ผมเคยชื่นชมคุณนิติภูมิมานานเพราะความรู้เรื่องต่างประเทศที่หาตัวจับยาก (ในสมัยที่ผมยังไม่มีความรู้เรื่องต่างประเทศอะไรเลย) แต่พักหลังผมได้ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับคุณนิติภูมิในเรื่องการเสนอตัวทางการเมือง ผมไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนะและไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งเพื่อพิสูจน์อะไรมากเพราะฉะนั้นผมไม่สามารถยืนยันอะไรได้แต่ที่ยืนยันได้คือเป็นแค่ข่าวทางหนังสือพิมพ์ คุณนิติภูมิจะผิดหรือไม่ผิดอีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อมาอ่านบทความล่าสุดนี้แล้วผมบอกได้เลยว่าศรัทธามันหมดไปแล้วเพราะคุณนิติภูมิเขียนคอลัมน์อย่างมีประเด็นซ้อนเร้น ในย่อหน้าสุดท้ายคุณกำลังส่งสัญญาณถึงใครหรือเปล่า
"ประเทศใดมีรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งโง่ ทั้งบ้า อาจจะนำพาประเทศ ชาติบ้านเมืองนั้นให้ตกต่ำอย่างสวีเดนได้ และจะอาจผลักชาติที่เคยเป็นรองอย่างเขมร ให้เขยิบสถานะขึ้นมายิ่งใหญ่แทน เหมือนอย่างพวกรัสเซียนี่ ก็เป็นไปได้."
ผมเดาเอาเองนะว่าคุณกำลังโจมตีคุณกษิตซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยอยู่หรือเปล่า โดยใช้เหตุการณ์ที่สรรหามาในอดีต คุณโจมตีที่ไม่มีผลประโยชน์อย่างคุณกษิต คนที่ได้รับผลกรรมคือคุณครับ มิใช่คุณกษิต ต้องกลับไปถามคุณเองนั่นแหละว่าคุณมีวาระซ้อนเร้นอะไรหรือเปล่า
ใครว่าคนกล้า นั่นมันไอ้บ้า!
http://www.thairath.co.th/content/oversea/19708
หนูอ่านหนังสือเจอ ความหนาวมากๆ ทำให้หูและจมูกของคนหลุดได้ พวกหนูเถียงกันในห้อง บ้างว่าเป็นไปไม่ได้ คุณลุงนิติภูมิช่วยตัดสินหน่อยค่ะ
ในฐานะที่เคยอยู่ในดินแดนหนาวมากมาก่อน ลุงนิติภูมิตอบโดยไม่ต้องออกแขกได้เลยว่า เป็นไปได้ครับ ยกตัวอย่างบันทึกของทหารในกองทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ที่ยกทัพมาตีรัสเซียโดยไม่ดู ตาม้าตาเรือ สุดท้ายกองทัพของสวีเดน ซึ่งเป็นมหาอำนาจของยุโรปในสมัยนั้น ก็แพ้เพราะหนาว
บันทึกของนายทหารสวีเดนชื่อคาร์ล คลิงส์เปอร์ ผู้ถูกหิมะกัดจนเสียนิ้วไป 2 นิ้วกับหูข้างหนึ่ง เขียนว่า "การรบ (กับรัสเซีย) เป็นแค่เกมของเด็กๆไปซะแล้ว เมื่อเปรียบกับพายุหิมะ รอบตัวพวกเรามีแต่สัตว์ที่แข็งตายอยู่กลางทุ่ง (ปีนี้อากาศหนาวขนาด) นกตกลงมาตายเหมือนถูกยิง เราเจ็บปวดถึงกับน้ำตาไหล เมื่อเห็นเพื่อนทหารเป็นร้อยคนขอให้ทหารเสนารักษ์ตัดมือและเท้าที่โดนความหนาวซะจนกลายเป็นสีขาวทิ้ง ส่วนหูและปลายจมูกของทหารหลุดไปโดยที่ไม่ต้องใช้มีดตัดซะด้วยซ้ำ"
"ตอนนี้ เมื่อเราออกไปฆ่าศัตรู (ซึ่งเป็นทหารรัสเซีย) เราไม่ได้ฆ่าเพื่อความสะใจซะแล้ว แต่พวกเราฆ่าเพื่อที่จะได้เอาเสื้อผ้าเครื่องแบบของพวกมันมาใช้ใส่กันหนาว เหมือนกับที่เราฆ่าสัตว์เพื่อเอาหนังสัตว์มาใช้ห่ม (กันหนาว) นั่นแหละ"
ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระของไทย สมัยนั้น หนึ่งในมหาอำนาจชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบยุโรปคือสวีเดน ส่วนรัสเซียเป็นเผ่าพันธุ์ ที่ยังไม่เก่ง รบกะใครแพ้หมด แม้แต่เผ่าพันธุ์เอเชียอย่างพวกมองโกเลียก็รบชนะและเป็นเจ้าอาณานิคมของพวกรัสเซียอยู่ตั้งนาน 200 ปี คนเอเชียมองโกลขี่ม้ามาจับเอาพวกผู้หญิงรัสเซียสาวๆ สวยๆ ไปบำเรอกามและเป็นทาสรับใช้ ตอนนั้น ยังไม่มีใครมองออกเลยว่า อนาคตข้างหน้า รัสเซียจะสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจได้
สมัยก่อนตอนโน้น มหาอำนาจสวีเดนมีอิทธิพลในดินแดนที่ปัจจุบันนี้เป็นสวีเดน ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย และรัสเซียบางส่วน
ต่อมา ชาติที่เป็นแต่แค่ลูกไล่ ไม่เคยรบชนะใครอย่างรัสเซียก็มีผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นมา ทรงพระนามว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เตโช ฮุน เซ็น เอ๊ยไม่ใช่ ฮุน เซ็น เป็นผู้นำเขมรที่นายกษิต ภิรมย์ เคยด่าว่าไอ้กุ๊ย ส่วนผู้นำรัสเซีย สมัยนั้นคือ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์สร้างเมืองหลวงใหม่คือ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเลบอลติก และอยู่ภายใต้อิทธิพลของสวีเดน การจะเอาที่ดินตรงนี้มาทำเมืองหลวงใหม่ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 จำเป็นต้องขับอิทธิพลของสวีเดนออกไป
และนี่แหละครับ คือที่มาของการยกทัพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 มาตีรัสเซีย กองทัพสวีเดนมีทหารมากถึง 51,000 นาย หลังจากเข้ามารบชนะรัสเซียที่ยุทธการโฮโลว์ซินแล้ว พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 ก็ยกทัพเข้ามาเตรียมซัดกรุงมอสโก
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 เป็นคนบุ่มบ่าม จะทำ จะพูดอะไร ก้าวร้าว ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ฟังคำทัดทานของใคร มีแต่เรื่องกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงอยู่ ร่ำไป ทะเลาะกับเพื่อนบ้านทุกชาติ ไม่ว่าเดนมาร์ก โปแลนด์ ลิทัวเนีย แม้ แต่แซกโซนีแทน
พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 ของรัสเซียสั่งให้ถอนกำลัง ขณะถอน ก็ให้ จุดไฟเผาบ้านเรือน ทำลายข้าวปลาอาหาร ทำลายเครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่าง เมื่อทหารของมหาอำนาจสวีเดนบุกเข้ามาถึงเมืองของรัสเซีย ก็เจอแต่เมืองร้าง หาสถานที่กำบังเพื่อประทังความหนาวไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพไปที่อูเครนแทน ไปถึงอูเครนเดือนพฤศจิกายน อากาศตอนนั้นหนาวมาก แถมไม่มีบ้านช่องให้เข้าไปซุกหัวนอน
แค่เปลี่ยนเส้นทางเดินทางทัพและไปเจออากาศหนาวมากเพียงครั้งเดียว ทำให้ทหารหมดแรงและถูกหิมะกัดตายไปกว่า 2 พัน ที่เหลือก็พิการ ทหารบางคนตายเพราะเข้าไปผิงไฟ การเข้าไปผิงไฟอย่างฉับพลันทันทีทำให้ตายได้ เพราะอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างไว ร่างกายปรับไม่ทัน เลือดโดนอุณหภูมิก็ขยายตัวไวมาก ไหลเข้าไปในเส้นเลือดที่ยังหดตัวอยู่ เส้นเลือดขยายไม่ทันเลือด ทำให้ตายกันเยอะ
อากาศหนาวจัดทำให้ม้าที่ใช้ขี่ และวัวที่ใช้ลากปืนใหญ่ตายไปทีละตัวสองตัว ไม่มีสัตว์ลากปืนใหญ่ จะใช้แรงงานทหาร ทหารก็เดี้ยง แถมดินปืนก็เปียก ปืนใหญ่ของสวีเดนที่ขนไปมากมายหลายกระบอกใช้การไม่ได้ กลายเป็นภาระต้องทิ้ง
กว่าจะพ้นฤดูหนาว เข้าฤดูใบไม้ผลิ กองทัพสวีเดนเหลือทหารเพียง 2 หมื่นนาย ไอ้ที่เหลือมีชีวิตอยู่นี่ก็พิการซะมากกว่า 1 ใน 3 เมื่อเปิดยุทธการโปลตาวากับรัสเซีย มหาอำนาจสวีเดนก็จึงแพ้อย่างราบคาบ
การแพ้ที่ยุทธการโปลตาวาทำให้สวีเดนหมดความเป็นมหาอำนาจ ส่วนรัสเซียก็เขยิบกระเถิบขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทน
ประเทศใดมีรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งโง่ ทั้งบ้า อาจจะนำพาประเทศ ชาติบ้านเมืองนั้นให้ตกต่ำอย่างสวีเดนได้ และจะอาจผลักชาติที่เคยเป็นรองอย่างเขมร ให้เขยิบสถานะขึ้นมายิ่งใหญ่แทน เหมือนอย่างพวกรัสเซียนี่ ก็เป็นไปได้.
นิติภูมิ นวรัตน์
Thursday, July 16, 2009
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment