนไข สมบูรณ์แบบแล้ว เท่ากับไทยเห็นด้วยกับการจดทะเบียนมรดกโลก ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายกฯ อภิสิทธิ์พูด ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ พูดทุกประการ
และเชื่อไหมครับ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังเดินหน้าอีกหลายเรื่องที่คนไทยยังไม่รู้ โครงการจัดทำแผนการบริหารจัดการอาณาบริเวณต่อเนื่องปราสาทเขาพระวิหาร กรณีปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็คือว่า ถ้าเขาพระวิหารได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็จะมีโครงการบริหารจัดการบริเวณเป็นหมื่นๆ ไร่ เป็นแสนๆ ไร่ ตรงนั้น โครงการนั้นต้องจัดทำ นายสุวิทย์ แอบจัดทำ ออกทีโออาร์ แล้วได้ข่าวว่าทำสัญญากันแล้วกับเอกชนให้จัดทำ นี่แปลว่าอะไร นี่คุณสมรู้ร่วมคิดในการร่วมปล้นชาติไทยนี่
พี่น้องเข้าใจหรือยังว่าผมนี่ทนไม่ได้ แล้วนายสุวิทย์ก็ยังไม่ยอมยกเลิกสัญญา ไม่ยอมใช้โอกาสที่สามารถอ้างคำสั่ง คือคำสั่งศาลปกครองและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น สามารถยกเลิกโครงการดังกล่าวได้ทันทีเลย แต่นายสุวิทย์ไม่ทำ ร่างทีโออาร์ เรียกภาคเอกชนมาเซ็นสัญญา ผมไม่รู้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับภาคเอกชนหรือเปล่า ถึงต้องรีบทำกัน เห็นหรือยังพี่น้อง
พี่น้องต้องรู้นะ นี่คือขบวนการปล้นชาติปล้นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมถึงต้องเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ อย่าพูดไพเราะพูดเก่งอย่างเดียว ท่านต้องลงมานั่งหัวโต๊ะ แล้วท่านต้องเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งแรกที่ท่านต้องเริ่มทันทีเลย ท่านต้องบอกทันทีเลยว่าให้รัฐมนตรีฯ กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา แจ้งไปทางรัฐบาลกัมพูชา และคณะกรรมการมรดกโลก ตามที่นายกษิต ภิรมย์ ได้เคยให้คำแนะนำไว้ รัฐมนตรีฯ กษิตเคยให้คำแนะนำไว้ที่ไหน พี่น้องรู้หรือเปล่า ไว้บนสะพานชมัยมรุเชฐ ในการเคลื่อนไหวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เชื่อวันหลังผมจะเอาคำพูดรัฐมนตรีฯกษิตมา ท่านเป็นคนแนะนำเอง บอกให้ยกเลิกแถลงการณ์ร่วม เอ๊ะ แล้ววันนี้ทำไมถึงไม่ยกเลิก นี่ก็ 6 เดือนแล้วนะเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้นกับชาติบ้านเมืองวันนี้
ทองคำแท้บ้านเรามันหาได้บ้างไหม หรือมีแต่ทองเหลืองชุบทอง
สอง ฝ่ายความมั่นให้รักษาอธิปไตยไทย มิให้ประเทศอื่นเข้ามาบริหารพื้นที่ดังกล่าวได้ ต้องยุติการสร้างถนนเข้ามาในประเทศไทย และหยุดปฏิบัติตามขั้นตอนคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ต้องสนใจคณะกรรมการมรดกโลก ก็เพราะว่าเราไม่ยอม เมื่อเราไม่ยอมแล้ว เราไม่ร่วมยูเนสโก คุณจะขึ้นฝั่งปราสาท คุณไปขึ้นฝั่งเขมร คุณไม่ต้องมาขึ้นฝั่งไทย
พี่น้องครับ ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียพื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ ตอนนี้อาจจะไม่มีการกระโตกกระตาก แต่พอเรายอมรับให้เป็นมรดกโลกปังเมื่อไร ทำตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลก เรียบร้อยหมด เป็นขั้นเป็นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันดีคืนดีลูกไอ้ฮุน เซน มันก็จะลุกขึ้นมาแล้วมันก็ยื่นข้อเรียกร้องว่า เมื่อประเทศไทยยอมรับแผนที่ที่มันเสนอมรดกโลก อ้าว ถ้าไม่ยอมรับแล้วทำไมมาจัดการลงทะเบียน จัดการพื้นที่ทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ปราสาทเขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ถ้าอย่างนั้นยอมรับแผนที่นั้น ผมขอลากแผนที่ต่อ เพราะฉะนั้นอีก 7 แห่งใน 3 จังหวัด 1.5 ล้านไร่ จะต้องเป็นของกัมพูชาด้วย หรือไม่อีกที จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ซึ่งจดทะเบียนโดยกัมพูชาแต่ผู้เดียว ไทยไม่มีสิทธิ์ ปรากฏว่าอะไรรู้ไหม ตอนนี้ คนไทย ข้าราชการไทย และนักการเมืองไทยหัวใส ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์แสนกล ก็บอกว่า งั้นเราขอเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยได้ไหม การเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยก็เท่ากับคุณไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์ ทันทีเลย คุณจะไปจดทะเบียนร่วมด้วย โดยที่คุณจะยื่นแผนที่ของคุณตอนนี้มันไม่ทันซะแล้ว แต่คุณสามารถยกเลิกแถลงการณ์ ถ้าคุณจะเข้าไปจดทะเบียนร่วมตั้งแต่แรก คุณต้องทำตั้งแต่แรกที่เขมรยื่นเรื่องเข้าคณะกรรมการมรดกโลก คุณก็ยื่นแข่งเข้าไป แล้วคณะกรรมการดูแผนที่ทั้ง 2 ฝ่าย แล้วบอกว่า แผนที่ไม่เหมือนกันกลับไปตกลงกัน ตรงนั้นละถึงจะต้องยื่นพร้อมกัน แต่ไม่ใช่ให้เขายอมรับกันแล้ว เมื่อเขายอมรับแล้ว คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแล้วเราเสือกมายื่นตอนนี้เขาไม่รับหรอก หรือถ้าเขารับเราก็ต้องตกเป็นเหยื่อ หมายความว่า เขาก็บอกว่า คุณยื่นคุณต้องยอมรับมาตรฐาน ยอมรับแผนที่ทุกอย่างที่กำหนดเอาไว้ว่า พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร พื้นที่รอบด้านใกล้เคียงกัน ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก คุณก็ต้องยอมรับตรงนี้ไป เมื่อคุณยอมรับตรงนี้ไป มันจะไปกระทบอีก 7 แห่ง ใน 3 จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ พื้นที่ 1.5 ล้านไร่ และเมื่อลากเส้นลงไปอ่าวไทย ก็จะมีผลกระทบต่อเกาะกูด มีผลกระทบต้องแบ่งเกาะกูดออกไปครึ่งหนึ่ง แล้วต้องแบ่งพื้นที่ทางทะเลที่มีน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ให้เป็นของเขมรแต่ผู้เดียว พี่น้องเห็นรึยัง
ชาติบ้านเมืองมันไม่มีอะไรเหลือจริงๆ แล้วนะพี่น้อง มันหมดจริงๆ ผมไม่ได้พูดเล่น ตั้งแต่เรื่องตอนแรก ถึงกระบวนการถวายฎีกานั้น วัตถุประสงค์เพื่อล้มพระเจ้าอยู่หัวฯ เรามีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งไม่รู้จะทันเกมนี้หรือไม่ทันเกม ยังนั่งทองไม่รู้ร้อน ยังปล่อยให้สื่อมวลชนต่างๆ ที่รัฐมีอำนาจที่จะเข้าไปดูแลสั่งการ นั่งเงียบอยู่ แล้วพอถึงวันนึง การขอพระราชทานอภัยโทษนายทักษิณทำไม่ได้ วันนั้นมันก็ไปเป่าหูประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ที่บริสุทธิ์ บอกว่าสถาบันกษัตริย์นั้นรังแกทักษิณ วันนั้นคุณอภิสิทธิ์กับคุณสาทิตย์คุณอยู่ตรงไหนผมก็ยังไม่รู้ แต่วันนั้นชาติพังแล้ว แล้วใครจะลุกขึ้นมาปกป้องพระเจ้าอยู่หัวฯ ปกป้องสถาบันกษัตริย์ พระเจ้าอยู่หัวฯ และพระราชินี ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ พระองค์ทรงเงียบได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง พระองค์หวังให้พวกคุณทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทให้ถูกต้อง อะไรถูกว่าเป็นถูกอะไรผิดว่าเป็นผิด คุณก็ไม่ทำ คุณนั่งเงียบ คุณตีฝีปาก คุณพูดจา คุณเถียงเก่ง คุณโชว์ออฟของคุณไปเรื่อยๆ แต่คุณไม่มีความกล้าหาญเลยแม้แต่นิดเดียว
ยังไม่พอยังต่อเนื่องมาจนถึงเรื่องปราสาทเขาพระวิหารอีก พื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ ถึงแม้ว่ายังไม่เสียตอนนี้แต่การกระทำของคุณแบบนี้ก็ทำให้เหมือนกับเสียไปแล้ว คุณปล่อยให้นายฮุน เซน มาถ่มถุยข่มขู่คุณ โชว์ออฟ เอาจรวดยิงต่อสู้เครื่องบินมา แสดงอาการกุ๊ย คุณก็พูดได้อย่างเดียวว่า คุณมิตรจิตไมตรี ทีกับเขมรคุณไม่กล้า ปกป้องอธิปไตยชาติคุณไม่กล้า ที่กับลูกเจ๊กอย่างผมคุณยิงเอายิงเอา
พี่น้องครับ ชาติบ้านเมือง พี่น้องรู้ไหมทุกวันนี้ผมต้องสู้อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมต้องสู้ความท้อ เมื่อใดก็ตามถ้าจิตผมไม่สงบ ผมไม่ใช้ธรรมนำหน้า เมื่อนั้นความท้อมันจะครอบงำผม เมื่อความท้อมันครอบงำผม ผมก็พร้อมจะล้างมือทุกสิ่งทุกอย่าง ผมแบกมันคนเดียวไม่ไหวหรอกพี่น้อง ทำยังไงที่จะให้มีคนรักชาติรักบ้านรักเมืองบ้าง รักจริงๆ ไม่ใช่รักเพียงเพราะว่า 1. มันมีแก๊ส น้ำมันอยู่ในอ่าวไทย ไม่ใช่รัก ปากว่ารักแต่จริงๆ แล้วอยากมีอำนาจต่อ ชาติบ้านเมืองที่น่ากลัวคือ เอาคนที่ไม่ได้รักชาติไม่ได้รักส่วนรวมมาทำงาน นอกจากไม่ได้รักส่วนรวมมาทำงานแล้ว ยังทะลึ่งโง่อีก ทำงานไม่เป็น
พี่น้องครับ ขอบคุณมากนะครับสำหรับคำถามซึ่งมีเยอะ ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร ก็ขอให้ เฮ้อออ (ถอนหายใจ) ขอให้พ่อแม่พี่น้อง ทำใจไปก็แล้วกัน เหมือนกับที่ผมเคยเล่าให้ฟังก่อนที่เล่าปี่จะเจอขงเบ้ง ไปเจอปราชญ์คนหนึ่งชื่อซุยเปี๋ยน ไปเชิญซุยเปี๋ยน มาเป็นที่ปรึกษา ซุยเปี๋ยนปฏิเสธ ซุยเปี๋ยนพูดยังไงรู้ไหมพี่น้อง ซุยเปี๋ยนว่า บ้านมันจะพังอยู่แล้ว ไอ้คานเล็กๆ อันหนึ่งมันค้ำไม่อยู่หรอก ถ้ามันจะต้องพังก็ขอให้มันพังไปตามวัฏจักรของมัน ไปฝืนชะตาฟ้าไม่ได้ ขงเบ้งไปฝืนชะตาฟ้า ไปเป็นที่ปรึกษาเล่าปี่ ในที่สุดราชวงศ์ฮั่นก็ล่มสลาย แล้วจากการซึ่งขงเบ้งไปฝืนชะตาฟ้า ก็เลยทำให้สงครามสามก๊กนั้น คนจีนตายไปเกือบ 30 ล้านคน
ผมไม่อยากคิดว่าผมเป็นเพียงไม้คานที่จะมาค้ำบ้านหลังนี้ ผมไม่ใช่ แต่มันดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ชั่วร้ายต่างๆ เหล่านี้ เหมือนกับว่าผมต้องออกมาสู้เพียงคนเดียว มันไม่ยุติธรรมกับผม นอกจากสู้แล้วยังต้องเลือดตกยางออกเพื่อชาติบ้านเมืองอีก มันก็ไม่ยุติธรรมกับผม นี่คือคำพูดของคนที่ท้อ นี่ไง พี่น้อง ความท้อนี่มันเข้ามา ความท้อมันเข้ามา แต่อย่างที่ผมบอกพี่น้องมานานแล้ว ว่าท้อไม่ได้ ยังไงก็ท้อไม่ได้ เคยพูดกับพ่อแม่พี่น้องมานานแล้วว่า จากนี้ไปไม่หวังที่จะทำอะไรอีกแล้วนอกจากทำงานให้ชาติบ้านเมืองเท่านั้นเอง ขอบคุณและสวัสดีครับ
“สนธิ”เตือนนายกฯ เร่งใช้สื่อในมือแจง ปชช.รู้ทันแผน“นช.แม้ว”ล่าชื่อถวายฎีกา จงใจเล่นการเมืองกับในหลวง หวังให้พสกนิกรเข้าใจผิด นำไปสู่วิกฤติของบ้านเมือง พร้อมจี้แสดงจุดยืนคัดค้านขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมรยุค “นพดล” ก่อนเสียพื้นที่เพิ่ม 1.5 ล้านไร่ จวก “สุวิทย์”โกหก อ้างเลื่อนการขึ้นทะเบียนได้ทั้งที่เป็นขั้นตอนปกติ แฉ รมว.ทรัพย์ฯ เร่งร่างทีโออาร์จ้างเอกชนพัฒนาพื้นที่รอบเขาวิหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวในรายการ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ทางเอเอสทีวี เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นพิธีกร ว่าวันนี้ จำเป็นต้องเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ได้พูดให้กำลังใจมาตลอด แต่ตอนนี้คงไม่ต้องให้กำลังใจแล้ว แม้ว่ายังรักและยังเชียร์อยู่ แต่จะเตือนอย่างกัลยาณมิตร ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องเข้าสู่หายนะ ถ้านายกฯ ไม่ทำอะไรอย่างจริงจังและกล้าหาญ
นายสนธิกล่าวว่า เรื่องแรกที่จะเตือน คือความล้มเหลวทุกประการของรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รู้ถึงวิกฤติครั้งใหญ่ของชาติ นั่นคือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่ระหว่างหนีคดี ได้ให้คนใกล้ชิดคือนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ล่ารายชื่อประชาชนนับล้านคนเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเรื่องนี้คนที่มีปัญญาย้อมรู้ว่าทำไม่ได้ แต่คนเหล่านี้ต้องการเล่นการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้แต่นายกฯ และรัฐมนตรีหลายคนก็ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ควรทำ แต่ไม่เห็นสื่อมวลชนภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ดำเนินการอะไรที่เป็นรูปธรรมที่จะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไม่ได้ และนี่คือการเอาการเมืองมาบังคับพระเจ้าอยู่หัว
นายสนธิ กล่าวย้ำว่า การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น คนที่ต้องการได้อภัยโทษต้องรับโทษก่อน และคนขอต้องเป็นนักโทษเองคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ให้คนอื่นเป็นตัวแทนล่ารายชื่อ ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยใครมีเงิน เมื่อต้องโทษอะไรก็ไปจ้างประชาชนมาเข้าชื่อถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นในเมื่อรู้ดีว่าเรื่องนี้ทำไมได้ แต่คนพวกนี้ก็ยังทำ ก็เพราะต้องการเอาการเมืองไปเล่นกับพระเจ้าอยู่หัว หากเมื่อถวายฎีกาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไปพูดกันทันทีว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยชาวบ้านที่ไปลงชื่อก็จะไม่เข้าใจที่มาที่ไปว่าโดยหลักการแล้วทำไม่ได้ ก็จะเข้าใจผิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายสนธิ กล่าวว่า ในเมื่อรู้ว่านี่คือเกมของทักษิณ ทำไมนายกฯ ไม่สั่งให้รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ใช้สื่อต่างๆ ทำความเข้าใจกับประชาชน โดยต้องให้ฟรีทีวี ทั้งช่อง 11 และ ช่อง 3 ช่อง 9 ที่อยู่ภายใต้สัมปทาน ช่อง 5 และ 7 ซึ่งเป็นช่องของทหาร ต้องให้ผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกรรายการเล่าข่าวต่างๆ ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างกว้างขวางว่า การถวายฎีกาครั้งนี้คือการเล่นการเมืองกับในหลวง ต้องโหมกระพือเรื่องนี้ให้คนทั่วประเทศรู้ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่ได้งมงายทั้งหมด ถ้าเอาเหตุผลไปให้พวกเขาได้รู้ พวกเขาก็จะไม่เอาด้วยกับการถวายฎีกาครั้งนี้
“นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้ององทำ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ คุณสาทิตย์ต้องทำ แล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้มีการล่ารายชื่อจนเสร็จ โดยที่ประชาชนที่ร่วมลงชื่อเขาไม่รู้ คนที่มาลงชื่อก็เพราะรักในหลวงและเห็นว่าจะช่วยทักษิณได้ แต่เมื่อไม่ได้ เพราะมันผิดหลักการ คนพวกนี้ก็จะบอกว่าในหลวงไม่ให้ความเป็นธรรมกับทักษิณ สร้างความเข้าใจผิดในหมู่พสกนิกร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมต้องตำหนิคุณอภิสิทธิ์ คุณสาทิต คุณจะปล่อยให้ประชาชนเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ นี่คือความล้มเหลว ที่ผมรับไม่ได้เด็ดขาด”นายสนธิกล่าว
นายสนธิกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องที่ 2 อยากจะขอร้องให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 1 ชุด โดยนายกฯ เป็นประธาน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศเป็นเลขาณุการ คณะกรรมการชุดนี้ควรมีบุคคลที่มีองค์ความรู้ และมีภาคประชาชนเข้ามาร่วม อาจมี ส.ส. ส.ว.เข้าร่วมด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องเป็นคณะกรรมการที่ใหญ่ เพื่อมาบริหารจัดการข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร และสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนในเรื่องดังกล่าว
นายสนธิ กล่าวว่า กรณีเขาพระวิหารนั้นนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ส่งสัญญาณไม่เหมือนกัน เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.52 ขณะที่นายกฯ เยือนจีนได้ให้สัมภาษณ์ว่า ได้บอกนายสุเทพในการไปจรจากับนายฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา ว่าให้ย้ำจุดยืนไม่ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง เพราะถ้ายอมรับการขึ้นทะเบียนก็เท่ากับยอมรับแผนที่ที่กัมพูชาใช้อ้างอิง ซึ่งจะทำให้ไทยเสียดินแดนอีก 1.5 ล้านไร่ตามมา แต่ในวันวันเดียวกันนั้น นายสุเทพให้สัมภาษณ์ก่อนไปกัมพูชาว่า คงไม่เอาเรื่องอะไรไปพูดให้เป็นปัญหา เพราะนายกฯ ไม่ให้พูดเรื่องเขาพระวิหาร ให้พูดแต่เรื่องที่เป็นมิตรไมตรีต่อกันเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าใครโกหกกันแน่ ระหว่างนายกฯ กับนายสุเทพ แต่ที่นายกฯ พูดนั้นเป็นจุดยืนเดียวกันกับตอนที่เป็นฝ่ายค้าน และได้อภิปรายคัดค้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนให้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
นายสนธิกล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายสุเทพยังอ้างว่าไทยไม่มีอะไรโต้แย้งเรื่องเขาพระวิหารกับกัมพูชา ทั้งที่ข้อเท็จจริงนั้น เราโต้แย้งเรื่องแผนที่ตั้งแต่แรก เพราะเราถือแผนที่คนละฉบับกัน และการที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าให้คัดค้านการขึ้นทะเบียนก็เท่ากับโต้แย้งแล้ว ขณะเดียวกันนายสุเทพยังพูดเหมือนนายสมัครและคนเสื้อแดงว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก แต่นายสุเทพพูดไม่หมดว่าเรายังขอสงวนสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์เมื่อมีข้อมูลใหม่
นายสนธิกล่าวอีกว่า พันธมิตรฯ ได้ออกมาคัดค้านการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารมาตั้งแต่ปี 51 ตอนชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ ซึ่งตอนนั้นนายนพดล ปัทมะได้ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาสนับสนุนให้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งโดยนัยเท่ากับว่าเรายอมรับแผนที่ที่เขมรใช้ ซึ่งหากเขาอ้างแผนที่ดังกล่าวไทยจะเสียพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 7 แห่งในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ และบริเวณรอบๆ เขาพระวิหารรวมเนื้อที่ 1.5 ล้านไร่
“ผมขอเตือนคุณสุเทพ ถ้าคิดว่าการเสียดินแดน 1.5 ล้านไร่เป็นเรื่องเล็ก แต่ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ผมยอมไม่ได้ เด็ดขาด ในฐานะลูกเจ๊กแต่เป็นคนไทยที่รักชาติ ตารางนิ้วเดียวก็ไม่อยากจะเสีย จะมาเสีย 1.5 ล้านไร่ เพราะความโง่เง่าอย่างนั้นหรือ นี่คือทำไมเราถึงคัดค้านนายนพดลและนายสมัครอย่างถึงไหนถึงกัน”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่นายนพลดลไปลงนามนั้นถูกศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา 6 เดือนแล้ว ทำไมยังไม่แจ้งกัมพูชาและยูเนสโก้ว่าขอยกเลิกแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อที่จะบอกว่าเราไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่รับจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร
นายสนธิ กล่าวว่า เขาพระวิหารนั้นมีการประจันหน้ากันระหว่างไทยกับกัมพูชามาตลอด แต่ก็ยันกันอยู่อย่างนั้น โดยมีการอ้างแผนที่คนละฉบับ แต่เรามีข้อเท็จจริงว่า ตอนที่ฝรั่งเศสคืนดินแดนให้ไทย (หลังสงครามอินโดจีน) นั้น เขายอมรับแผนที่ฉบับของเรา นั่นคือเกาะกูดเป็นของเราทั้งเกาะ จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นนายกฯ มีการแอบเจรจากับนายฮุนเซน เรื่องผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในอ่าวไทย ไปยอมรับอย่างไม่เป็นทางการว่าแผนที่ที่เขมรใช้อ้างอิงเรื่องเขาพระวิหารนั้นถูกต้อง ซึ่งเมื่อลากลงไปในทะเลจะทำให้เกาะกูดถูกแบ่งครึ่งและเขตแดนทางทะเลส่วนที่มีก๊าซ และน้ำมันนั้นตกเป็นของกัมพูชา แล้วคนชั่วที่ขายบ้านขายเมืองก็จะไปเจรจากับกัมพูชาขอสัมปทานตรงนั้นเพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋า ดังนั้นเมื่อรัฐบาลนายสมัครเข้ามา จึงมีการจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร แต่เมื่อพันธมิตรฯ ประท้วงอย่างแข็งขันจึงต้องมีการคุยกันใหม่
นายสนธิย้ำว่า ต้องการเห็นรัฐบาลนี้สั่งยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ตามที่นายกษิตเคยแนะนำบนเวทีพันธมิตรฯ อย่าปล่อยให้เลยตามเลย ส่วนกรณีที่ส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองเซบิญา ประเทศสเปนนั้น เป็นการส่งไปผิดคน เพราะนายสุวิทย์ไม่ใช่ประธานมรดกโลก ไม่มีอำนาจ และไม่ได้เสนออะไรในที่ประชุม นอกจากไปสังเกตการณ์ เมื่อกลับมาแล้วนายสุวิทย์ยังโกหกว่าเขาทำให้กรรมการมรดกโลกเลื่อนการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารไปเป็นเดือน ก.พ.ปี 53 ทั้งที่มันเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้แต่เดิม ซึ่งการจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์นั้นมีอยู่ 16 ข้อ ซึ่งข้อสุดท้ายนั้นต้องเสร็จในเดือน ก.พ.53 ที่ให้กัมพูชาส่งแผนจัดการบริหารพื้นที่ที่สมบูรณ์พร้อมแผนที่ ไม่ใช่การเลื่อนกำหนดตามที่นายสุวิทย์อ้าง
นอกจากนี้นายสุวิทย์ ในฐานะ รมว.ทรัพยากรฯ ยังไม่ยกเลิกโครงการสมัยรัฐบาลนายสมัครในการพัฒนาพื้นที่รอบเขาพระวิหารให้เป็นไปตามเงื่อนไขของมรดกโลก ซึ่งกินพื้นที่หลายหมื่นไร่ โดยมีการแอบร่างทีโออาร์ให้เอกชนมาเซ็นสัญญาแล้ว เพราะฉะนั้นนายสุวิทย์จึงเป็นอีกคนหรือไม่ที่จะมีส่วนทำให้ไทยเสียดินแดน
นายสนธิกล่าวว่า หากรัฐบาลนี้ต้องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจริงทำไมต้องทำตามขั้นตอนที่ 14 ของการจดทะเบียน โดยการส่งตัวแทนไปร่วมประชุมกับกัมพูชาและชาติหุ้นส่วนอีก 7 ชาติเรื่องการพัฒนาทรัพย์สิน ทำให้กัมพูชาทำตามเงื่อนไขข้อนี้สำเร็จ ซึ่งถ้าต้องการจะคัดค้านอย่างจริงจัง เราต้องไม่สนใจคณะกรรมการมรดกโลก ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องรักษาอธิปไตยไม่ให้ชาติอื่นมาบริหารพื้นที่ ไม่ให้สร้างถนนเข้ามาในเขตไทย
“นี่คือขบวนการปล้นชาติปล้นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมถึงต้องเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ อย่าพูดไพเราะพูดเก่งอย่างเดียว ท่านต้องลงมานั่งหัวโต๊ะ แล้วท่านต้องเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งแรกที่ท่านต้องเริ่มทันทีเลย ท่านต้องบอกทันทีเลยว่าให้รัฐมนตรีฯ กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา แจ้งไปทางรัฐบาลกัมพูชา และคณะกรรมการมรดกโลก ตามที่นายกษิต ภิรมย์ ได้เคยให้คำแนะนำไว้”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียพื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ ตอนนี้อาจจะไม่มีการกระโตกกระตาก แต่พอเรายอมรับให้เป็นมรดกโลก ทำตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลกเรียบร้อยหมดตามขั้นตอน วันดีคืนดีลูกนายฮุนเซน อาจยื่นข้อเรียกร้องว่าเมื่อประเทศไทยยอมรับแผนที่ตามที่เสนอมรดกโลก เพราะไปร่วมจัดการลงทะเบียนร่วมจัดการพื้นที่รอบๆ ปราสาท ดังนั้นเขาอาจจะขอลากแผนที่ต่ออีก 7 แห่งใน 3 จังหวัด 1.5 ล้านไร่ ให้เป็นของกัมพูชา หรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกซึ่งจดทะเบียนเป็นของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว ไทยไม่มีสิทธิ์
“ปรากฏว่าอะไรรู้ไหม ตอนนี้ คนไทย ข้าราชการไทย และนักการเมืองไทยหัวใส ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์แสนกล ก็บอกว่า งั้นเราขอเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยได้ไหม การเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยก็เท่ากับคุณไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์ ทันทีเลย”นายสนธิกล่าว
คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล”ในรายการ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
สโรชา พรอุดมศักดิ์ - สวัสดีค่ะพ่อแม่พี่น้อง ขอต้อนรับเข้าสู่รายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนะคะ กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง แหม นานๆ เจอกันทีก็มาพร้อมกับสิวเม็ดใหญ่กลางหน้าผากก็อย่าว่ากันเลยนะคะ ยังสาวอยู่ก็อย่างนี้ล่ะค่ะมีสิวสาวขึ้นเล็กน้อย มีคุณผู้ชม พ่อแม่พี่น้องหลายท่านนะคะได้กรุณาส่งเสียงมาบอกว่า ช่วงหลังไม่เจอเลย หายไปไหน ไม่จัดรายการภาษาไทยเลย ก็เรียนให้ทราบนะคะว่าตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นต้นมาก็จะจัดรายการ คอคนคอข่าวคอต่างประเทศ ในทุกๆ วันอังคาร ช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มเป็นต้นไป ก็มาติดตามข่าวสารในต่างประเทศ พูดคุยกันในหลายๆ ประเด็น แล้วจะพยายามนำเสนอเรื่องราวที่ใกล้ตัวคนไทยสักนิดหนึ่ง เรื่องราวที่จะสามารถกระทบถึงชีวิตประจำวันของเรา หรือในบางกรณีก็อาจจะมีการเปรียบเทียบตัวอย่างกรณีศึกษาจากต่างประเทศ ในเรื่องราวที่เกี่ยวโยงในประเทศไทย หรือว่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ เวลานี้ ก็สามารถจะติดตามกันได้ทุกวันอังคารค่ะ
สำหรับเรื่องราวของพันธมิตรฯ วันนี้ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของคนที่ แหม.. จริงๆ แล้วไม่อยากพูดถึงนะคะ แต่ว่ายังไงก็คงต้องพูดแหละเพราะว่าเขากำลังฮือฮากันมาก สำหรับวันที่ 26 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ พ่อแม่พี่น้องทราบใช่ไหมคะเป็นวันเกิดของใคร เป็นวันเกิดของ นช.ทักษิณ ถูกต้องแล้วค่ะ 60 ปีนะคะปีนี้ ไม่ใช่น้อยๆ เลย แล้วก็จะมีงานใหญ่ด้วย เพราะว่าชมรมคนรักแท็กซี่เขาออกมาประกาศนะคะว่าเขาจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ จะมีการจัดงานในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในทั่วทุกพื้นที่จะมีการสวดมนต์เพื่อต่ออายุทักษิณให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น สวดมนต์พร้อมกันในทุกๆ ที่เลย นี่คือคำกล่าวอ้างของประธานชมรมวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ นะคะ 26 กรกฎาคม ทักษิณอายุครบ 60 ปี พอดี๊ พอดี เขาบอกว่าในต่างจังหวัดก็จะจัดกันในพื้นที่ต่างๆ แต่ในกรุงเทพมหานครก็จะจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวงนะคะ โดยจะมีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 60 รูป มาสวดมนต์เพื่อต่ออายุให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และก็จะมีการสวดมนต์พร้อมๆ กันไปทั่วประเทศเลยนะคะ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย วันนี้ไปที่สหประชาชาติในกรุงเทพฯ ไปยื่นหนังสือให้นายบัน คี-มุน ในฐานะที่เป็นเลขาธิการยูเอ็น เรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อ 19 กันยาฯ 2549 มีใครบอกแกไหมคะว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นมากี่ปีแล้ว 2549 ได้ข่าวว่า ตอนนี้ 2552 เกินกลางปีมาแล้วนะคะ ผ่านมาแล้ว 3 รัฐบาล ทั้งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลของนายสมชาย นี่ ก่อนหน้านั้นก็มีรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ด้วยนะคะ ก็พยายามน่ะค่ะ พยายามที่จะไปเกี่ยวโยง ไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวในฮอนดูรัส หลังจากที่ผู้นำของเขาโดนรัฐประหารแล้วก็ขับไล่ออกจากประเทศ และในที่สุดสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร ก็ออกมาเรียกร้องให้นำกลับมาเป็นผู้นำประเทศเหมือนเดิม ทางเพื่อไทยเขาก็พยายามที่จะใช้กรณีเทียบเคียงว่านี่ล่ะเป็นการต่อสู้ในเวทีโลก และพยายามเรียกร้องให้ยูเอ็น ในเมื่อทำกับฮอนดูรัสได้ทำไมทำกับประเทศไทยไม่ได้ แต่ว่าอย่างที่ว่าละคะ เรื่องราวมันก็ผ่านพ้นมาหลายต่อหลายปีแล้วทำไมไม่คิดซะตั้งแต่ตอนนั้นล่ะคุณพร้อมพงศ์ นะคะ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้พ่อแม่พี่น้องต้องติดตามดีๆ นะคะ เพราะว่าเรามีคลิปประกอบด้วย คลิ๊กไปเมื่อช่วงเย็นๆ ของวันนี้ ใน ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เขาก็มีการนำคลิปหนึ่งมาเผยแพร่ให้ผู้อ่าน ผู้ชมได้รับทราบกัน คลิปอันนี้นะคะเป็นคลิปของผู้ที่เรียกตัวเองว่า "3 เกลอ junior" 3 เกลอ junior เขาไปที่ๆ ชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา แล้วก็ไปทำสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ผู้ชุมนุมหลายๆ กลุ่ม ว่ามาทำไม มาต่อสู้เพื่ออะไร มาขับไล่ใคร แล้วเขาก็นำมาขึ้นในเว็บไซต์ชื่อดัง ก็คือ You Tube มีคนเข้าไปดูเยอะ แล้วอย่างที่บอก เรียกตัวเองว่า 3 เกลอ junior หลายคนบอกว่า เอ๊ะจริงๆ แล้วเป็นการล้อเลียนหรือเป็นการเลียนแบบ Young PAD รึเปล่า เป็นกลุ่มคนวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาที่มารวมตัวกันเพื่อต่อสู้เพื่ออะไรบางอย่าง หรือว่ามีอุดมการณ์ คราวนี้มันเกิดการผิดพลาดค่ะ เพราะว่าเขาถ่ายกันไปประมาณ 3 นาที เกือบๆ ครึ่ง ไปคุยกับคนกลุ่มหนึ่ง ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง บอกว่า มาทำไม มาขับไล่ใคร เดี๋ยวตะโกนพร้อมกันนะ ตะโกนว่า อภิสิทธิ์ แล้วคุณตะโกนนะว่า ออกไป ไปดูค่ะว่าความพยายามของพวกเขานั้นออกมาเป็นอย่างไร สโรชา - แหม! ก็อภิสิทธิ์ ออกไป ก็หลายรอบอยู่นะคะ พอทักษิณออกไป เล่นเอาตั้งตัวไม่ถูก ทักษิณ ออกไป คงจะเป็นอะไรที่คุ้นๆ หูละคะ จากการที่พวกเราชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อหลายช่วงที่ผ่านมานะคะ ก็นำมาให้พ่อแม่พี่น้องได้รับชมกันว่า จะเลียนแบบทั้งที น้องเอ๋ยเลียนแบบให้เหมือนๆ หน่อยนะ เก่งเหมือน Young PAD เขาหน่อย นะคะ แล้วคงจะได้ชื่นชมกันนะคะ
มีข่าวประชาสัมพันธ์ค่ะ แล้วก็นี่ ขออนุญาตอ่านตามที่คุณลุงจำลองได้กรุณาเขียนมาให้เลยนะคะ "ช่วย ASTV ไม่ให้จอดับ และช่วยเกษตรกรให้ได้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีและราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีมาก โดยการสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ASTV ตราขวัญดิน" ASTV เอากำไรกระสอบละเล็กน้อย กะขายจำนวนมากเข้าว่านะคะ ท่านที่จะสั่งซื้อทีละมากๆ หรือต้องการเป็นผู้แทนจำหน่ายปลีกนะคะ กรุณาติดต่อมาที่เบอร์โทรศัพท์ทั้ง 4 เบอร์นี้นะคะ 08-1944-6122, 08-1944-8122, 08-1824-6944 หรือ 08-1824-8944 ติดต่อได้ทั้ง 4 เบอร์เลยนะคะ จะได้ติดต่อได้อย่างรวดเร็วนะคะ
มีข่าวประชาสัมพันธ์มาจากสหรัฐอเมริกาด้วยค่ะ สหรัฐอเมริกา พันธมิตรฯ ของเราที่วอชิงตันดี.ซี. บอกว่า ตอนนี้ชาวพันธมิตรฯ ดี.ซี. 125 คนได้ร่วมกันต้อนรับ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และคุณเทอดภูมิ ใจดี และคณะ รวมไปถึงคุณหมี ยุทธิยงค์ ของเราด้วย ที่ร้านบางกอก การ์เด้น เมืองโคลัมเบีย รัฐแมริแลนด์ ก็ได้มีการ deposit เงินจำนวน 3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบริจาคจากพันธมิตรฯ ดี.ซี. ผ่านทาง ไทย-ดี.ซี.ฟอรั่มโดยตรงเข้าแบงก์ออฟอเมริกา ด้วยความรักและปรารถนาดีจากพันธมิตรฯ ดี.ซี. ขอบพระคุณมากเลยค่ะสำหรับพันธมิตรฯ ดี.ซี. ก็มีข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมนะคะสำหรับการสนทนา หรือการเสวนาของคณะอาจารย์สมเกียรติ ที่ไปที่นั่นนะคะ ขอเรียนเชิญพี่น้องพันธมิตรฯ จากลาสเวกัส เนวาดา และรัฐใกล้เคียง มาร่วมชุมนุมกัน เสวนาภาคประชาชน โดยมี อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มีคุณเทิดภูมิ ใจดี และอีกหลายท่าน ในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้นะคะ ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มตรง ถึง 5 ทุ่ม ที่โรงแรมโกลด์โคสต์ โฮเทล เนวาดานะคะ ที่บอลรูม สลอน ซี ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณพรรณ ร้านโกมล เบอร์แอเรีย โค้ด 702 731 6542 หรือว่าแอเรีย โค้ด 702 275 2938 ค่ะ และอีก 1 รัฐที่จะมีการพบปะกัน ที่เดนเวอร์ โคโรลาโด นะคะ มีงานเสวนาของทั้งสองท่านในวันที่ 10 กรกฎาคม เวลา 4 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม ที่เล็กส์ เอเชียน มาร์เก็ต ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณเล็ก แอเรียโค้ด 720 314 5449 ขอให้พันธมิตรฯ ไปรวมตัวกันมากๆ นะคะ
ประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยค่ะก่อนที่จะไปพบกับแขกในรายการของเราในค่ำคืนนี้นะคะ ใครอยากที่จะสมัครและสนับสนุนเอเอสทีวี เอเอสทีวี ไม่ให้จอดับนะคะ สามารถที่จะสมัครเช่นเคยค่ะ เป็นข่าวเอเอสทีวีของเรา รับทราบข้อมูลข่าวสาร ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงเรื่องราวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย สามารถที่จะกด R ส่งมาที่ 4321000 เดือนละ 200 บาท ในทุกระบบ กด R นะคะ กดข้อความ พิมพ์ R กดส่งมาที่ 4321000 และเช่นเคยนะคะคุณผู้ชมสามารถที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นในรายการได้ผ่าน SMS หน้าจอนะคะ เดี๋ยวให้โปรดิวเซอร์ขึ้นเบอร์ให้นะคะ SMS หน้าจอก็คือ พิมพ์ 1 เว้นวรรค ส่งต่อด้วยข้อความ ส่งมาที่ 4850770 หรือว่าโทรมาในเวลาที่ออกอากาศสด 02-6294433 ค่ะ
พักกันสักครู่นะคะ วันนี้กลับมาฉายเดี่ยวอีกครั้งหนึ่งสำหรับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล สักครู่เดียวค่ะ
(ช่วงที่ 2)
สนธิ ลิ้มทองกุล
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และท่านผู้ชมที่กำลังดูเอเอสทีวี นิวส์ วัน อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าท่านกำลังดูอยู่ในต่างประเทศ หรือว่าดูอยู่ในประเทศไทย ก็ดีใจครับที่ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กลับมาประจำนะครับ ยกเว้นมีเรื่องสำคัญๆ จริงๆ ก็จะต้องออกมาพูดคุยกับพ่อแม่พี่น้องนะครับ
ช่วงนี้มีเรื่องบางเรื่องที่ผมก็คิดเป็นเวลานาน ว่าผมควรจะพูดเรื่องต่างๆ เหล่านี้ดีหรือไม่ เพราะการพูดของผมวันนี้ ผมกำลังพูดกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยตรง เป็นเวลานานมาแล้ว ตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยตำหนิติเตียนอะไรท่านเลย ผมสนับสนุนท่านมาตลอด ถึงแม้ว่าพันธมิตรฯ บางท่านจะมีความรู้สึกหงุดหงิดกับท่าน ผมจะเป็นคนคอยพูดตลอดเวลาว่าให้อดทนเอาไว้ ให้กำลังใจท่านมาตลอด
วันนี้เป็นวันที่ผมจำเป็นจะต้องเตือนท่านอย่างจริงจัง แล้วก็ไม่ได้เตือนท่านแบบให้กำลังใจอีกต่อไป แต่จะเตือนแบบกัลยาณมิตร ว่าถ้าท่านไม่เชื่อผมในวันนี้ ท่านกำลังนำประเทศไปสู่หายนะ และก็ในยุคท่านจะเป็นยุคที่ประเทศไทยเสียดินแดนเขาพระวิหารไปจริงๆ
นอกจากนั้นแล้ว ผมจำเป็นต้องเตือนท่านอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าท่านไม่ทำอะไรลงไปอย่างจริงจังด้วยความกล้าหาญ ประเทศไทยจะไม่มีวันสงบสุข เดี๋ยวผมจะเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่าทำไม
6 เดือนเต็มๆ ครับที่ผมไม่เคยพูดถึงท่านนายกฯ ในแง่ลบ วันนี้ผมก็ไม่ได้พูดในแง่ลบ แต่ผมจะพูดในฐานะเป็นกัลยาณมิตร ว่าท่านควรจะทำอะไรบ้างแล้วท่านไมได้ทำ ไม่พูดไม่ได้ครับ ผมรู้ว่าพี่น้องหลายๆ คนมีความรู้สึก ยังรักและเชียร์คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ ผมก็ยังรักและเชียร์อยู่ แต่รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี วันนี้ไม่เตือนท่านอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้แล้วครับ
เรื่องแรกที่ผมจะเตือนท่าน คือความล้มเหลวทุกประการ ของท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีท่านล้มเหลวอย่างไร วันนี้วิกฤตของชาติ มีอยู่ 2 3 4 วิกฤต แต่ประชาชนยังไม่รู้ซึ้งถึงวิกฤตเหล่านี้ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมรู้ร่วมคิดกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณวีระ มุสิกพงศ์ และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดำเนินการที่จะล่ารายชื่อประชาชนเป็นล้านคนเพื่อถวายฎีกาให้กับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องนี้คนที่มีปัญญาอย่างผม ท่านนายกฯ หรือ อ.เจิมศักดิ์ หรือหลายต่อหลายคนก็บอกว่า มันทำไม่ได้ และก็กล่าวหาและต่อว่ากลุ่มต่างๆ พวกนี้ ว่ามันเล่นการเมืองกับสถาบันกษัตริย์ แม้กระทั่งท่านนายกฯ เอง ท่านก็ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ว่าไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น รัฐมนตรีบางท่านก็ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน แต่ผมยังไม่เห็น สื่อมวลชนที่อยู่ในการบริหารงานของท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่อง 11 หรือช่อง 9 ดำเนินการอะไรเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องเป็นราวที่จะอธิบายให้กับประชาชนฟังว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ และนี่คือการเล่นการเมือง เอาการเมืองมาบีบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
พี่น้องครับ เราย้อนกลับมาพูดเรื่องนี้สักนิดหนึ่งตั้งแต่ต้น การถวายฎีกาขออภัยโทษ คนต้องเข้าไปรับโทษเสียก่อนถึงจะยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษได้ และคนขอถวายฎีกาขออภัยโทษนั้น ต้องเป็นผู้ต้องโทษคนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องเป็นคนซึ่งเดินเรื่อง ไม่ใช่ให้ตัวแทนมาแล้วไปล่ารายชื่อ ถ้าอย่างนั้นแล้วผมอีกหน่อยมีเงินสักหมื่นล้าน แสนล้าน ผมต้องโทษอะไร ผมก็จ้างประชาชนคนละ 1,000 บาท ให้ลงชื่อเพื่อขอถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัว มีเงินเสียอย่างก็ไม่ผิด
แล้วเขาทำไปทำไมในเมื่อเขารู้ว่า มันยังไงก็ไม่ได้การอภัยโทษแน่ เขาทำเพราะว่าการเมือง จะเอาการเมืองไปเล่นงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะเมื่อทำไม่ได้แล้วเนี่ย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อไม่ได้สำเร็จผล เมื่อไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล เขาก็จะพูดทันที เขาจะพูดทันทีเลยว่าเรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวไม่ให้ความยุติธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เห็นหรือยังพี่น้อง โดยที่ฝ่ายซึ่งลงชื่อไม่เข้าใจที่มาที่ไป ว่าโดยหลักการแล้วเขาไม่ทำกันแบบนี้ คุณทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน เมื่อติดแล้ว เข้าไปติดแค่อาทิตย์แรกก็สามารถที่จะร่างหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษได้ แล้วก็มีประชาชนมาสนับสนุนอีก 1 ล้านคน 2 ล้านคน 10 ล้านคน เท่าที่คุณมีเงินจะไปจ้าง นั่นย่อมทำได้ แต่ไม่ใช่วิธีที่ไปเสวยสุขอยู่ที่ดูไบ แล้วเรียกลูกน้องให้บินไปที่ดูไบ แล้วก็สั่งให้เดินเกมแบบนี้
คุณทักษิณไม่ผิด ทำไมเขาถึงไม่ผิด ที่เขาไม่ผิดเพราะว่าเขาจำเป็นต้องดิ้นรน เพราะเขาเปิดศึกสงครามกับชาติบ้านเมือง เขาเปิดศึกสงครามกับสถาบันกษัตริย์ ปากเขาบอกว่าเขาจงรักภักดี แต่ว่าลับหลังเขาแอบให้ลิ่วล้อเขารบกับสถาบันกษัตริย์ตลอดเวลา คุณทักษิณไม่ผิด เพราะเป็นสิทธิ์ในการต่อสู้ของเขา แต่คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผิด ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ผิด คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเมื่อท่านรู้ว่านี่คือเกมของคุณทักษิณ ทำไมท่านไม่ให้สื่อมวลชนที่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ไม่ใช่ชี้แจง ต้องออกมาทั้งรายการ ตลอดเวลา หรือว่าเรียกช่อง 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาช่อง 9 ออกมา แล้วก็บอกไอ้บรรดานักเล่าข่าวตอนเช้าที่โกหกทั้งหลาย บอกคุณประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 บอกเรื่องนี้ที่มาขอถวายฎีกานี่เป็นการเล่นการเมืองกับพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พวกคุณช่วยเอาเรื่องนี้มาพูดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจหน่อยว่าทำไม่ได้ นอกจากคุณทักษิณจะกลับมาติดคุกเสียก่อนแล้วค่อยมาขอพระราชทานอภัยโทษ
ช่อง 11 รายการอะไรก็ตามที่คุณจัดตลอดเวลา ต้องเอาผู้รู้ เอา อ.เจิมศักดิ์ ไปพูด เอาหลายๆ คนซึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคุณทักษิณมาอธิบาย ช่อง 9 รายการต่างๆ ก็ต้องมาออก ขอความร่วมมือไปยังช่อง 7 ช่อง 5 ช่องทหารก็ต้องออก 3, 5, 7, 9, 11 จำเป็นที่จะต้องโหมกระพือเรื่องนี้เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มี แต่บางคนก็ไม่ได้รักแบบงมงาย ถ้าเอาเหตุผลนี้อธิบายให้เขาฟัง เขาก็จะเข้าใจ เขาก็จะไปบอกเพื่อนฝูงของเขา เฮ้ย อย่าไปเซ็นชื่อถวายฎีกานะ ในการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น นักโทษจะต้องมาติดคุกก่อน นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ ท่านนายกฯ ต้องทำ คุณอภิสิทธิ์ต้องทำ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต้องทำ ทำไมถึงไม่ทำ แล้วคุณปล่อยจนกระทั่งเขาล่ารายชื่อเสร็จเรียบร้อย ประชาชนที่ลงชื่อไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะรักทักษิณ เอ้าลงชื่อขอให้พระเจ้าอยู่หัวอภัยโทษ พวกนี้ก็รักพระเจ้าอยู่หัวทั้งนั้น ก็หวังพึ่งพระเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ท่านอภัยโทษให้ได้อย่างไร เมื่ออภัยโทษให้ไม่ได้ ไอ้พวกนี้ก็เริ่มพลิกแล้วสิ บอก เห็นไหมว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างความร้าวฉาน สร้างความเข้าใจผิดให้พสกนิกร
ทั้งหมดนี้ผมไม่ตำหนิคุณทักษิณ แต่ผมต้องตำหนิคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วผมต้องตำหนิคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คุณมีอำนาจอยู่ในมือ ทำไมคุณไม่ทำเรื่องพวกนี้ คุณต้องทำ คุณกำลังจะปล่อยให้มันฉิบหายต่อไปอย่างนี้ไม่ได้ คุณกำลังจะปล่อยให้ประชาชนมีโอกาสเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้เด็ดขาด นี่คือความล้มเหลวซึ่งผมรับไม่ได้ วันนี้ผมจำเป็นต้องมาพูดเรื่องนี้ คุณเอานักวิชาการมาพูด คุณเอาข้าราชการมาพูด คุณเอา อ.เจิมศักดิ์ มาพูด คุณเอาผมมาพูด คนนั้นมาพูด ไม่มีประโยชน์ 3, 5, 7, 9, 11 ต้องออกไปพร้อมกันเลยเป็นชุด ต้องอธิบาย พวกนักเล่าข่าว ไม่ว่าจะเป็นสรยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น 4 สาว 5 สาว หรือไม่ว่าจะเป็นพวกไหนก็ตามที่ลอยหน้าลอยตาอยู่หน้าจอ จะต้องได้รับคำชี้แจง และคำขอร้อง เจ้าของสถานี ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับสัมปทาน ช่อง 3 รับมาจากช่อง 9 ช่อง 7 รับมาจากช่อง 5 ช่อง 5 ก็เป็นของทหารที่จงรักภักดีอยู่ไม่ใช่หรือ ต้องออกมาพร้อมกัน จัดรายการออกมาตลอดเวลา วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ คลื่นวิทยุอันโน้นอันนี้ ต้องออกมา เพราะว่างานนี้คุณอย่าทำเป็นเล่นไป งานนี้คืองานทำลายพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยตรง โดยที่ประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ และผมเชื่อว่าประชาชนเกือบทั้งหมดก็ยังเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และรักพระเจ้าอยู่หัวฯ หวังว่าให้พระเจ้าอยู่หัวฯ ช่วยทักษิณ แต่ถ้าเขารู้ว่า วิธีนี้พระเจ้าอยู่หัวฯ ช่วยให้ไม่ได้ เพราะว่าการอภัยโทษจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการมารับโทษแล้ว เขาก็จะเข้าใจ นี่คุณกำลังจะทำให้ประชาชนเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวฯ ผิด เพียงเพราะว่าพวกคุณทำงานกันไม่เป็นเลยแม้แต่นิดเดียว และพวกคุณไม่มีความกล้าหาญเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ได้นะครับ ท่านนายกฯ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ไม่ได้
วันนี้ประชาชนยังไม่ได้รับข่าวสารข้อมูลตามที่ประชาชนควรจะได้รับ 6 เดือนเต็มๆ แล้ว คุณนั่งทำอะไรกันอยู่ ผมให้โอกาสคุณ ผมเห็นใจคุณ คุณมีแต่ห่วงอย่างเดียวว่า คุณเนวิน ชิดชอบจะโกรธคุณแค่นั้นเชียวหรือ มีอยู่แค่นั้นหรอชีวิตคุณ ชาติบ้านเมืองมันอยู่ที่ไหน สถาบันกษัตริย์มันอยู่ที่ไหน ก็ไหนเข้ามาตอนแรกก็พูดอยู่ชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ ว่าเข้ามาจะเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดของคนที่มุ่งทำลายสถาบันกษัตริย์ กระบวนการถวายฎีกาล่าล้านชื่อ นี่คือกระบวนการของการทำลายสถาบันกษัตริย์อย่างแนบเนียนที่สุด แค่นี้คุณยังมองไม่ออกเชียวหรือ ผมขอเถอะครับ ขอให้กล้าหาญกว่าเก่า คุณสาทิตย์คุณบริหารช่อง 11 ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ได้มีภูมิปัญญาอะไรเลยที่เล่าให้ฟัง ว่าชาติบ้านเมืองทุกวันนี้มันล่มจมเพราะอะไร หรือว่าวันนี้ คุณเนวิน ชิดชอบ สำคัญไปกว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ ซะแล้ว ผมจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ ผมไม่พูดไม่ได้
เรื่องที่สอง ก็เรื่องเดียวกันอีก ผมจะขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 1 ชุด โดยที่ท่านนายกฯ เป็นประธาน คุณกษิต ภิรมย์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการนี้ คณะกรรมการชุดนี้ควรจะเป็นผู้ซึ่งมีองค์ความรู้ มีภาคประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเอา ส.ส., ส.ว.เข้ามาไม่เป็นไร แต่ไม่ต้องใหญ่ คณะกรรมการชุดนี้คือ คณะกรรมการบริหารจัดการข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร สร้างความโปร่งใสให้กับประชาชน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ท่านนายกฯ ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
ก่อนที่ผมจะเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟัง ผมจะให้ดูสักนิดหนึ่ง แล้วพ่อแม่พี่น้องจะเห็นได้ชัด ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่งสัญญาณเรื่องเขาพระวิหารไม่เหมือนกัน นายกรัฐมนตรี ท่านนายกฯ ท่านเป็นคนที่อภิปรายโจมตีรัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช นายนพดล ปัทมะ อย่างหนักที่สุดในปีที่แล้ว แต่พอมาปีนี้พอท่านเป็นรัฐบาล ท่านมีความเห็นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะระหว่างตัวท่านนายกฯ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมไม่ได้พูดเลื่อนลอย ผมเอาหลักฐานมาให้ดู 26 มิถุนายน 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ กล่าวระหว่างเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านพูดบอกว่า "กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาระบุว่า จะไม่เจรจากับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน โดยจะคุยเฉพาะการถอนทหารออกจากบริเวณพื้นที่ทับซ้อนเท่านั้น" ท่านนายกฯ ว่าอย่างนี้ ท่านนายกฯ บอกว่า "นายสุเทพไปย้ำถึงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก" สรุปง่ายๆ ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังพูดบอกว่า ท่านส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปเพื่อไปตอกย้ำจุดยืนว่า ไม่ต้องการให้เอาปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พี่น้องครับ ท่านนายกฯ พูดถูก ท่านพูดไม่ผิด เพราะการเอาเข้าไปขึ้นเป็นมรดกโลกนั้น แปลว่าเรายอมรับแผนที่กัมพูชา ถ้าเรายอมขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา เท่ากับว่าเราไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชาว่าแผนที่ที่เขาเอามานั้นเป็นแผนที่ที่ถูกต้อง และแผนที่ถ้าเรายอมรับตรงนั้น เราจะสูญเสียพื้นที่ไปอีกล้านกว่าไร่ นี่คือสัญญาณที่ท่านนายกฯ พูดชัดเจน
พี่น้องครับ จำให้แม่นๆ นะครับ ท่านนายกฯ พูดอย่างนี้ นายสุเทพ ไปกัมพูชา ไปย้ำถึงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
26 มิถุนายน วันเดียวกันที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ว่า ผมคงไม่เอาเรื่องอะไรไปพูดให้เป็นปัญหาก็แล้วกัน และท่านนายกฯ ไม่ได้ให้ผมไปพูดเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่ท่านให้ผมไปพูดจาให้เป็นมิตรและไมตรีต่อกัน ใครโกหกใครกันแน่ นายกฯ โกหกประชาชน หรือว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ โกหกประชาชน ก็คำพูดมีอยู่ชัดเจนนี่ ท่านพูดเลยบอกว่านายสุเทพไปกัมพูชานั้นไปย้ำถึงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่นายสุเทพ บอกว่านายกฯ ไม่ได้ให้ไปพูดอย่างนั้น นายกฯ ให้ไปสร้างมิตรไมตรีต่อกัน
จุดยืนของนายกฯ ถูกต้องแล้ว เพราะการที่เราย้ำว่าเราไม่ต้องการเอาขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพราะเราไม่ยอมรับการเป็นมรดกโลก เท่ากับว่าเราไม่ยอมรับแผนที่ของกัมพูชา ซึ่งก็ตรงกับที่นายกฯ เคยอภิปรายในฐานหัวหน้าฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ต่อกรณีของนายนพดล ปัทมะ และนายสมัคร สุนทรเวช สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน นายกฯ ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนตรงนี้ แล้วนายสุเทพเอาตรรกะตรงไหนมาพูดตรงนี้
ความขัดแย้งตรงนี้สัญญาณที่ต่างกัน เป็นไปได้ไหมที่นายสุเทพพูด วันที่ 27 นายสุเทพให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเขมร พูดยังไงรู้ไหม อย่าไปคิดว่าเขาพระวิหารจะต้องมีอะไรโต้แย้งกันระหว่างไทย-กัมพูชา โต้แย้งสิ ไม่โต้แย้งได้ยังไง ก็ไทยสู้มากันตั้งแต่ต้นว่าคุณใช้แผนที่ฝรั่งเศส เราไม่ยอมรับ เรายอมรับแผนที่ของเรา นี่คือจุดโต้แย้งมาตั้งแต่แรก และที่นายกฯ พูด บอกว่าไม่ต้องการให้เขาพระวิหารเข้ามาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็แสดงว่านายกฯ โต้แย้งกับกัมพูชาแล้ว ว่าการที่คุณเอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นเราไม่เห็นด้วย เหตุผลที่เราไม่เห็นด้วยเพราะคุณไปใช้แผนที่ของคุณ
นี่ แล้วนายสุเทพยังพูดต่อ เพราะศาลโลกตัดสินมาตั้งหลายสิบปีแล้ว ว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา นายสุเทพพูดนะ การที่เราไปค้านเรื่องการนำเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก คิดว่าจะไม่เป็นปัญหา เอ้า ไม่เป็นปัญหาได้ยังไง ก็เป็นปัญหาไงล่ะ แต่คุณเองท่านรองนายกฯ กลับพูด เมื่อกี้นี้วันที่ 26 ท่านบอกว่าไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปพูด
เอาล่ะ พี่น้อง พี่น้องเห็นหรือยัง ยังมีเรื่องอีก เดี๋ยวผมจะพูดอีกนิดหนึ่ง เพื่อที่จะไม่ให้พี่น้องหลายคนสับสน ผมจะสรุปเรื่องเขาพระวิหารง่ายๆ พี่น้องจำได้ไหม ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2544 ประเทศไทย ชาติบ้านเมืองมีแต่ความสงบสุข ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เคยขัดแย้งมายังไงก็ขัดแย้งกันเหมือนเดิม ไม่มีใครเสียเปรียบ ไม่มีใครได้เปรียบ ยังคงยันกันอยู่ เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ แล้วก็อ้างสิทธิในพื้นที่ทางทะเล ซึ่งโต้แย้งกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2515
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น นานๆ ทีถึงจะมีโจรก่อการร้ายเข้าไปปล้นสะดม ขู่เจ้าของสวนยาง ขอเรียกค่าคุ้มครอง นานๆ ก็จะมีการยิงกันตายสักที 1-2 ศพ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องขัดผลประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องค้าของเถื่อน เรื่องยาเสพติด
ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2544 ชาติบ้านเมืองฉิบหายหมด ไทยเริ่มที่จะเริ่มสูญเสียดินแดน
พี่น้องที่ร่วมสู้กันที่สะพานมัฆวานฯ พี่น้องยังจำได้ไหม ชมัยมรุเชฐ เราอยู่ที่ชมัยมรุเชฐ แล้วก็มีคำประกาศว่านายนพดล ปัทมะ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เห็นชอบที่จะให้กัมพูชายื่นจดทะเบียนเขาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พี่น้องจำได้หรือเปล่า แล้วพวกเราลุกขึ้นมาสู้คัดค้าน ทำไมเราถึงคัดค้าน เราคัดค้านก็เพราะว่าเราบอกว่า ถ้าจะยื่น ต้องยื่นพร้อมกัน เอ็งยื่นกูยื่น ทำไมต้องเอ็งยื่นแล้วกูถึงต้องยื่น ขอประทานโทษที่ต้องใช้คำพูดแบบนี้ ก็เพราะว่าเวลาเอ็งยื่น เอ็งใช้แผนที่ฝรั่งเศส เวลากูยื่น กูใช้แผนที่ที่ถูกต้อง เมื่อต่างฝ่ายต่างยื่นแล้วแผนที่ไม่เหมือนกัน คณะกรรมการมรดกโลกเขาก็จะต้องบอกว่าให้กลับไปตกลงกันก่อน เพราะฉะนั้นการยื่นเข้ามรดกโลกนั้นให้ยุติก่อน ถูก ไม่ถูกพี่น้อง นั่นคือจุดที่เราสู้ตอนนั้น จุดที่เราสู้ว่าทำไมกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลไทย ถึงไม่ช่วงชิงและก็ยื่นปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเช่นกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรายื่นเพื่อคัดค้านว่าที่คุณยื่นนั้น แผนที่คุณผิด แผนที่ผมถึงถูก แต่ไม่ยื่น ดันออกแถลงการณ์ร่วม พี่น้องจำได้ไหม แล้วให้เขายื่นฝ่ายเดียว
เมื่อเขายื่นฝ่ายเดียวแล้ว เราไม่ได้คัดค้าน เท่ากับเรายอมรับว่าแผนที่ที่นายฮุน เซน เอาไปใช้นั้น เขมรเอาไปใช้นั้นถูกต้อง ซึ่งถ้าแผนที่นั้นถูกต้องมันจะกินเนื้อที่ในประเทศไทยไปอีกมหาศาล มันจะกินไปถึงไหนพี่น้องรู้หรือเปล่า มันจะกินเนื้อที่ไป 7 แห่งใน 3 จังหวัด เราจะสูญเสียพื้นที่อุทยานธรรมชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 7 แห่ง ใน 3 จังหวัด อุบลราชธานี 3 แห่ง ศรีสะเกษ 3 แห่ง สุรินทร์ 1 แห่ง ต่อเนื่องไปอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งจะต่อเนื่องมาเลยจากอุทยานเขาพระวิหาร รวมเบ็ดเสร็จ 1.5 ล้านไร่ ผมเตือนรองฯ สุเทพ ผมเตือนทหาร ผมเตือนรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเห็นว่าการสูญเสียพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ เป็นเรื่องเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มีนักการเมืองเป็นผู้บริหาร มันเป็นเรื่องเล็กสำหรับพวกคุณแล้ว สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ผมยอมให้ไม่ได้ ที่ผมยอมให้ไม่ได้ 2 เรื่อง
เรื่องแรก ในฐานะคนไทย ถึงจะเป็นลูกเจ๊กก็รักชาติไทยมากกว่าพวกคุณเยอะ ตารางนิ้วนึงผมยังไม่ยอมเลย แล้วจู่ๆ จะเสียถึง 1.5 ล้านไร่ เพียงเพราะความโง่เง้าเบาปัญญา หรือความที่คุณแอบมีผลประโยชน์ใดๆ หรือไม่ผมก็ไม่รู้ ทำให้คุณไม่ได้คัดค้าน และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงคัดค้านนายสมัคร สุนทรเวช คัดค้านนายนพดล ปัทมะ ถึงไหนถึงกัน แล้วพี่น้องครับ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ครับ ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ ท่าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ครับ ท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครับ เรื่องนี้ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินออกมาแล้วว่า แถลงการณ์ไทย-กัมพูชา นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากวันที่รัฐบาลชุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นรัฐบาล จนถึงวันนี้ 6 เดือนเต็มๆ ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดนี้แสดงจุดยืนต่อกัมพูชา ต่อสหประชาชาติ ต่อคณะกรรมการมรดกโลก ว่าแถลงการณ์ที่ออกโดย นายสมัคร สุนทรเวช ครั้งนั้นผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นขอยกเลิกแถลงการณ์นั้น ทำไมถึงไม่ทำกัน ทั้งๆ ที่ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ก็ชี้แล้ว ทำไมถึงไม่ทำกัน เราไม่ได้มาพูดเพียงเพราะว่า เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำถึงมาพูด แต่เรามาพูดเพราะว่าเรากำลังจะบอกชาวโลก บอกเฮ้ย ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญของอั๊วะบอกแล้วว่าแถลงการณ์ของรัฐบาลชุดสมัครนั้นผิด เพราะฉะนั้นแล้วขอยกเลิกแถลงการณ์อันนั้น เมื่อขอยกเลิกแถลงการณ์อันนั้น เราจะไม่ยอมรับมติมรดกโลกเป็นอันขาด เห็นหรือยังพี่น้อง 6 เดือน ทำไมไม่ปฏิเสธแถลงการณ์อันนั้น
พี่น้องเห็นรึยัง มันไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปแล้วพี่น้อง มันไม่ใช่เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง มันไม่ใช่เรื่องของกินส่วนต่างของรถเมล์ มันไม่ใช่เรื่องของการสร้างสนามบินใหม่ แล้วกินเปอร์เซ็นต์ค่าก่อสร้าง มันไม่ใช่เรื่องของงบค่าก่อสร้างของงบประมาณไทยเพื่อไทยให้ไทยเข้มแข็ง 1.5 ล้านล้านบาท มันมีมากกว่านั้น วันนี้มันพูดถึงดินแดนอีก 1.5 ล้านไร่ของประเทศไทย ซึ่งจะต้องถูกฮุบไปด้วยการกระทำที่โฉดเขลาและโง่เขลาเบาปัญญา
พี่น้องครับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก พี่น้องพันธมิตรฯ ที่ดูผมมาตลอด ผมไม่เคยออกมาพูดอย่างนี้เป็นเวลานานแล้ว 6 เดือนของรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมให้โอกาสเขามาตลอด พูดก็พูดเถอะ ผมเป็นคนหนึ่งใน 5 แกนนำ ที่พยายามพูดอธิบายให้กับแกนนำทุกคนฟังว่า ให้โอกาสเขาทำงานเถอะ แต่วันนี้ผมทนไม่ได้แล้ว ผมต้องออกมาเตือน คุณจะรักใครหลงใครผมไม่ว่า แต่เรื่องชาติบ้านเมืองจะมารักมาหลงกันไม่ได้แล้ว ไม่ได้เด็ดขาด
พี่น้องครับพักสักครู่หนึ่ง แล้วประเดี๋ยวเราจะอธิบายให้ฟังว่า เรื่องนี้มันสำคัญต่อชาติบ้านเมืองอย่างไร มันสำคัญต่ออนาคตลูกหลานเราอย่างไร มันสำคัญต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไร แล้วมันสำคัญต่อความถูกต้องทางกฎหมายอย่างไร และมันสำคัญอย่างไรถ้าเรายึดหลักนิติรัฐอย่างที่ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ พูดมาตลอดเวลาตั้งแต่ท่านขึ้นมาเป็นนายกฯ สำคัญมากพี่น้อง มันสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยวันนี้ยังมีจุดยืนที่ถูกต้องอยู่รึเปล่า ประเทศไทยยังสามารถยืนอย่างสง่าผ่าเผยในสังคมโลกอยู่ได้หรือเปล่า หรือประเทศไทยนั้นจะต้องพินาศฉิบหายไปเพราะนักการเมืองที่ฉ้อฉล หรือนักการเมืองที่บริหารงานไม่เป็น พักสักครู่ครับเดี๋ยวเราค่อยกลับมา
(ช่วงที่ 3)
ท่านผู้ชมครับ กลับมาสู่ช่วงสุดท้ายของรายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมจะสรุปเรื่องเขาพระวิหารอย่างง่ายๆ ตามภาษาชาวบ้าน เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องเข้าใจ
เขาพระวิหารนั้นเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันมานานแล้ว ระหว่างไทยกับกัมพูชา จริงอยู่ สิ่งที่คุณสุเทพพูดนั้นไม่ผิด ที่คุณสุเทพบอกว่าเขาพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว โดยที่ไทยแพ้คดีศาลโลก แต่คุณสุเทพพูดความจริง 50% อีก 50% คุณสุเทพไม่ได้พูด อีก 50% น่าประหลาดใจคุณอภิสิทธิ์เป็นคนพูดแทนคุณสุเทพ แต่ทำไมคุณสุเทพถึงไม่เข้าใจตรงนี้ คุณอภิสิทธิ์พูดว่าอย่างไร รู้ไหม พูดบอกว่า แต่เรายังสงวนสิทธิ์ ไม่ยอมรับคำพิพากษา แต่เราไม่ยอมรับตรงที่ว่า เรามีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์และสู้อีกเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา นะครับ เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา เพราะฉะนั้นแล้ว การที่คุณสุเทพพูดเพียงครึ่งเดียว เหมือนคุณสมัคร คุณสุเทพวันนี้พูดเหมือนคุณสมัครพูด เหมือนพวกเสื้อแดงพูดไม่มีผิดเลย ที่พูดออกมาบอกว่า โอ๊ย เขาพระวิหาร มันไม่ใช่ของเราแล้ว มันเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว แต่คุณสุเทพไม่ได้พูดอีกครึ่งหนึ่ง ที่บอกว่า ไม่ใช่ ถึงแม้เราจะแพ้คดีในศาล แต่ว่าเราไม่ยอมรับ เราขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะเอาข้อมูลใหม่เข้าไปเสนอ ตรงนี้คุณสุเทพไม่ยอมพูด
เมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว เขาพระวิหารก็เลยประจันหน้ากันระหว่างไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว สมัยลอนนอน สมัยสีหนุ มาจนกระทั่งสมัยฮุน เซน สมัยเฮง สัมริน สมัยพอล พต มีมาตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่ายึดถือแผนที่กันคนละฉบับ ถ้าพูดถึงแผนที่แล้ว พี่น้อง เราก็มีข้อมูลข้อเท็จจริงนะครับ เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเช่นกันนะครับว่า เรานั้นได้มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าฝรั่งเศสได้มอบพื้นที่คืนมาให้ประเทศไทย แล้วพื้นที่คืนมาให้ประเทศไทยนั้น ชี้ชัดเจนเลยนะครับว่าแผนที่ของเรานั้นไม่ผิดนะครับ ตรงนี้เราก็มี แต่ว่ารัฐบาลไม่ได้จริงจัง ทุกยุคทุกสมัยไม่ได้จริงจังในการที่จะเอาเรื่องนี้เข้าไปต่อสู้ จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มีการแอบไปเจรจากับฮุน เซน เพราะตอนนั้นผลประโยชน์ของน้ำมันในอ่าวไทยมีมากขึ้น ถึงกับมีการยอมรับว่าแผนที่ของฝรั่งเศสนั้น ที่กัมพูชาใช้นั้น ไทยเริ่มยอมรับอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อยอมรับอย่างไม่เป็นทางการแล้ว เขาก็ลากแผนที่อันนี้ลงไปในทะเลด้วย ก็เลยทำให้หลายๆ พื้นที่ซึ่งเป็นของไทย แล้วเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ของแก๊สและน้ำมัน กลายเป็นของกัมพูชาไป แต่ว่าไทยยังไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการ ตอนนั้นเป็นการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการ
พี่น้องจะเห็นชัดว่าแผนที่ที่พี่น้องดูในโทรทัศน์อันนี้ เป็นแผนที่ที่ผมเคยเอาไปพูดบนเวทีมาเป็นเวลาปีๆ แล้ว ไม่ใช่เพิ่งพูด แผนที่ที่แบ่งเกาะกูด ทั้งๆ ที่ในหนังสือสำคัญที่เขายกพื้นที่คืนให้เรา ซึ่งฝรั่งเศสยกคืนมาให้นั้นมีลงหลักฐานชัด ว่าเขายกเกาะกูดคืนให้เรา เพราะฉะนั้นถ้ากัมพูชาใช้แผนที่ฝรั่งเศส ก็หมายความว่าเกาะกูดก็ยังคงเป็นของเราอยู่ แต่เนื่องจากว่าเขามาลากเส้นใหม่ในแผนที่ที่เขาพระวิหารที่ทะเลาะกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เลยมีกระบวนการสมรู้ร่วมคิดของคนขายชาติ ที่ร่วมมือกับเขมร ฮุน เซน เพื่อที่จะเอากัมพูชานั้น คือปราสาทเขาพระวิหาร เข้าไปจดทะเบียนมรดกโลก
อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าการจดทะเบียนมรดกโลกนั้นเคยพยายามมาหลายครั้ง ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จ ที่ไม่สำเร็จเพราะว่าไทยค้าน ไทยยื่นบอกว่าแผนที่ที่คุณใช้จดทะเบียนนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งเป็นพวกของกัมพูชาก็ไม่รู้จะตัดสินอย่างไร เพราะกติกามรดกโลกเขามีบอกว่า ถ้าพื้นที่ตรงไหนเป็นพื้นที่ทับซ้อนและมีความขัดแย้งและยังมีสงครามกันอยู่ ขอให้ยุติในการยื่นมรดกโลก
จนกระทั่งในที่สุดหลังจากที่รัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ ไปแล้ว รัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงนั้นล่ะที่กัมพูชายื่นเพื่อที่จะขอจดทะเบียนมรดกโลกแต่ผู้เดียว และตรงนั้นแหละคือจุดที่พันธมิตรฯ ประท้วง ที่ผมประท้วงบนเวทีเป็นคนแรก ที่ผมบอกกับทุกคน บอกว่า ไทยทำไมถึงไม่ขอยื่นร่วม การยื่นร่วมตอนนั้นเราก็ใช้แผนที่เรา ถ้าเรายื่นร่วมตอนนั้นเขาก็จะบอกว่า เฮ้ย แผนที่ไม่เหมือนกันเพราะฉะนั้นเอากลับมาคุยกันใหม่ เรื่องก็ยังคงคาราคาซังอยู่เหมือนเดิม แต่เนื่องจากว่ามีเจตนาชั่วร้าย ต้องการขายชาติ ขายบ้าน ขายเมือง ยกพื้นที่ทางทะเล ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับแผนที่ของเขมรถ้าเรายอมรับมัน แผนที่เขมรจะลากเอาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นของเขมรไป ทำให้เขมรได้รับผลประโยชน์จากน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และคนชั่วๆ บางคนก็จะไปลงทุนกับเขมร เพื่อขุดพลังงานด้านนี้เพื่อเอามาเข้ากระเป๋าตัวเอง ในที่สุดรัฐบาลชุดสมัคร สุนทรเวช ก็กระทำการซึ่งเป็นที่น่าสงสัย ออกแถลงการณ์ร่วมกัมพูชา ยอมรับให้กัมพูชายื่นเข้าสู่มรดกโลกแต่ผู้เดียว
พี่น้องครับ คนที่ทรยศต่อชาติบ้านเมือง ทรยศต่อแผ่นดินนั้นไม่มีวันได้ตายดีหรอกครับ แต่พี่น้องจำไว้ คนที่ต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อแผ่นดินนั้นไม่ตาย ให้จำเอาไว้ คำพูดผมเป็นคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลุกขึ้นเล่นงานนายสมัคร สุนทรเวช นายนพดล ปัทมะ อยู่ในประเด็นที่ผมพูดทุกๆ ประเด็น มิหนำซ้ำยังมีมากกว่านั้นซะอีก พอรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ผมอยากเห็น ก็คือ ยกเลิกแถลงการณ์ร่วม และก็มีตรรกะ มีเหตุผลในการยกเลิกแถลงการณ์ร่วม แต่ก็ไม่มีการยกเลิกแถลงการณ์ร่วม ปล่อยให้แถลงการณ์ร่วมยังคงคาอยู่
พี่น้องจำได้ไหม บนเวทีพันธมิตรฯ ผมเคยพูดว่าอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่รักชาติรักแผ่นดินจริงเข้ามา จะต้องประกาศแจ้งไปทางยูเนสโกเลย ว่าเราไม่ยอมรับการตัดสินยูเนสโกว่าเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เหตุผลเพราะว่าเราขอยกเลิกแถลงการณ์ร่วม เนื่องจากแถลงการณ์ร่วมผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วมติยูเนสโกเราไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกร่วมอะไรผมไม่สนใจผมไม่ไปกับคุณด้วย ใช่ไหมพี่น้อง รัฐบาลชุดประชาธิปัตย์ทำรึเปล่า ไม่ได้ทำ ปล่อยให้มันเลยตามเลยไปเรื่อยๆ แล้วยังปล่อยให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ มาโกหกพ่อแม่พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนที่อยู่ขอนแก่น นายสุวิทย์ คุณกิตติ มาตบตา ลวงโลก ลวงยังไง บินไปประชุมมรดกโลกแล้วกลับมาโม้บอกว่า เขาเลื่อนไปประชุมกุมภาพันธ์ ปี 2553
พี่น้องครับฟังผมให้ดีๆ กระบวนการ ขั้นตอนที่จะสำเร็จในเรื่องของมรดกโลกนั้น และพื้นที่รอบๆ ด้านนั้น มีทั้งหมด 16 ขั้นตอน แล้วจะเป็นไปตามขั้นตอนตลอดเวลา จะสิ้นสุดเอาจริงๆ คือประมาณ กุมภาพันธ์ 2010 เพราะฉะนั้นแล้ว ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ ในข้อ 16. พี้น้องจำไว้นะครับ ขั้นตอนข้อ 16 ของคณะกรรมการมรดกโลก เขาต้องการให้กัมพูชาส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์เพื่อทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมแผนที่แล้วให้เสร็จ ส่งไปยังศูนย์มรดกโลก ภายในกุมภาพันธ์ ค.ศ.2010 เพื่อส่งคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 4 ค.ศ.2010 มันเป็นไปตามระเบียบขั้นตอน เขาไม่ได้เลื่อน เพราะฉะนั้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ โกหก นอกจากโกหกแล้ว
นายสุวิทย์ คุณกิตติ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ยังไม่หยุดยั้งโครงการที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลชุดนายสมัคร กับนายสมชาย ที่เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นไปตามเงื่อนไขของมรดกโลก ยังเดินหน้าอยู่ เพราะฉะนั้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมต้องตั้งข้อสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดกับเขารึเปล่า ในการทำให้ไทยต้องเสียพื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ พี่น้องชาวขอนแก่น ให้จำเอาไว้ นี่คือคนของพวกคุณ นายสุวิทย์ คุณกิตติ เพราะฉะนั้นแล้วเป็นการโกหก นายสุวิทย์โกหก แล้วดูถูกคนไทยทั้งประเทศ แล้วยังมีหน้ากลับมาประชาสัมพันธ์ว่าตัวเองนั้นยิ่งใหญ่ สามารถเลื่อนการประชุมคุณกรรมการมรดกโลกในปีหน้าได้สำเร็จ โกหกพี่น้อง แล้วตัวเองไม่ได้ไปประชุม ไปเป็นผู้สังเกตการณ์เฉยๆ นี่คือการส่อเจตนาพิรุธผิดปกติ การปล่อยข่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนทั้งๆ ที่ไม่มีการเลื่อน เขาเป็นไปตามตารางงานที่เขาวางไว้ แสดงว่ากำลังดำเนินแผนขั้นตอนยกปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นดินของประเทศไทยให้ฝ่ายกัมพูชาทุกประการ
การตบตาข้อที่ 2 ปากว่าตาขยิบ รัฐบาลไทย พี่น้องได้ทำหนังสือคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยปรากฏเป็นข่าวตามคำสัมภาษณ์ของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายสุวิทย์พูดยังไง ผมจะอ้างให้ฟัง เขาพูดว่า "จะเดินทางไปเมืองเซบียา ในวันที่ 19 มิถุนาฯ ก่อนการประชุมมรดกโลก ครั้งที่ 33 เนื่องจากต้องการเจรจานอกรอบกับประเทศสมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโกก่อน โดยเฉพาะตัวประธานคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก และตัวประธานในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศสเปน เพื่อแสดงให้ทราบว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกยินยอมให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ หรือกฎปฏิบัติที่ทั้งยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกได้บัญญัติขึ้นหลายข้อ" พี่น้องครับฟังแล้งเท่ไหม เท่มากพี่น้อง ถ้ารัฐบาลต้องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนของกัมพูชา ไม่ว่ากรณีใดๆ ผมสนับสนุนเต็มที่ พวกเราก็ควรสนับสนุน ถ้าเขาจะคัดค้าน แต่ผมไม่เข้าใจว่า มันเรื่องอะไรที่ส่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ ไปเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปยื่นหนังสือที่สเปน พี่น้องครับ ส่งผิดฝาผิดตัว เพราะนายสุวิทย์ไม่ใช่ประธานคณะกรรมการมรดกโลกของประเทศไทย คุณสุวิทย์ไปในฐานะอะไร และยังไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไม่มีปากมีเสียงในที่ประชุมเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วเสือกกลับมาบอกว่า สามารถเลื่อนประชุมมรดกโลก เห็นไหมพี่น้องว่าโกหก และขณะที่ตัวเองให้สัมภาษณ์ว่า คัดค้าน ให้สัมภาษณ์คัดค้าน พี่น้องครับ เงื่อนไขข้อที่ 14 ของคณะกรรมการมรดกโลกมีอะไร เงื่อนไขมีว่า มติของคณะกรรมการมรดกโลกให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวสมบูรณ์มากขึ้น เขาทำอะไรบ้าง เงื่อนไขข้อ 14 เขาเรียกร้องให้กัมพูชา โดยให้ประสานงานกับยูเนสโก ให้จัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2009 โดยเชิญรัฐบาลไทย และหุ้นส่วนระหว่างประเทศไม่เกิน 7 ประเทศ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของทรัพย์สิน โดยสอดคล้องกับมาตรฐานอนุรักษ์สากล แปลว่าอะไรพี่น้อง เชื่อไหมครับ รัฐบาลเขาบอกว่า ฟังให้ดีๆ นะพี่น้อง
ข้อ 14 เงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลก ให้กัมพูชาประสานยูเนสโก ให้จัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกระหว่างประเทศ แล้วเชิญรัฐบาลไทย และหุ้นส่วนของประเทศไม่เกิน 7 ประเทศเข้าร่วมเพื่อตรวจสอบ พี่น้องรู้ไหม ถ้าไทยคัดค้านจริง จริงตามที่นายสุวิทย์พูด ไทยต้องไม่เข้าประชุมตามข้อ 14 นี้ ใช่ ไม่ใช่ พี่น้อง แต่ว่ารัฐบาลไทยเสือกเข้าประชุม ส่งตัวแทนเข้าประชุมไปเรียบร้อยแล้ว และการที่ได้เข้าร่วมประชุมทำให้ข้อ 14 เงื่อนไข สมบูรณ์แบบแล้ว เท่ากับไทยเห็นด้วยกับการจดทะเบียนมรดกโลก ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายกฯ อภิสิทธิ์พูด ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ พูดทุกประการ
และเชื่อไหมครับ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังเดินหน้าอีกหลายเรื่องที่คนไทยยังไม่รู้ โครงการจัดทำแผนการบริหารจัดการอาณาบริเวณต่อเนื่องปราสาทเขาพระวิหาร กรณีปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็คือว่า ถ้าเขาพระวิหารได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็จะมีโครงการบริหารจัดการบริเวณเป็นหมื่นๆ ไร่ เป็นแสนๆ ไร่ ตรงนั้น โครงการนั้นต้องจัดทำ นายสุวิทย์ แอบจัดทำ ออกทีโออาร์ แล้วได้ข่าวว่าทำสัญญากันแล้วกับเอกชนให้จัดทำ นี่แปลว่าอะไร นี่คุณสมรู้ร่วมคิดในการร่วมปล้นชาติไทยนี่
พี่น้องเข้าใจหรือยังว่าผมนี่ทนไม่ได้ แล้วนายสุวิทย์ก็ยังไม่ยอมยกเลิกสัญญา ไม่ยอมใช้โอกาสที่สามารถอ้างคำสั่ง คือคำสั่งศาลปกครองและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น สามารถยกเลิกโครงการดังกล่าวได้ทันทีเลย แต่นายสุวิทย์ไม่ทำ ร่างทีโออาร์ เรียกภาคเอกชนมาเซ็นสัญญา ผมไม่รู้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับภาคเอกชนหรือเปล่า ถึงต้องรีบทำกัน เห็นหรือยังพี่น้อง
พี่น้องต้องรู้นะ นี่คือขบวนการปล้นชาติปล้นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมถึงต้องเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ อย่าพูดไพเราะพูดเก่งอย่างเดียว ท่านต้องลงมานั่งหัวโต๊ะ แล้วท่านต้องเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งแรกที่ท่านต้องเริ่มทันทีเลย ท่านต้องบอกทันทีเลยว่าให้รัฐมนตรีฯ กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา แจ้งไปทางรัฐบาลกัมพูชา และคณะกรรมการมรดกโลก ตามที่นายกษิต ภิรมย์ ได้เคยให้คำแนะนำไว้ รัฐมนตรีฯ กษิตเคยให้คำแนะนำไว้ที่ไหน พี่น้องรู้หรือเปล่า ไว้บนสะพานชมัยมรุเชฐ ในการเคลื่อนไหวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เชื่อวันหลังผมจะเอาคำพูดรัฐมนตรีฯกษิตมา ท่านเป็นคนแนะนำเอง บอกให้ยกเลิกแถลงการณ์ร่วม เอ๊ะ แล้ววันนี้ทำไมถึงไม่ยกเลิก นี่ก็ 6 เดือนแล้วนะเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้นกับชาติบ้านเมืองวันนี้
ทองคำแท้บ้านเรามันหาได้บ้างไหม หรือมีแต่ทองเหลืองชุบทอง
สอง ฝ่ายความมั่นให้รักษาอธิปไตยไทย มิให้ประเทศอื่นเข้ามาบริหารพื้นที่ดังกล่าวได้ ต้องยุติการสร้างถนนเข้ามาในประเทศไทย และหยุดปฏิบัติตามขั้นตอนคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ต้องสนใจคณะกรรมการมรดกโลก ก็เพราะว่าเราไม่ยอม เมื่อเราไม่ยอมแล้ว เราไม่ร่วมยูเนสโก คุณจะขึ้นฝั่งปราสาท คุณไปขึ้นฝั่งเขมร คุณไม่ต้องมาขึ้นฝั่งไทย
พี่น้องครับ ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียพื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ ตอนนี้อาจจะไม่มีการกระโตกกระตาก แต่พอเรายอมรับให้เป็นมรดกโลกปังเมื่อไร ทำตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลก เรียบร้อยหมด เป็นขั้นเป็นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันดีคืนดีลูกไอ้ฮุน เซน มันก็จะลุกขึ้นมาแล้วมันก็ยื่นข้อเรียกร้องว่า เมื่อประเทศไทยยอมรับแผนที่ที่มันเสนอมรดกโลก อ้าว ถ้าไม่ยอมรับแล้วทำไมมาจัดการลงทะเบียน จัดการพื้นที่ทั้งหลายที่อยู่รอบๆ ปราสาทเขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ถ้าอย่างนั้นยอมรับแผนที่นั้น ผมขอลากแผนที่ต่อ เพราะฉะนั้นอีก 7 แห่งใน 3 จังหวัด 1.5 ล้านไร่ จะต้องเป็นของกัมพูชาด้วย หรือไม่อีกที จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ซึ่งจดทะเบียนโดยกัมพูชาแต่ผู้เดียว ไทยไม่มีสิทธิ์ ปรากฏว่าอะไรรู้ไหม ตอนนี้ คนไทย ข้าราชการไทย และนักการเมืองไทยหัวใส ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์แสนกล ก็บอกว่า งั้นเราขอเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยได้ไหม การเข้าไปจดทะเบียนร่วมด้วยก็เท่ากับคุณไปยอมรับแผนที่ของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์ ทันทีเลย คุณจะไปจดทะเบียนร่วมด้วย โดยที่คุณจะยื่นแผนที่ของคุณตอนนี้มันไม่ทันซะแล้ว แต่คุณสามารถยกเลิกแถลงการณ์ ถ้าคุณจะเข้าไปจดทะเบียนร่วมตั้งแต่แรก คุณต้องทำตั้งแต่แรกที่เขมรยื่นเรื่องเข้าคณะกรรมการมรดกโลก คุณก็ยื่นแข่งเข้าไป แล้วคณะกรรมการดูแผนที่ทั้ง 2 ฝ่าย แล้วบอกว่า แผนที่ไม่เหมือนกันกลับไปตกลงกัน ตรงนั้นละถึงจะต้องยื่นพร้อมกัน แต่ไม่ใช่ให้เขายอมรับกันแล้ว เมื่อเขายอมรับแล้ว คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแล้วเราเสือกมายื่นตอนนี้เขาไม่รับหรอก หรือถ้าเขารับเราก็ต้องตกเป็นเหยื่อ หมายความว่า เขาก็บอกว่า คุณยื่นคุณต้องยอมรับมาตรฐาน ยอมรับแผนที่ทุกอย่างที่กำหนดเอาไว้ว่า พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร พื้นที่รอบด้านใกล้เคียงกัน ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก คุณก็ต้องยอมรับตรงนี้ไป เมื่อคุณยอมรับตรงนี้ไป มันจะไปกระทบอีก 7 แห่ง ใน 3 จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ พื้นที่ 1.5 ล้านไร่ และเมื่อลากเส้นลงไปอ่าวไทย ก็จะมีผลกระทบต่อเกาะกูด มีผลกระทบต้องแบ่งเกาะกูดออกไปครึ่งหนึ่ง แล้วต้องแบ่งพื้นที่ทางทะเลที่มีน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ให้เป็นของเขมรแต่ผู้เดียว พี่น้องเห็นรึยัง
ชาติบ้านเมืองมันไม่มีอะไรเหลือจริงๆ แล้วนะพี่น้อง มันหมดจริงๆ ผมไม่ได้พูดเล่น ตั้งแต่เรื่องตอนแรก ถึงกระบวนการถวายฎีกานั้น วัตถุประสงค์เพื่อล้มพระเจ้าอยู่หัวฯ เรามีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งไม่รู้จะทันเกมนี้หรือไม่ทันเกม ยังนั่งทองไม่รู้ร้อน ยังปล่อยให้สื่อมวลชนต่างๆ ที่รัฐมีอำนาจที่จะเข้าไปดูแลสั่งการ นั่งเงียบอยู่ แล้วพอถึงวันนึง การขอพระราชทานอภัยโทษนายทักษิณทำไม่ได้ วันนั้นมันก็ไปเป่าหูประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ที่บริสุทธิ์ บอกว่าสถาบันกษัตริย์นั้นรังแกทักษิณ วันนั้นคุณอภิสิทธิ์กับคุณสาทิตย์คุณอยู่ตรงไหนผมก็ยังไม่รู้ แต่วันนั้นชาติพังแล้ว แล้วใครจะลุกขึ้นมาปกป้องพระเจ้าอยู่หัวฯ ปกป้องสถาบันกษัตริย์ พระเจ้าอยู่หัวฯ และพระราชินี ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ พระองค์ทรงเงียบได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง พระองค์หวังให้พวกคุณทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทให้ถูกต้อง อะไรถูกว่าเป็นถูกอะไรผิดว่าเป็นผิด คุณก็ไม่ทำ คุณนั่งเงียบ คุณตีฝีปาก คุณพูดจา คุณเถียงเก่ง คุณโชว์ออฟของคุณไปเรื่อยๆ แต่คุณไม่มีความกล้าหาญเลยแม้แต่นิดเดียว
ยังไม่พอยังต่อเนื่องมาจนถึงเรื่องปราสาทเขาพระวิหารอีก พื้นที่อีก 1.5 ล้านไร่ ถึงแม้ว่ายังไม่เสียตอนนี้แต่การกระทำของคุณแบบนี้ก็ทำให้เหมือนกับเสียไปแล้ว คุณปล่อยให้นายฮุน เซน มาถ่มถุยข่มขู่คุณ โชว์ออฟ เอาจรวดยิงต่อสู้เครื่องบินมา แสดงอาการกุ๊ย คุณก็พูดได้อย่างเดียวว่า คุณมิตรจิตไมตรี ทีกับเขมรคุณไม่กล้า ปกป้องอธิปไตยชาติคุณไม่กล้า ที่กับลูกเจ๊กอย่างผมคุณยิงเอายิงเอา
พี่น้องครับ ชาติบ้านเมือง พี่น้องรู้ไหมทุกวันนี้ผมต้องสู้อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมต้องสู้ความท้อ เมื่อใดก็ตามถ้าจิตผมไม่สงบ ผมไม่ใช้ธรรมนำหน้า เมื่อนั้นความท้อมันจะครอบงำผม เมื่อความท้อมันครอบงำผม ผมก็พร้อมจะล้างมือทุกสิ่งทุกอย่าง ผมแบกมันคนเดียวไม่ไหวหรอกพี่น้อง ทำยังไงที่จะให้มีคนรักชาติรักบ้านรักเมืองบ้าง รักจริงๆ ไม่ใช่รักเพียงเพราะว่า 1. มันมีแก๊ส น้ำมันอยู่ในอ่าวไทย ไม่ใช่รัก ปากว่ารักแต่จริงๆ แล้วอยากมีอำนาจต่อ ชาติบ้านเมืองที่น่ากลัวคือ เอาคนที่ไม่ได้รักชาติไม่ได้รักส่วนรวมมาทำงาน นอกจากไม่ได้รักส่วนรวมมาทำงานแล้ว ยังทะลึ่งโง่อีก ทำงานไม่เป็น
พี่น้องครับ ขอบคุณมากนะครับสำหรับคำถามซึ่งมีเยอะ ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร ก็ขอให้ เฮ้อออ (ถอนหายใจ) ขอให้พ่อแม่พี่น้อง ทำใจไปก็แล้วกัน เหมือนกับที่ผมเคยเล่าให้ฟังก่อนที่เล่าปี่จะเจอขงเบ้ง ไปเจอปราชญ์คนหนึ่งชื่อซุยเปี๋ยน ไปเชิญซุยเปี๋ยน มาเป็นที่ปรึกษา ซุยเปี๋ยนปฏิเสธ ซุยเปี๋ยนพูดยังไงรู้ไหมพี่น้อง ซุยเปี๋ยนว่า บ้านมันจะพังอยู่แล้ว ไอ้คานเล็กๆ อันหนึ่งมันค้ำไม่อยู่หรอก ถ้ามันจะต้องพังก็ขอให้มันพังไปตามวัฏจักรของมัน ไปฝืนชะตาฟ้าไม่ได้ ขงเบ้งไปฝืนชะตาฟ้า ไปเป็นที่ปรึกษาเล่าปี่ ในที่สุดราชวงศ์ฮั่นก็ล่มสลาย แล้วจากการซึ่งขงเบ้งไปฝืนชะตาฟ้า ก็เลยทำให้สงครามสามก๊กนั้น คนจีนตายไปเกือบ 30 ล้านคน
ผมไม่อยากคิดว่าผมเป็นเพียงไม้คานที่จะมาค้ำบ้านหลังนี้ ผมไม่ใช่ แต่มันดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ชั่วร้ายต่างๆ เหล่านี้ เหมือนกับว่าผมต้องออกมาสู้เพียงคนเดียว มันไม่ยุติธรรมกับผม นอกจากสู้แล้วยังต้องเลือดตกยางออกเพื่อชาติบ้านเมืองอีก มันก็ไม่ยุติธรรมกับผม นี่คือคำพูดของคนที่ท้อ นี่ไง พี่น้อง ความท้อนี่มันเข้ามา ความท้อมันเข้ามา แต่อย่างที่ผมบอกพี่น้องมานานแล้ว ว่าท้อไม่ได้ ยังไงก็ท้อไม่ได้ เคยพูดกับพ่อแม่พี่น้องมานานแล้วว่า จากนี้ไปไม่หวังที่จะทำอะไรอีกแล้วนอกจากทำงานให้ชาติบ้านเมืองเท่านั้นเอง ขอบคุณและสวัสดีครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)