ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้
แหล่งข้อมูล http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090714/59915/ถกอภัยโทษทักษิณ-ชี้ขาดคุณสมบัติ-รมว.ยุติธรรมระงับได้.html
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมนาทางวิชาการเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” จัดโดย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยากร ได้แก่ นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์
นายสัก กล่าวว่า เรื่องการอภัยโทษนั้นคือการที่คนจะไม่รับผิดหรือพ้นจากความผิดทางอาญา โดยพิจารณาดังนี้ 1.ดูว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ การรัฐประหาร จะมีออกมาเป็นการคำสั่งคณะปฏิวัติ จะมีการสั่งนิรโทษ โดยออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพระราชกำหนดหรือในรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องอภัยโทษที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องทั่วๆ ไป ต้องมีการตรากฎหมาย เช่น การออกกฎหมายว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป เป็นอำนาจของนิติบัญญัติ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอภัยโทษที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมถือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
โดยการขอทั่วไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ต้องเป็นคดีอาญาที่ต้องมีโทษถึงที่สุดแล้ว โดยคำขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชอภัยโทษ ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ได้รับลดหย่อนกลับตัวเป็นคนดี เพื่อสามารถกลับมาสู่สังคมได้ โดยต้องมีการสำนึกในการกระทำความผิดก่อนว่า สมควรได้รับการยกเว้นโทษหรือไม่
ทั้งนี้ คำร้องขอต้องไม่กล่าวถึงความไม่ถูกต้อง และความไม่เป็นธรรมของคำพิพากษาของศาลเพราะคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น ต้องยอมรับคำพิพากษาของศาล โดยไม่โต้เถียงว่าไม่เป็นธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล
"การขอพระราชทานอภัยโทษทำได้สองช่องทาง คือ หนึ่งผ่านเรือนจำ และสองยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยในกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้เสนอเรื่องต่อพระมหากษัตริย์และทำความเห็นว่าประกอบด้วยว่าสมควรจะได้รับอภัยโทษหรือไม่ โดยต้องมีข้อมูลข้อเท็จจริงมาจากกรมราชทัณฑ์ประกอบมาด้วย โดยต้องเป็นนักโทษชั้นดี เพราะถ้าเป็นนักโทษชั้นเลว คงไม่ได้รับการอภัยโทษ โดยการถวายความเห็นต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อให้รัฐมนตรีและองคมนตรีพิจารณาอย่างรอบคอบได้"
ทั้งนี้ ในภาพรวมของการพระราชอภัยโทษที่รวบรวมโดยประชาชน 1 ล้านรายชื่อนั้น ถ้าดูตามคำขอพระราชทานอภัยโทษที่ให้ประชาชนลงชื่อนั้น ในคำขอสุดท้ายได้เขียนว่า“ เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ที่ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเสีย” เป็นการขอเฉพาะราย ซึ่งต้องดูว่าทำได้หรือไม่ ในเมื่ออดีตนายกฯไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับการลงโทษ แต่เป็นผู้หนีศาล
ดังนั้น เมื่อยังไม่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมตรงนี้ก็ทำให้ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ก็อาจจะไม่สามารถไปถึงการถวายความเห็น โดย รมว.ยุติธรรมและให้องคมนตรี ได้ว่าเป็นนักโทษผู้นี้มีพฤติการณ์อย่างไรสมควรที่จะได้รับการอภัยโทษหรือไม่ ดังนั้นหากดูขั้นตอนตรงนี้จะเห็นว่าไม่เป็นไปตามช่องทางตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หากดูข้อเท็จจริงที่ผ่านมาอดีตนายกฯ ได้กล่าวว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม และระบุด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมเป็น 2 มาตรฐาน และเป็นกระบวนการ“ยุติความเป็นธรรม” ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะข้อต่อสู้เหล่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) และ มาตรา 100 ของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่น่าสังเกตว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ฟ้อง คตส.ในคดีทั้งแพ่งและอาญา
โดยการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้สิทธิฟ้องบุคคลเหล่านี้ในศาลเดียวกันก็หมายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่ากระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมได้ เขาจึงใช้สิทธิฟ้องคนอื่น ไม่เช่นนั้นคงไม่ไปฟ้อง แต่เวลาที่ศาลลงโทษเขา เขากลับอ้างว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม เหตุผลแบบนี้น่าจะขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่ายังมีอีกหลายคดีของอดีตนายกฯ ทั้งไม่ว่าจะเป็นคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว คดีการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงค์ให้ประเทศพม่า คดีการแปรค่าสัมปทาน ฯลฯ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต้องเข้ามาสู้คดีเหล่านี้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ได้รับการอภัยโทษทั้งหมด
"ปริญญา"เชื่อ 1ล้านชื่อขออภัยโทษกดดัน รมว.ยุติธรรม
นายปริญญา กล่าวว่า การอภัยโทษโดยทั่วไปเป็นอำนาจของประมุขของทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นระบอบใด โดยของไทยเป็นหลัก “the king can do no wrong” ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่อยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทั้งปวง หากจะมีการดำเนินใดๆ ต้องมีรัฐมนตรียุติธรรมทูลเกล้าฯ เสนอต่อพระมหากษัตริย์
การขออภัยโทษต้องเป็นไปตาม มาตรา 259 โดยต้องเป็นคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและผู้ที่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษได้จะต้องเป็นผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุพการี คู่สมรส และบุตร ดังนั้น การขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการให้ประชาชนเข้าชื่อ 1 ล้านชื่อ ยังไม่เป็นไปไปตามกฎหมาย โดยคดีที่ถึงที่สุดแล้วมีเฉพาะคดีที่ดินรัชดาเท่านั้น ส่วนคดีอื่นๆ ต้องต่อสู้ต่อไป
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการล่ารายชื่อ 1 ล้านคน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นการกดดันสถาบันหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการกดดัน รมว.ยุติธรรม มากกว่า เพราะไม่ว่ารายชื่อ 1ล้านคนจะยื่นมาทางไหน แต่สุดท้ายเรื่องก็จะส่งมาที่ รมว.ยุติธรรมที่จะเป็นผู้ยื่นถวายเรื่องต่อพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ โดย รมว.ยุติธรรมจะเป็นผู้ถวายความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวสมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
ซึ่ง รมว.ยุติธรรม ต้องดูว่าคนที่ได้รับการเสนอชื่อมีความสำนึกต่อความผิดหรือไม่ หากเห็นว่าคุณสมบัติของนักโทษคนนั้นไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการอภัยโทษ รมว.ยุติธรรมก็น่าจะมีอำนาจที่จะไม่เสนอเรื่องพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวต่อพระมหากษัตริย์ได้ การเข้าชื่อของประชาชนที่เกิดขึ้นจะกี่ล้านคนก็ไม่มีประโยชน์ในทางกฎหมาย เพราะเป็นการเสนอที่ผิดขั้นตอนในการขอพระราชทานอภัยโทษและคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ รมว.ยุติธรรมเพียงผู้เดียว
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุสำคัญตัวต้องอยู่ในคุก
นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การพระราชทานอภัยโทษส่วนใหญ่จะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา คนที่ได้รับอภัยโทษต้องมีอยู่ในเรือนจำ ได้เฉพาะคนที่อยู่ในเรือนจำหรือคนที่ทำบริการสาธารณะ โดยการยื่นฎีกาสามารถยื่นได้หลายทาง แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีนักโทษอยู่ในเรือนจำ
โดยกรมราชทัณฑ์ต้องดูข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษเพื่อตรวจสอบประวัติ และดูว่าในช่วงที่อยู่ในเรือนจำมีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อดูว่าควรจะมีเหตุผลพิเศษที่จะได้รับลดหย่อนโทษหรือไม่
"รณกรณ์"ย้ำต้องคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขออภัยโทษได้
นายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำนิติศาสตร์ กล่าวว่า ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา 3 ทาง คือ 1.การอภัยโทษ เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร โดยต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วถึงจะอภัยโทษได้ 2.การนิรโทษกรรม หมายถึง การลืมสิ่งที่ทำความผิดไว้ ใช้เมื่อสังคมเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางสังคม การนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและมีผลย้อนหลังได้ 3.การล้างมลทิน คือ การลบประวัติทะเบียนอาชญากรรม หลังจากที่บุคคลผู้นั้นพ้นโทษไปแล้ว
ทั้งนี้ การอภัยโทษมีหลักการว่า เป็นความเมตตาปราณีจากองค์รัฐถาธิปัตย์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ได้รับโทษไม่ให้รับโทษทั้งหมดหรือโทษบางส่วน โดยการอภัยโทษมี 3 ประเภท 1.ปล่อยเลย 2.ลดโทษ ลดจำนวนโทษลง 3.โทษหนักเป็นเบา เช่น จากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น
ที่ประชุมองคมนตรีพิจารณาเสนอความเห็น-ในหลวงทรงวินิจฉัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามป.วิอาญา มาตรา 261 กำหนดว่ารัฐมนตรีว่าการยุติธรรมเป็นผู้เห็นสมควรถวายคำแนะนำพระราชทานอภัยโทษแก่พระมหากษัตริย์ แต่ทำไม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ระบุว่าเรื่องดังกล่าวต้องผ่านความเห็นต่อองคมนตรีด้วย
นายสัก กล่าวว่า หลังผ่านขั้นตอนของรัฐมนตรียุติธรรม จากนั้นจะส่งไปที่สำนักงานราชเลขาธิการ จะมีกองเจ้าหน้าที่นิติการ รวบรวมเรื่องเสนอที่ประชุมองคมนตรีพิจารณา ก่อนจะส่งความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าไม่เป็นการแทรกแซง เพราะเป็นประเพณีปฏิบัติ ส่วนอำนาจวินิจฉัยเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์
นายปริญญา กล่าวเสริมว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 12 วรรค 2 ว่า คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นพระมหากษัตริย์กรณียกิจทั้งปวงที่ทรงต้อง การคำปรึกษา ต้องเข้าใจว่าเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นไปตามกติกา อย่าพยายามดึงการเมืองเข้ามา
กมธ.พิทักษ์สถาบัน จี้รัฐแจ้งความเอาผิดถวายฎีกาช่วย"ทักษิณ"
ที่รัฐสภา พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธฑิการฯ ร่วมกันแถลงคัดค้านกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
พล.อ.อ.ณพฤษภ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯมีมติไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาจำนวน 4 ข้อ ดังนี้ 1.รัฐบาลควรตระหนักและเร่งกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่งเพื่อตอบโต้ ไม่ให้ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย 2.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ดูถ้อยคำเนื้อหาของการถวายฎีกาว่าหมิ่นเหม่ต่ออำนาจศาลหรือไม่ 3.ขอให้ประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างมีสติ ช่วยแก้ไขสิ่งที่ผิดไปไม่ให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 4.คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาร่วมปรึกษา ในกรณีการถวายฎีกา และปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสถานบันเบื้องสูง เพื่อให้ดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้อง
พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตามหลักผู้ที่จะขออภัยโทษจะต้องเป็นญาติ หรือ ผู้ต้องโทษเท่านั้น แต่กรณีนี้ เขารู้สึกหนักใจ อยากให้รัฐบาลทำให้ถูกต้อง เพราะการล่ารายชื่อเป็นเหมือนการเสี้ยมกัน ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชัดเจน หากประชาชนคนไหน เห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ก็สามารถดำเนินแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีได้ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เลขานุการคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลควรจะชี้แจงขั้นตอน และกฎเกณฑ์การถวายฎีกาที่ต้องถูกต้องว่า เป็นอย่างไร รวมถึงเผยแพร่เอกสารต้นฉบับว่า มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย ละเมิดอำนาจศาล และละเมิดสถาบันอย่างไร
ส่วนกรณีการเชิญนายกรัฐมนตรีนั้น ทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้เร่งรัดเวลา ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะ
Sunday, July 19, 2009
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment